
ลาที..การศึกษาปีลิง“2559”
2559 ปีแห่งการ“ขยับ ปรับ เปลี่ยน” ในแวดวงการศึกษาไทย
2559 ปีแห่งการ“ขยับ ปรับ เปลี่ยน” ในแวดวงการศึกษาไทย ที่เห็นเด่นชัด ต้องยกให้นโยบาย“ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” หลังเวลา 14.00 น. เด็กนักเรียนได้เรียนรู้ในสิ่งที่ชอบ จนได้รับการ“ตอบรับ”จากนักเรียนและผู้ปกครองเป็นอย่างดี นับเป็นผลงานของ"บิ๊กหนุ่ย"พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ (องคมนตรี) เมื่อครั้งกินตำแหน่ง "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ "คนที่ 2 ในรัฐบาลทหาร “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี
ว่ากันว่า มีการศึกษาวิเคราะห์กลุ่มสถานศึกษาที่ใช้นโยบาย“ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” สู่การปฏิบัติจริง ปรากฏว่าเมื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียน เกือบทุกรายวิชาคะแนนโอเน็ตเพิ่มขึ้น แบบมีนัยยะสอดคล้องกับปรับเปลี่ยนเวลาเรียนนอกห้องเรียน อีกทั้งมีแนวโน้มว่า จะขยายให้ครอบคลุมสถานศึกษาทั้ง 39,000 โรงเรียนทั่วประเทศ
พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ
ปรับโฉมใหม่ แอดมิชชั่นส์ในปีการศึกษา 2561 ปรากฏการณ์ใหม่ ที่นักวิชาการศึกษา ได้พยายามต่อสู้มายาวนาน ใกล้ความจริงมากขึ้น หากมองไกลไปถึงอนาคต กระแสสังคมอดเป็นห่วงไม่ได้ว่า ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.)อาจจะมีการปรับเกณฑ์ใหม่อีกครั้งหรือไม่ ท่ามกลางเสียงเรียกร้องไม่ควรนำคะแนนโอเน็ตมาใช้ในการคัดเลือกนักศึกษาแพทย์
ดูเหมือนว่า การติดตามเกาะติดเกี่ยวกับการประพฤติมิชอบของข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ ยัง“วนอยู่ในอ่าง” ไม่มีความคืบหน้า มีก็เพียงการเปลี่ยนตัว “กรรมการ” บางคน บางกรณีเท่านั้น ท่ามกลางกระแสข่าวลือเรียกเงินตามน้ำในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น แต่ทุกอย่างยังไม่มีคำตอบ และไร้หลักฐานพิสูจน์
ผลพวงจากการทดสอบ PISA ประกาศเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2559 ที่นักการศึกษาไทยทุกคนควรอ่าน ทำไม“เวียดนาม”จึงมีผลสัมฤทธื์ทางการศึกษาสูงในอันดับที่ 8 ของโลก ขณะที่ไทยถดถอยลง?....http://pisathailand.ipst.ac.th/issue-2016-11
"เด็กไทยเรียนเยอะเกินไป แต่กลับนำความรู้ที่เรียนมาเพื่อทำมาหากินหรือประกอบอาชีพไม่ได้ หลักสูตรอัดแน่นวิชาการ ไม่เอื้อให้เด็กคิดวิเคราะห์ แถมยังไม่เอื้อต่อการสนับสนุนให้เด็กทำความดี หากการศึกษาไทยยังเรียนไปแล้วความรู้ไม่มี ความดีไม่ปรากฏ คิดวิเคราะห์ไม่ได้ อนาคตบ้านเมืองก็น่าเป็นห่วง เมื่อระบบการศึกษาไทไม่ตอบโจทย์การพัฒนามนุษย์ เรียนเพื่อสอบเอาเกรดเท่านั้น"พันโทแพทย์หญิงกมลพรรณ ชีวะพันธุศรี ประธานเครือพ่อแม่ผู้ปกครองเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ตั้งข้อสังเกต การศึกษาไทยปี2559
ไม่เพียงเท่านั้น จากการเปิดเผยของ สำนักงานจัดอันดับทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ EF(Education First)ความสามารถภาษาอังกฤษไทยอยู่อันดับ 62 จาก70 ประเทศ โดยมี สิงคโปร์ อันดับ12 ของโลก และเป็นอันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเซีย มาเลเซีย อันดับที่14ของโลกและอันดับ2ของภูมิภาคเอเซีย อินเดีย เกาหลี และเวียดนาม ได้อันดับ 3,4,และ 5 ตามลำดับ ในภูมิภาคเอเชีย แต่ไทยค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาสูงเป็นอันดับ1ของโลก
ยิ่งเป็นการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาด้วยแล้ว เต็มไปด้วยอุปสรรค ปัญหา นานาประการ อาการวิกฤติหนักเข้าขั่นโคม่า แทบจะทุกยุคทุกสมัย ไม่มีรัฐมนตรีศึกษาคนไหนกล้าแตะ!!
ทว่า “พล.อ.ดาว์พงษ์” ชงให้“พล.อ.ประยุทธฺ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ใช้ม.44 สยบข้อขัดแย้งในแวดวงการอุดมศึกษาไทย ที่ซุกไว้่ใต้พรหมมายาวนานกว่า 10 ปี ให้สามารถขยับ ขับเคลื่อนต่อไปได้ ดูอย่างกรณี“เอแบค”มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ก็กลับคืนสู่ความสงบ หลังมีปมจัดแย้งภายในมายาวนานหลายปี
ไม่เพียงเท่านั้น มหาวิทยาลัยที่ไร้ธรรมาภิบาลก็ได้รับบทเรียนในยุคนี้ แต่นั่นเป็นเพียงเศษเสี้ยวของปัญหาอุดมศึกษาไทย ยังมีปัญหาอีกมากมาย ที่ซุกซ่อนอยู่ใน“สถาบันอุดมศึกษาไทย” รอเพียงวันปะทุหากมี"คนรู้ทันและกล้าหาญพอ ที่จะทุบโต๊ะยอมแตกหัก กับขั้วอำนาจที่ฝังรากลึกในทุกมหาวิทยาลัยไทย จนถึงขั้นเรียกได้ว่ากลายเป็นแหล่งซ่องซุมโจร หรือ"มาเฟีย"
อาจารย์ หรือพนักงานมหาวิทยาลัย ยุค2559 สถานะแตกต่างจากก่อนที่สถาบันอุดมศึกษาไทยจะแปรรูปเป็น “มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ" หรือม.นอกระบบ มาก ด้วยสภาพไม่ต่างอะไรกับ“แรงงาน”ราคาถูก ที่“นายจ้าง”พร้อมจะ“เลิกจ้าง” ได้ตลอดเวลา หากมีพฤติกรรมไปขัดแข้งขัดขา สอดรู้สอดเห็น หรือผู้บริหารไม่ชอบ อนาคตก็แทบมึดมน อาจารย์หรือพนักงานมหาวิทยาลัยบางคนถูกกลั่นแกล้ง ในรูปแบบต่างๆ นานา แม้มีองคฺ์กรเอ็นจีโอในสถาบัีนอุดมศึกษาออกมาเรียกร้องของความเป็นธรรม
แต่ดูเหมือนว่า ทุกอย่างเป็นเพียง“วาทะกรรม” ไม่ได้รับการแก้ไขแบบจริงจัง สภาพอาจารย์ หรือพนักงานยมหาวิทยาลัยถูกลอยแพจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มจะเพิ่มทวีคูณ เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยห้องแถว กับค่านิยม“จ่ายครบจบแน่” เปิดรับนักศึกษาเกินจำนวนที่ขออนุญาต ยังปรากฏให้เห็นอยู่เสมอ มิหนำซ้ำการคัดลอกวิทยานิพนธ์ก็กลายเป็นธุรกิจมืด ตามติดด้วยผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาใช้เงินนักศึกษาทัวร์รอบโลกในเกือบทุกสถาบันอุดมศึกษาไทยฯลฯ สวนทางกับภารกิจของสถาบันอุดมศึกษาที่ต้องเป็นขุมทรัพย์ทางปัญญา ไม่ใ่ช่แหล่งรวมปัญหาของประเทศชาติ
นักเรียนกับผลงานเพาะถั่วงอก กิจกรรมลดเวลาเรียน เพื่อมเวลารู้
ชะตากรรมอาจารย์มหาวิทยาลัย ในกระแสไร้ธรรมาภิบาล แต่โลกแห่งความเป็นจริงมหาวิทยาลัยจะอยู่โดดเดี่ยวไม่ได้ และจะดำเนินกิจการต่อไปไม่ได้ถ้าไม่ได้รับการร่วมมือ และการสนับสนุนจาก คนในองค์กร เครือข่ายประชาชน ชุมชน ท้องถิ่น ภูมิภาคและภาครัฐ
ไม่เพียงเท่านั้น ร่างพ.ร.บ.บริหารงานบุคคลในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. ยังลุ่มๆ ดอน ๆ แถมยังบิดเพี้ยนไปจากเป้าหมายเดิมชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ อาจารย์และพนักงานมหาวิทยาลัยไม่ได้รับการคุ้มครองอย่างสมศักดิ์ศรี เหล่านี้รอวันชำระสะสาง ต้องอาศัยอำนาจและบารมีของ"รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ"คนใหมา ถึงจะมาขยับ ขับเคลื่อนต่อไปได้
เหนืออื่นใด ก่อนสิ้นป่ี 2559 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อให้พิจารณาสั่งการให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่น ๆ ของรัฐชะลอการว่าจ้างมหาวิทยาลัยรัฐที่อาจเข้าข่ายประกอบวิชาชีพวิศวกรรม โดยในการว่าจ้างเป็นที่ปรึกษาให้ปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยเฉพาะการตรวจสอบการขึ้นทะเบียนที่ปรึกษาไทย
ว่ากันว่า ตั้งแต่ปี 2555-2559 มีมหาวิทยาลัย จำนวน 90 แห่ง ปรากฎชื่อเข้าไปรับงานที่ปรึกษาของหน่วยงานรัฐ นับตั้งแต่ปี 2555-2559 จำนวน 4,219 โครงการ รวมวงเงินตามสัญญา 14,027.14 ล้านบาท ซึ่งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ชี้ว่า อาจส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติของอาจารย์โดยเฉพาะการสอนด้วย
ไม่เพียงเท่านั้น ยังพบว่า มี 18 มหาลัยฯ ไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่ปรึกษาไทยกับกระทรวงการคลัง ซึ่งไม่เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เรียกได้ว่่า“ทำมาหากินเถื่อน”ไม่เคารพกฏหมายของบ้านเมือง แบบนี้จะปล่อยให้มาอบรมสั่งสอนลูกหลายไทยได้อย่างไร
นักเรียนกับผลงงานหาปลา กิจกรรมลดเวลาเรียนฯ
ความหวังที่จะ“คลิ่นนิ่ง”อุดมศึกษาไทย อาจจะต้องรอปีหน้า หรือ ชาติหน้า!! แต่การศึกษาขั้นพื้นฐาน หลายเรื่องเดินทางถูกทาง ควรต้อง“ลดเวลาเรียนฯ”เดินหน้าต่อไป แต่ควรเพิ่มทักษะวิชาชีพ เปิดกว้างให้สถานศึกษาจัดกิจกรรมให้สอดคล้องวิถีชีวิตแต่ละพื้นที่ ควบคู่ไปกับการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม
2559 ปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีศึกษาธิการบ่อยครั้ง มีโนยบายใหม่คละเคล้านโยบายเดิม ดูเหมือนคุณภาพการศึกษาไทยจะรุดหน้า แต่ความจริงเต็มไปด้วยปัญหาและความยุ่งยาก ประหนึ่งลิงแก้แหยิ่งแก้ยิ่งยุ่งอิลุงตุงนัง รอ“รมว.ศธ.คนใหม่”มาคลี่ปมให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาได้อย่างแท้จริง



