
ปรับผู้เสพเป็นผู้ป่วยไม่ต้องรับโทษ
กฎหมายวัตถุออกฤทธิ์ฯฉบับใหม่ ปรับผู้เสพเป็นผู้ป่วยไม่ต้องรับโทษ เพิ่มโทษผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก ขายวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 1-2 ปรับหลักแสนเพิ่มเป็นหลักล้านบาท
เภสัชกร(ภก.)ประพนธ์ อางตระกูล รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า พรบ.วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2559 ได้รับการประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2559 เพื่อใช้ทดแทน พรบ.ฉบับเดิม โดยสาระสำคัญเพิ่มเติมของ พ.ร.บ.ฉบับนี้คือ มีกฎหมายมีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้นและลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นลง ยกตัวอย่าง การขอใบอนุญาตเกี่ยวกับวัตถุออกฤทธิ์ประเภทที่ 1 และวัตถุออกฤทธิ์ประเภทที่ 2 ซึ่งห้ามผู้ใดผลิต นำเข้า หรือส่งออก เนื่องจากอาจก่อให้เกิดการนำไปใช้ในทางที่ผิดสูง เดิมทีหากหน่วยงานใดจะทำการศึกษาวิจัยก็ต้องขออนุญาตมายังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ซึ่งต้องยื่นผ่าน สธ. กฎหมายฉบับใหม่จึงลดขั้นตอนดังกล่าวลง โดยสามารถยื่นขออนุญาตต่อรัฐมนตรีว่าการ สธ.โดยตรงได้เลย
“กฎหมายฉบับใหม่นี้ไม่ว่าจะเป็นกรณีการเสพ การเสพและมีไว้ในครอบครอง หรือเสพและมีไว้ครอบครองเพื่อขาย หากผู้เสพมีความสมัครใจเข้ารับการบำบัด จะถือว่าเป็นผู้ป่วยไม่ต้องรับโทษ ซึ่งจะสอดคล้องกับกฎหมายว่าด้วยยาเสพติด ที่ขณะนี้เน้นในเรื่องของการเปลี่ยนจากผู้เสพเป็นผู้ป่วย แต่หากเป็นการบังคับเข้ารับการบำบัดยังคงต้องรับโทษ ซึ่งโทษก็จะลดลงจากเดิมจำคุก 1-5 ปี ปรับไม่เกิน 2 หมื่น - 1 แสนบาท ลดลงเหลือโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” ภก.ประพนธ์ กล่าว
แต่จะมีการเพิ่มบทลงโทษในส่วนของการผลิต นำเข้า และส่งออกวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 1 และ 2 เดิมทีกำหนดโทษจำคุก 5-20 ปี ปรับ 1-4 แสนบาท โทษใหม่จะเพิ่มขึ้นคือจำคุก 5-20 ปี และปรับเป็น 5 แสน - 2 ล้านบาท ส่วนการขายวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 1 และ 2 เดิมจำคุก 5-20 ปี ปรับ 1-4 แสนบาท เพิ่มเป็นจำคุก 5-20 ปี ปรับ 4 แสน-2ล้านบาท ส่วนการพักใช้ใบอนุญาตวัตถุออกฤทธิ์ หากกระทำความผิดเดิมจะพักใช้ใบอนุญาต 120 วัน ก็เพิ่มเป็น 180 วัน
สำหรับมาตรการเกี่ยวกับการควบคุมวัตถุออกฤทธิ์ก็จะมีความเข้มข้นขึ้น ตั้งแต่กระบวนการนำเข้า จากเดิมที่ไม่ต้องผ่านด่านอาหารและยา กฎหมายฉบับใหม่ก็กำหนดให้วัตถุออกฤทธิ์ต้องผ่านด่านอาหารและยา มีการห้ามเรื่องการโฆษณาที่ชัดเจน ในเรื่องการขายมีการห้ามเภสัชกรไม่ให้จัดวัตถุออกฤทธิ์เป็นชุดๆ เหมือน “ยาชุด” เพื่อขาย ขณะที่วัตถุออกฤทธิ์ประเภท 3 และ 4
ซึ่งผู้ประกอบวิชาชีพ เช่น แพทย์ ทันตแพทย์ สามารถครอบครองตามปริมาณที่รัฐมนตรีว่าการ สธ.กำหนดได้ โดยไม่ต้องขอนุญาตนั้น ก็มีการเพิ่มความเข้มงวด คือ สามารถครอบครองตามปริมาณที่กำหนดได้โดยไม่ต้องขออนุญาต แต่จะต้องมีการทำรายงานการใช้วัตถุออกฤทธิ์ดังกล่าวต่อเลขาธิการ อย. เพื่อเป็นการตรวจสอบว่ามีการใช้อย่างไร นำไปใช้ในทางที่ผิดหรือไม่ ในส่วนของคณะกรรมการวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท เดิมจะกำหนดให้มีผู้แทนจากกรมการปกครอง กรมคุมประพฤติ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ แพทยสภา และสภาเภสัชกรรม ก็ยกระดับให้ให้คณะกรรมการเป็นระดับอธิบดีของกรม และนายกสภาวิชาชีพ



