
คืนคนดีสู่สังคมถวายร.9และร.10
คืนคนดีสู่สังคมถวายร.9และร.10 กพร.-ราชทัณฑ์ฝึกอาชีพ2พันคน
คนเราเมื่อทำผิด สำนึกผิด และรับโทษ ตามกระบวนการยุติธรรมแล้ว สังคมย่อมให้อภัย และเพื่อเป็นการคืนคนดีสู่สังคม โดยป้องกันไม่ให้กลับไปทำผิดซ้ำอีก จึงต้องทำให้คนเหล่านั้นได้มีวิชาชีพ มีฝีมือ ก่อนออกไปใช้ชีวิตในสังคมเช่นเดิม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ คือ กรมราชทัณฑ์ และกระทรวงแรงงาน
โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) จึงได้เตรียมแผนรองรับการปล่อยตัวผู้ได้รับพระราชทานอภัยโทษ และอภัยโทษ ลดโทษปล่อยตัวตามพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ พ.ศ.2559 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร และเนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 10 โดยมีหน่วยงานต่างๆ ร่วมดำเนินการ เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
“ในส่วนของกระทรวงแรงงาน พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน มีนโยบายส่งเสริมการมีงานทำ และการฝึกทักษะอาชีพให้แก่คนทุกกลุ่มอยู่แล้วตามมาตรการ 8 วาระเร่งด่วนปฏิรูปเพื่อความสำเร็จของการเดินหน้าพัฒนากำลังคนของประเทศ รวมถึงการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ สำหรับการร่วมกิจกรรมครั้งนี้จะเป็นหลักสูตรสาขาอาชีพที่ผู้ที่จะได้รับพระราชทานอภัยโทษสามารถนำไปประกอบอาชีพอิสระได้ โดยไม่ต้องเป็นลูกจ้าง” นายธีรพล ขุนเมือง อธิบดี กพร. กล่าว
ความร่วมมือระหว่างกรมราชทัณฑ์ และ กพร.ครั้งนี้ จะดำเนินการฝึกอาชีพให้แก่ผู้ที่จะได้รับอภัยโทษและนักโทษชั้นดีโดยเริ่มพร้อมเพรียงกันทั้ง 77 จังหวัด ในวันที่ 19 ธันวาคม 2559 เนื่องจากเป็นตัวเลขที่เป็นมหามงคล คือ 1+9 เท่ากับ 10 หมายถึง รัชกาลที่ 10 และเลข 9 หมายถึง รัชกาลที่ 9 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ทั้ง 2 พระองค์
โดยจะดำเนินการฝึกอย่างน้อยจังหวัดละ 1 รุ่น รุ่นละ 20 คน รวม 1,540 คน ล่าสุดได้รับรายงานจากทั่วประเทศว่ามีทั้งสิ้น 113 รุ่น รวมผู้รับการฝึกก่อนออกจากเรือนจำประมาณ 2,260 คน สาขาที่ทำการฝึก ส่วนใหญ่เป็นสาขาช่างที่อยู่ในความต้องการของตลาดแรงงาน โดยที่ได้รับความสนใจในการฝึกมากที่สุดคือ ช่างปูกระเบื้อง ช่างเดินสายไฟฟ้าในอาคาร ช่างก่ออิฐ ผู้ประกอบอาหารไทยซึ่งสามารถหารถเข็น หรือเปิดหน้าร้านเล็ก ๆ ทำกิจการอาหารตามสั่งได้เลย ในส่วนของผู้ต้องขังหญิงจะเป็นสาขาเย็บหนัง เย็บจักรอุตสาหกรรม นวดแผนไทย การทำขนม และอาหาร เป็นต้น
“สาขาอาชีพ และหลักสูตรที่ กพร.จัดให้กลุ่มนี้ จะเน้นให้สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานที่ยังมีความต้องการจำนวนมาก ซึ่งจะมีโอกาสมีงานทำหลังพ้นโทษ และยังมีโอกาสเป็นเจ้าของกิจการได้อีกด้วย” นายธีรพลกล่าว
ผู้ต้องขังหญิง อายุ 28 ปี อดีตพนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ และเข้าร่วมโครงการครั้งนี้ เล่าว่า ต้องโทษจากคดีเกี่ยวกับยาเสพติด โดยที่ผ่านมาได้หลงผิดไปเสพยาบ้าตามเพื่อน วันหนึ่งเพื่อนถูกจับข้อหาค้ายา จึงติดร่างแหไปด้วย ขณะนี้รับโทษ 1 ปีกว่า รู้สึกเสียใจมาก และเสียอนาคต แทนที่จะได้อยู่กับครอบครัว และลูกวัยไม่กี่ขวบ
“ได้รับพระราชทานอภัยโทษครั้งนี้ก็รู้สึกดีใจมากค่ะ ที่พระองค์ท่านให้ชีวิตใหม่ หลังจากนี้จะตั้งใจทำงานสุจริตหาเลี้ยงครอบครัว โดยได้อบรมหลักสูตรเย็บผ้า ซึ่งคิดว่าสามารถออกไปทำงานด้วยตนเองที่บ้าน ลงทุนเพียงเล็กน้อย รับงานมาทำที่บ้าน จะได้มีเวลาดูแลลูก และจะไม่ยอมหลงทำความผิดจนต้องกลับเข้ามาในเรือนจำอีกต่อไป” เธอกล่าว
ด้านผู้ต้องขังชายที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษอีกรายหนึ่งกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ทำงานเป็นลูกจ้างทั่วไป ต้องโทษคดีฆ่า อยู่ในเรือนจำมา 5 ปีกว่า และได้รับพระราชทานอภัยโทษ จึงเลือกฝึกอาชีพสาขาช่างสีเฟอร์นิเจอร์ เพื่อจะได้มีทักษะอาชีพ มีความรู้ และมีฝีมือ จนออกไปทำงานหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้
“อย่างแรกที่ผมจะทำเมื่อออกไปจากที่นี่คือ จะไปกราบเท้าแม่ สิ่งที่ผมทำ มันผิดไปแล้ว และสำนึกผิด จากนั้นจะหางานทำ ซึ่งไม่คาดหวังว่าสังคมจะยอมรับอดีตนักโทษอย่างผม แต่ผมก็จะทำตัวดีๆ ตั้งใจทำงาน เพื่อให้สังคมยอมรับและให้โอกาสครับ” เขากล่าว
ผู้ต้องขังที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษจำนวน 2,000 กว่าคน ที่จะจบหลักสูตรฝึกอาชีพกับ กพร.ครั้งนี้ ต่อไปจะมีชีวิตใหม่ สร้างงาน สร้างอาชีพให้แก่ตัวเอง โดยไม่เป็นภาระกับครอบครัว ที่สำคัญคือ เมื่อเขาสำนึกผิด และได้รับโอกาสแล้ว คงจะช่วยให้เขาและเธอไม่หลงผิดกลับไปสู่เส้นทางเดิมอีกต่อไป



