ไลฟ์สไตล์

คุมโฆษณา-ส่งเสริมการตลาดนมผง....ใครได้ประโยชน์?

คุมโฆษณา-ส่งเสริมการตลาดนมผง....ใครได้ประโยชน์?

20 ธ.ค. 2559

คุมโฆษณา-ส่งเสริมการตลาดนมผง “พรบ.โค้ดมิลค์”ประโยชน์ตกที่ใคร? 0 พวงชมพู ประเสริฐ 0 [email protected]

      เกิดเป็นประเด็นขึ้นมาทันที่เมื่อร่างพรบ.ควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก พ.ศ. ...หรือ”พรบ.โค้ดมิลค์” ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี(ครม.) และเสนอสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ด้วยว่ามีทั้งเสียงหนุนและเสียงค้าน เพราะกฎหมายฉบับนี้จะส่งผลอย่างยิ่งต่อการโฆษณาและการส่งเสริมการตลาดของอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก โดยเฉพาะ “นมผง” แล้วแท้จริงหากกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้จริง ใครจะได้ประโยชน์???

      “ร่างพรบ.นี้เป็นกฎหมายที่ดี เมื่อมีการควบคุมการโฆษณาหรือการส่งเสริมการตลาดก็จะทำให้ประชาชนรู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับนมผง ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกซื้อในกรณีที่จำเป็นต้องให้ลูกดื่มนมผง บริษัทนมผงจะได้ไม่ต้องทำทุกทางเพื่อให้สินค้าขายได้เพียงอย่างเดียว แต่จะเป็นการมุ่งให้ความจริงที่จริงๆมากขึ้น เพราะปัจจุบันไม่ได้มีการให้ข้อมูลนมผงอย่างตรงไปตรงมา รวมถึงมีการนำของพรีเมี่ยมมาแถมเพื่อใช้ชักจูงใจคนซื้อด้วย” หนึ่งเสียงสะท้อนจาก คุณแม่จ๋า-สุพัตรา พันธุ์อำนวย คุณแม่ในสมาพันธ์เครือข่ายนมแม่แห่งประเทศไทย สนับสนุนพรบ.โค้ดมิลค์

     คุณแม่จ๋า บอกเพิ่มเติมว่า การโฆษณานมผงในปัจจุบันมีลักษณะที่ให้ข้อมูลเกินจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโฆษณาผ่านทางโทรทัศน์ โดยเฉพาะในประเด็นที่ระบุว่าสารอาหารที่มีอยู่ในนมผงส่งผลต่อดีสมองมาก ขนาดทำให้ลูกเป็นเด็กอัจฉริยะ เป็นการบ่งชี้ข้อดีที่มากเกินไป ขณะที่แพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์จำนวนไม่น้อยไม่ได้ให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับนมผงแก่คุณแม่มากนักว่าข้อมูลไหนที่เกินจริง ยิ่งทำให้คุณแม่ได้รับข้อมูลทางเดียวจากบริษัทนมผงผ่านการโฆษณา ซึ่งส่งผลอย่างมากต่อการชักจูงใจในการเลือกซื้อนมผงยี่ห้อนั้นๆของคุณแม่ โดยเฉพาะผู้ที่มีลูกคนแรก เมื่อมีใครบอกว่าอะไรดีสำหรับลูก ก็จะเลือกเอาทั้งหมด

    “ไม่ใช่ว่านมผงไม่ดีหรือไม่มีประโยชน์ นมผงเป็นสิ่งที่ดีโดยเฉพาะสำหรับเด็กที่จำเป็นเพราะไม่สามารถดื่มนมแม่ได้ ก็จะเป็นทางเลือก แต่การโฆษณานมผงแม้จำเป็นกรณีที่แม่ต้องเลือกจะช่วยให้แม่ได้ข้อมูลเกี่ยวกับนมยี่ห้อต่างๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกให้เหมาะกับลูก แต่จะต้องมีการควบคุมไม่ให้มีการโฆษณาหรือส่งเสริมการตลาดในลักษณะที่สะท้อนข้อมูลเกินความเป็นจริง” คุณแม่จ๋ากล่าว

คุมโฆษณา-ส่งเสริมการตลาดนมผง....ใครได้ประโยชน์?

     สำหรับการโฆษณาของนมผงในปัจจุบันนั้น นายบวรสรรค์ เจี่ยดำรง อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี บอกว่า มูลค่าทางการตลาดของธุรกิจนมผงอยู่ที่ 25,000ล้านบาท มีผู้ผลิตรายใหญ่ 7บริษัท จากการศึกษาและติดตามกลยุทธ์ทางการตลาด พบว่ามีการใช้ 5 รูปแบบ ได้แก่ 1.การโฆษณา ผ่านสื่อต่างๆ 2. การส่งเสริมการขายลด แลก แจก แถม 3. การตลาดทางตรง โดยติดต่อตัวคุณแม่โดยตรง ผ่านการจัดกิงานต่างๆ มีข้อมูลว่ามีการใช้งบประมาณจัดงานในห้างใหญ่ๆประมาณ 100 ล้านบาทต่อครั้ง 4. การตลาดทางอินเตอร์เน็ต ถือเป็นการตลาดทางตรงยิ่งกว่าทางตรง เพราะสื่อสารกับคุณแม่ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้เกิดความภักดีในยี่ห้อสินค้า และการตลาดผ่านโทรศัพท์มือถือและแอพลิเคชั่น เฉลี่ย 3 โพสต์ต่อวันเป็นอย่างน้อย และ 30 โพสต์ต่อวันต่อ 1 ยี่ห้อ เนื้อหาเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการตลาด เชิญชวนร่วมกิจกรรม เคล็ดลับการดูแลสุขภาพคุณแม่ การดูแลลูกและโภชนาการ

     “ที่สำคัญมีการโฆษณาหรือส่งเสริมการตลาดแบบข้ามผลิตภัณฑ์(Cross Promotion) คือ มีการโฆษณานมผงสูตร 3 ที่เป็นสูตรสำหรับเด็ก1ปีขึ้นไปและทุกคนในครอบครัว ซึ่งประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)ไม่ได้ห้ามโฆษณา แต่มีการออกแบบบรรจุภัณฑ์และสัญลักษณ์ให้เหมือนหรือคล้ายคลึงกับนมสูตร 1 สำหรับทารก 0-12 เดือนและนมสูตร 2 สำหรับเด็ก 6 เดือน- 3 ปี ซึ่งประกาศอย.ห้ามโฆษณา เมื่อเป็นเช่นนี้จะส่งผลต่อคุณแม่เวลาไปเลือกซื้อ เมื่อเห็นนมสูตร 1,2 ที่มีสัญลักษณ์คล้ายสูตร 3ที่เห็ฯทางโฆษณาก็จะเลือกซื้อนมสูตร1,2นั้นด้วย ทั้งที่ไม่ได้โฆษณานมสูตรนี้โดยตรง” นายบวรสรรค์กล่าว

     ทั้งนี้ เคยมีการเปิดเผยของสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทยว่าผู้ประกอบการนมเด็กจะใช้งบประมาณในการโฆษณาเฉลี่ยปีละ ประมาณ 10,000-12,000 ล้านบาท ผ่านสื่อต่างๆ

คุมโฆษณา-ส่งเสริมการตลาดนมผง....ใครได้ประโยชน์?

    ในร่างพรบ.โค้ดมิลค์ จึงมีใจความสำคัญหลักมุ่งเน้นเรื่องการควบคุมการโฆษณาและการส่งเสริมการตลาดนมผง นพ.ธงชัย เลิศวิไลรัตนพงศ์ รองอธิบดีกรมอนามัย ยืนยันว่า กฎหมายนี้ไม่ได้ห้ามการขาย การกิน และประเทศไทยต้องมีกฎหมายนี้ เนื่องจากยังมีคุณแม่ที่ตัดสินใจเลือกให้นมผงลูกแทนนมแม่จากเหตุผลการดำเนินชีวิตและให้นมแม่ไม่ได้ถึง 75 % จึงจำเป็นต้องดำเนินการควบคุมเรื่องโฆษณาและการตลาด เพื่อไม่ให้คุณแม่กลุ่มนี้ถูกโน้มน้าวใจจากการได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง การควบคุมตามกฎหมายนี้จึงไม่ใช่การปิดกั้นข้อมูลของแม่ กลับกันจะเป็นการช่วยให้แม่มีความรู้ที่ถูกต้องมากขึ้น

คุมโฆษณา-ส่งเสริมการตลาดนมผง....ใครได้ประโยชน์?

     อย่างไรก็ตาม มีข้อเป็นห่วงและกังวลอย่างมากจากเครือข่ายกุมารแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเรื่องการกำหนดให้ควบคุมอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็กครอบคลุมถึงเด็กอายุ 3 ปี จึงเสนอให้มีการควบคุมเพียงแค่ 1 ปีเท่านั้น และมองว่าการโฆษณานมผงยังจำเป็น รศ.นพ.สังคม จงพิพัฒน์วณิชย์ ประธานชมรมโภชนาการเด็กแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หากกฎหมายจะคุมอาหารทารกและเด็กเล็กถึง 3 ปี จะครอบคลุมถึงอาหารเสริมอื่นๆที่จำของเด็กด้วยทั้งที่เป็นอาหารที่มีประโยชน์ แต่จะไม่ครอบคลุมถึงอาหารอื่นๆที่ไม่เป็นประโยชน์กับเด็ก และการโฆษณานมผงสำหรับเด็กเล็กเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมี เพราะถือเป็นอาหารที่มีประโยชน์สำหรับเด็กเล็กอายุ 1 ปีขึ้นไป มิเช่นนั้น พ่อแม่ก็จะเห็นแต่โฆษณาอาหารขยะ

    สอดรับกับข้อเสนอที่สมาคมผู้ผลิตอาหารทารกและเด็กเล็กยื่นเป็นจดหมายถึงประธานสนช.ให้มีการปรับแก้ใน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.ขอให้จำกัดขอบเขตของร่าง พรบ.นี้ เฉพาะทารกแรกเกิดถึง 12 เดือนเท่านั้น อายุตั้งแต่ 1 ขวบขึ้นไปไม่ควรควบคุม และ2.อาหารทางการแพทย์ไม่ควรถูกควบคุมตามร่าง พรบ.ฉบับนี้ อาทิ นมสำหรับเด็กแพ้ นมสำหรับเด็กย่อยอาหารบางอย่างไม่ได้ และนมสำหรับเด็กที่คลอดก่อนกำหนด เป็นต้น

        ปัจจุบันองค์การอนามัยโลกหรือฮู(WHO)ระบุว่าประเทศไทยมีอัตราเด็กแรกเกิด- 6 เดือนเพียง 12 %ที่ได้ดื่มนมแม่ ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในประเทศอาเซียน และจากการศึกษาของสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ(IHPP) พบว่า คุณแม่ที่ดูโฆษณาบ่อยๆ มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนมน้อยกว่าแม่ที่ไม่ได้ดูโฆษณา 1.4 เท่า เพราะไม่ถูกโน้มน้าว สร้างความงุนงง สับสน

 

สาระสำคัญร่างพรบ.โค้ดมิลค์

มาตรา 3 กำหนดว่า อาหารทรกและเด็กเล็ก หมายความถึง นมหรืออาหารอื่นที่มีส่วนประกอบที่เหมาะสมและเพียงพอที่ใช้เลี้ยงเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 3 ปี

มาตรา 14 ห้ามผู้ใดโฆษณาอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก

มาตรา 17 ห้ามผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้จำหน่ายอาหารทารกและเด็กเล็กหรือตัวแทนส่งเสริมการตลาดด้วยการลด แลก แจก แถมและห้ามติดต่อหญิงตั้งครรภ์หรือหญิงที่มีบุตรที่เป็นทารกหรือเด็กเล็กไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม

มาตรา 22 ห้ามผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้จำหน่ายหรือตัวแทนบริจาคอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็กให้แก่หน่วยบริการสาธารณสุขหรือบุคลากรด้านสาธารณสุข เว้นแต่การบริจาคที่มีวัตถุประสงค์พิเศษเพื่อใช้สำหรับผู้ปา่วยเฉพาะโรคหรือผู้ที่มีความผิดปกติของร่างกายและการบริจาคในกรณีจำเป็นตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด

ผู้ฝ่าฝืนมาตรา 14 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปีหรือปรับไม่เกิน 3 แสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรัีบ หรือปรับอีกวันละไม่เกิน 1 หมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังไม่ปฏิบัติให้ถูกต้อง 

ผู้ฝ่าฝืนมาตรา 17 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 3 แสนบาท

ผู้ฝ่าฝืนมาตรา 22 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1 แสนบาท 

/////