ไลฟ์สไตล์

กระเตงลูกเที่ยว เมืองปราการ Fortress Marienberg

กระเตงลูกเที่ยว เมืองปราการ Fortress Marienberg

22 ส.ค. 2552

เมืองวูร์ซบวร์ก (Wuerzburg) ตั้งอยู่บริเวณภาคกลางของเยอรมนี อยู่ห่างจากมหานครแฟรงก์เฟิร์ตประมาณ 120 กิโลเมตร เป็นเขตการปกครองท้องถิ่นของแคว้น (หรือรัฐ) บาเยิร์น มีแม่น้ำสายสำคัญ คือแม่น้ำไมน์ไหลผ่าน หน้าประวัติศาสตร์จารึกไว้ว่า เมื่อราวหนึ่งพันปีก่อนคริส

 ว่ากันว่า ความสัมพันธ์ระหว่างพระกับชาวบ้านของเมืองนี้ ไม่ค่อยราบรื่นนัก มีการลุกฮือต่อต้านบาทหลวงกันอยู่เรื่อยๆ สาเหตุก็เนื่องจากชาวบ้านที่ยากจนทั้งหลาย ถูกบีบคั้นในหลายๆ ด้านจากพระและจากบรรดาขุนนางนั่นเอง

 หลังจากเดินทางชั่วโมงกว่าๆ เราก็มาถึงเมืองวูร์ซบวร์ก จัดการจอดรถไว้ที่ริมสวนสาธารณะ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากด้านหลังของ Residence Palace จากนั้นก็เดินตรงกันมายังพาเลซ โดยเข้าทางด้านประตูหลังซึ่งเป็นสวนของ Palace แห่งนี้

 เราไปเยือนวูร์ซบวร์กกันในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ที่นั่นอากาศเริ่มหนาวแล้วอุณหภูมิประมาณ 8 องศาเซลเซียส เดินเที่ยวชมความงดงามอลังการของสวน Garten Hof กันพอเป็นพิธี  สวนแห่งนี้ เปิดให้เข้าชมฟรีค่ะ ส่วน Residence Palace หนึ่งใน ปราสาทสไตล์บาโรก อันมีชื่อเสียงของยุโรปนั้น ถ้าเข้าไปเยี่ยมชมด้านในตัวอาคารต้องซื้อตั๋วเข้าชม  แต่ก็มีบางห้องบางส่วนที่เปิดให้เข้าชมฟรี

  ภายในปราสาทเขาประดับตกแต่งด้วยศิลปะแบบบาโรกและโรโคโค อันหรูเลิศอลังการ อีกทั้งยังมีภาพเขียนสีเฟรสโก้ประดับบนฝาผนัง และเพดานห้องโถงอันงดงามวิจิตร โดยเฉพาะบันไดห้องโถงของปราสาทอันโด่งดัง ที่ปลอดภัยจากการระเบิดของฝ่ายพันธมิตร Residence Palace สวยงามมีคุณค่าเข้าตา จนยูเนสโก จดทะเบียนเป็นมรดกโลก ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1982 ออกจากบริเวณ Residence Palace เดินเรื่อยๆ ไปยังย่านใจกลางเมือง เพื่อผ่านไปเยี่ยมๆ มองๆ มหาวิหาร St.Kilian ซึ่งมีอายุเบาะๆ แค่กว่า 900 ปีเอง มหาวิหารนี้เคยถูกไฟไหม้เสียหายยับเยินจากสงครามโลกครั้งที่สองมาแล้ว

 จากนั้นเราก็รีบดิ่งไปทำเก๋ เดินทอดน่องท่องสะพานเก่าข้ามแม่น้ำไมน์ เหมือนอย่างที่นักท่องเที่ยวอีกล้านเจ็ดสิบเอ็ดแสนที่มาเที่ยวเมืองนี้เขาทำกัน สะพานหินเก่าแก่ข้ามแม่น้ำไมน์ (Alte Mainbruecke) สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1473 กินระยะเวลากว่า 70 ปีจึงแล้วเสร็จ  โดยสร้างขึ้นบนฐานตอม่อของสะพานเดิมซึ่งมีอยู่ก่อนหน้านี้ ตั้งแต่เมื่อครั้งยุคโรมันยังเรืองอำนาจ  ส่วนรูปปั้นของเหล่านักบุญ คนสำคัญต่างๆ ที่ประดับอยู่บนสะพานนั้น ถูกสร้างขึ้นมาในภายหลังเมื่อราวปี ค.ศ. 1730 และที่ไม่พลาดเป้าอีกเช่นกันคือ สะพานนี้ก็ถูกบอมบ์เสียเละ

 เรียกว่าช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมืองนี้ทั้งเมืองโดนระเบิดจนบักโกรกสะบักสะบอม แต่ก็เป็นเรื่องน่าทึ่งอัศจรรย์ ที่หลังสงครามเขาสามารถบูรณะสิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่เสียหาย ให้กลับมามีสภาพคล้ายของเดิมไว้ได้เกือบทั้งหมด แถมมีบางสถานที่ถูกซ่อมแซมชุบฟื้นคืนชีพขึ้นมา ด้วยอิทธิฤทธิ์แรงงานของหญิง (ม่าย) เยอรมันล้วนๆ เพราะผู้ชายตายเรียบกันเกือบหมด เนื่องจากมหาสงครามอันมีต้นเหตุมาจากนายหนวดจิ๋มฮิตเลอร์นั่นเอง

 พอออกมาจาก สะพาน Old Main Bridge เราเดินทางต่อขึ้นไปยัง เมืองปราการ Fortress Marienberg เริ่มออกทัวร์รอบ Fortress Marienberg  ตามที่เขียนเกริ่นไว้ตั้งแต่ตอนต้นๆ ว่า ชาวเคลท์ (Celt) ได้เคยใช้สถานที่บริเวณนี้สร้างเป็นป้อมปราการหลบภัย เมื่อกว่า 1,000 ปีก่อนคริสตกาล  ในกาลต่อมาได้มีการสร้างโบสถ์ขึ้นบนนี้ และต่อจากนั้นเมื่อราว คริสต์ศตวรรษที่ 13  จึงเริ่มมีการสร้างกำแพงปราการสูงทะมึนล้อมขึ้นมา

 ในช่วง ค.ศ. 1253-1719 Fortress Marienberg มีความสำคัญสูงสุด เพราะเป็นที่พำนักของบาทหลวงประจำเมือง ในช่วงเหตุการณ์ชาวไร่ชาวนาก่อการกบฏ ลุกฮือขึ้นต่อต้านบาทหลวง  ด้วยการปิดล้อมรอบกำแพงเมือง  แต่เนื่องจากสมรภูมิที่ตั้งและกำแพงเมืองอันแน่นหนา เป็นอุปสรรคต่อการบุกเข้าโจมตี ในที่สุดชาวนาชาวบ้านก็ตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้  ถูกทหารภายใต้คำสั่งการของบาทหลวง ฆ่าตายเป็นจำนวนมากมาย ราวกับใบไม้ร่วง

 คุณปู่ของลูกๆ เคยมาเที่ยวเยือนเมืองวูร์ซบวร์กเมื่อหลายปีก่อน เล่าให้ฟังว่า ประทับใจในความงดงามของเมืองนี้เป็นอย่างยิ่ง  โดยเฉพาะปราสาทสไตล์บาโรก  Residence Palace  ส่วนที่ป้อมปราการ Fortress Marienberg  สถานที่ดูสวยอลังการจริง แต่เป็นความสวยงามที่แฝงไว้ด้วยความเศร้าสะเทือนใจ  เมื่อได้มาเยือนทำให้ท่านอดนึกไปถึง ผู้คนที่ล้มตายทับถมเป็นหลายพันคนไม่ได้

 การได้ขึ้นมาเที่ยวชมบนป้อมปราการนี้ นอกจากจะตะลึงติดตาตรึงใจกับความยิ่งใหญ่ของสิ่งก่อสร้างแล้ว นักท่องเที่ยวยังสามารถมองลงมาจากหลายๆ จุดของป้อม เพื่อชมวิวทิวทัศน์อันงดงาม นับว่าคุ้มสุดคุ้มจริงๆ

 จากทางเดินของกำแพงชั้นนอก  เราเห็นว่าตัวกำแพงสูงอยู่ในระดับเอวผู้ใหญ่ ดูน่าปลอดภัยจึงปล่อยให้เจ้าลูกสาวตัวเล็กลงเดิน  พอเท้าแตะพื้นเท่านั้น  เธอไม่เดินค่ะ เธอออกสตาร์ทแบบนักวิ่งลมกรดโอลิมปิกทันที เล่นเอาต้องรีบใส่เกียร์รถเข็นเด็ก วิ่งห้อชนิดเหยียบจมคันเร่ง ตามประกบรั้งท้ายไปอย่างไม่คิดชีวิตอีกคน

 วันนั้นถ้าใครเห็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ใส่เสื้อกันหนาวสีแดง วิ่งฉิวผ่านหน้าท่านไป ตามไล่กวดมาด้วยผู้ชายที่ดูน่าจะเป็นพ่อเด็ก  และจี้ตามก้นมาติดๆ ด้วยเด็กผู้ชายกับรถเข็นเด็ก (และตะกร้าปิกนิกใบใหญ่มหึมา)

 ขอให้สันนิษฐานว่า นั่นแหละค่ะ ครอบครัวฝรั่งขี้นกของพวกเราเอง !

"www.oknation.net/blog/MAENONGDD"