
นักวิทย์พบหลุมดำกลืนดาวเคราะห์ร้าย
นักดาราศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยควีนส์ ในกรุงเบลฟาสท์ ไอร์แลนด์เหนืออธิบายปรากฏการณ์แสงวาบขนาดใหญ่ในแกแลกซี่ไกลโพ้นว่าอาจเกิดจากการที่หลุมดำกลืนดาวฤกษ์เคราะห์ร้าย
นักดาราศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยควีนส์ ในกรุงเบลฟาสท์ ไอร์แลนด์เหนือ เปิดเผยถึงการค้นพบปรากฏการณ์ที่น่าตื่นเต้นในอวกาศ เมื่อหลุมดำดวงหนึ่งกลืนดาวเคราะห์ดวงหนึ่งที่เคลื่อนที่เข้าใกล้ เป็นการยืนยันถึงทฤษฏีหลุมดำที่ระบุว่าเป็นเทหวัตถุที่มีแรงดึงดูดสูงที่สุดในจักรวาล ขนาดดึงดูดมวลของแสงเข้าไปได้
หลังจากที่นักดาราศาสตร์ถกเถียงกันถึงปรากฏการณ์แสงวาบความสว่างสูงมากที่เกิดขึ้นในแกแลกซี่ที่ห่างไกล ซึ่งถูกพบเมื่อปี 2558 โดยนักดาราศาสตร์สหรัฐอเมริกาประเมินว่าเป็นแสงที่เกิดจากการระเบิดของดวงดาว
แต่เมื่อเร็วๆนี้นักดาราศาสตร์แห่งม.ควีนส์ที่ทำการศึกษาแสงวาบขนาดใหญ่นี้มาตลอด 10 เดือน ได้ข้อสรุปว่าแสงวาบนั้นเกิดขึ้นจากการที่ดาวฤกษ์ดวงหนึ่งถูกพลังมหาศาลของหลุมดำ ฉีกออกเป็นชิ้นๆอย่างไม่ปราณี
นักดาราศาสตร์ให้ชื่อปรากฏการณ์แสงวาบในแกแลกซี่อันไกลโพ้นนี้ว่า “เอเอสเอเอสเอสเอ็น-15แอลเอช” (ASASSN-15lh) และจัดให้อยู่ในกลุ่มปรากฏการณ์ซุปเปอร์โนวา (การระเบิดของดวงดาวที่สิ้นอายุขัย) ที่มีความสว่างมากที่สุดเท่าที่เคยมีการค้นพบ แต่ศาสตราจารย์ สตีเฟ่น สมาร์ทท์ แห่งม.ควีนส์ และหัวหน้าโครงการหอดูดาวยุโรปใต้ (European Southern Observatory) ในชิลี เถียงว่าจากการศึกษาอย่างถ้วนถี่ทำให้คิดได้ว่า ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่ซุปเปอร์โนวาอย่างแน่นอน
เพราะจากการระดมสมองของนักคณิตศาสตร์ และฟิสิกส์ ของม.ควีนส์ ในช่วงเวลากว่า 10 เดือน เพื่อศึกษาและหาข้อสรุปต่อปรากฏการณ์ที่ไม่ปกติครั้งนี้ ทำให้ทีมงานของม.ควีนส์เสนอแนวคิดใหม่เกี่ยวกับปรากฏการณ์แสงวาบในแกแลกซี่อันไกลโพ้นที่ตรวจจับได้เมื่อปี 2558 ว่า เกิดจากการที่ดาวฤกษ์ดวงหนึ่งที่โชคร้ายเคลื่อนตัวเข้าใกล้หลุมดำที่มีพลังการดึงดูดมหาศาล ดูดมวลของดาวฤกษ์ดวงนั้นเข้าไปในหลุมดำ ทำให้ดาวโชคร้ายดวงนี้ถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ และเกิดแสงวาบขึ้นมาในลักษณะที่นักดาราศาสตร์เรียกว่า "tidal disruption event" หรือแสงที่ปรากฏตามเส้นทางการเคลื่อนตัวขอวัตถุที่ถูกดูดเข้าไปยังหลุมดำด้วยความเร็วมหาศาล
ในระหว่างนั้นดาวฤกษ์เคราะห์ร้ายก็ถูกฉีกออกเป็นเส้นๆราวกับเส้นสปาเกตตีพุ่งเข้าหาใจกลางหลุมดำด้วยความเร็งมหาศาลทำให้เกิดแสงสว่างที่มีความสว่างสูงมากๆออกมา ซึ่งนักวิทย์แห่งม.ควีนส์อธิบายว่าแสงสว่างเช่นนี้ทำให้นักดาราศาสตร์เกิดความเข้าใจผิด โดยเข้าใจไปว่าแสงสว่างนั้นเกิดจากการระเบิดของดวงดาวที่หมดอายุขัย
อาจจะมีข้อสงสัยกันว่า หลุมดำนั้นมีพลังในการดึงดูดมากเพียงใด ศจ.สมาร์ทอธิบายไว้ให้เห็นภาพว่า "ถ้าคุณนำประชากรโลกประมาณ 7,400 ล้านคนมารวมกันแล้วบีบให้ร่างของทุกคนเล็กลงๆจนกลายเป็นเนื้อเดียวกันในขนาดเล็กพอที่จะวางไว้บนช้อนชา นั่นจะมีความหนาแน่นเท่าๆกับดาวนิวตรอน (neutron star) แต่หลุมดำนั้นมีความหนาแน่นมากกว่าดาวนิวตรอนถึง 10 เท่า
หลุมดำเป็นเทหวัตถุที่มีแรงดึงดูดสูงมากจากความหนาแน่นของมวลของมันเอง ทำให้แม้แต่แสงยังไม่สามารถหนีจากแรงดึงดูดของหลุมดำได้ โดยหลุมดำที่นักดาราศาสตร์เชื่อว่ามีพลังการดึงดูดมากที่สุดและมีขนาดใหญ่ที่สุดนั้นมีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ 100 ล้านดวง อัดแน่นด้วยความหนาแน่นมหาศาลเข้าด้วยกัน ซึ่งยิ่งทำให้แรงดึงดูดของหลุมดำชนิดนี้ยิ่งมีมากขึ้นอย่างยากที่จะหาคำนิยามได้
อย่างไรก็ตามทฤษฏีของทีมนักวิทย์แห่งม.ควีนส์นั้นยังไม่สามารถยืนยันได้ ซึ่งศจ.สมาร์ทก็ยอมรับว่าผลการศึกษาของทีมงานของตนต่อปรากฏการณ์ เอเอสเอเอสเอสเอ็น-15แอลเอช ยังไม่ชัวร์ 100%



