
ขริบจู๋-ถุงอนามัยสตรีทางเลือกทางรอดปลอดเอดส์
ระหว่างวันที่ 8-14 สิงหาคมที่ผ่านมา คม ชัด ลึก ได้รับการคัดเลือกจากสถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย ภายใต้การสนับสนุนจากแผนกเรโทรไวโรโลยี สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร-ฝ่ายสหรัฐ
ให้เป็นตัวแทนเข้าร่วมการประชุมเอดส์ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก (The 9 International Congress on AIDS in ASIA and the Pacific:ICAAP) ที่บาลี ประเทศอินโดนีเซีย โดยมีนักวิชาการ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เอ็นจีโอและผู้ทำงานด้านเอดส์จากทุกประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเข้าร่วมประมาณ 1 หมื่นคน
ในการประชุมมีการนำเสนอผลงานวิชาการและการดำเนินงานด้านเอดส์ของภาคส่วนต่างๆ จำนวนมาก ทั้งในรูปแบบของโปสเตอร์และการนำเสนอด้วยตนเองบนเวทีหลักและการเสวนาห้องย่อย หนึ่งในผลงานวิชาการที่นำเสนอกลุ่มย่อยที่น่าสนใจ คือ เรื่อง “เอชไอวีในเรือนจำ” ซึ่งเอ็นจีโอจากประเทศอินโดนีเซีย นำเสนอเรื่องการใช้คอมพิวเตอร์ในการให้คำปรึกษาผู้ต้องขังในประเทศอินโดนีเซีย เอ็นจีโอจากปากีสถานนำเสนอเรื่องการรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์กับผู้ต้องขังในประเทศปากีสถาน
สำหรับนักวิชาการจากประเทศไทย ดร.สุทยุต โอสรประสพ ผู้เชี่ยวชาญโครงการพัฒนามนุษย์ ธนาคารโลก สำนักงานประเทศไทยเป็นผู้นำเสนอ โดย "คม ชัด ลึก" ได้เกาะติดนั่งฟังตลอดการนำเสนอรวมถึงติดตามสัมภาษณ์เพิ่มเติมนอกห้องเสวนา ภายหลังจากที่ดร.สุทยุตนำเสนอบนเวทีจบสิ้น และได้นำข้อมูลจากงานวิชาการดังกล่าวมานำเสนอในประเทศไทย ผ่านหนังสือพิมพ์ฉบับวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา
ปรากฏว่าเกิดการผิดพลาดในการแปลความจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย จนทำให้เข้าใจว่าสิ่งที่ดร.สุทยุตนำเสนอเป็นสภาพเรือนจำในประเทศไทย หากแท้จริงแล้ว ดร.สุทยุต ยืนยันว่า เป็นการนำเสนอสถานการณ์เรือนจำของโลกไม่ใช่ประเทศไทย
โดยสถานการณ์เรือนจำของโลกที่ ดร.สุทยุต นำเสนอในการประชุมเอดส์ครั้งนี้มีสาระสำคัญว่า ผู้ต้องขังที่จัดเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงในการติดเชื้อ มี 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.ผู้ที่มีพฤติกรรมในการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน 2.กลุ่มชายรักชาย และ 3.กลุ่มผู้ที่ขายบริการทางเพศให้ผู้ต้องขังด้วยกัน นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มที่สักร่างกาย ตกแต่งอวัยวะเพศ และใช้ถุงยางอนามัยขนาดใหญ่กว่าอวัยวะเพศ
ดร.สุทยุต นำเสนอด้วยว่า การที่ผู้ต้องขังมีเพศสัมพันธ์กันโดยไม่ป้องกันตนเองจากการติดเชื้อเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เนื่องจากไม่มีถุงยางอนามัยแจกในเรือนจำ ซึ่งอาจเป็นเพราะผู้บริหารระดับนโยบายของกระทรวงยุติธรรม ไม่ยอมรับว่าผู้ต้องขังมีเพศสัมพันธ์กันภายในเรือนจำ อีกทั้ง มีความเชื่อว่าการให้ถุงอนามัยกับผู้ต้องขังเป็นการสนับสนุนให้มีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายกับชายหรือหญิงกับหญิง รวมถึงผู้ต้องขังเองไม่กล้าที่จะมาขอรับถุงยางอนามัย ด้วยเกรงจะเป็นการยอมรับว่าตนเองเป็นเกย์ และอาจเกิดจากการถูกข่มขืน
สิ่งที่สามารถดำเนินการได้ในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อเอชไอวีในเรือนจำ คือ การให้ความรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์และแนวทางป้องกันโรคทั้งกับเจ้าหน้าที่และผู้ต้องขัง มีถุงยางอนามัยและสารหล่อลื่นสำหรับผู้ต้องขัง จัดตรวจหาเชื้อเอชไอวีในกลุ่มผู้ต้องขังด้วยความสมัครใจ การรักษาผู้ต้องขังที่ติดยาเสพติดด้วยการให้สารเมทาโดน และจัดให้มีเข็มฉีดยาที่สะอาด โดยมีระบบการควบคุมการใช้เข็มฉีดยา
ไม่เพียงแต่การนำเสนอสภาพปัญหาที่จะเอื้อให้จำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีเพิ่มขึ้นเท่านั้น หากยังมีการนำเสนอหนทางการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีในรูปแบบต่างๆ ด้วย แม้ประสิทธิภาพในการช่วยป้องกันอาจจะไม่ได้ผลดีเท่ากับการใช้ถุงยางอนามัยก็ตาม
นายโรมิโอ ลี นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น นำเสนอผลการศึกษาเรื่องขริบอวัยวะเพศว่าในประเทศฟิลิปปินส์ มีความเชื่อว่าการขริบอวัยวะเพศจะทำให้มีความเป็นชายมากขึ้น ดังนั้น มารดาจะให้ลูกชายขริบอวัยวะเพศ ขณะที่นักการเมืองระดับนโยบายส่งเสริมในเรื่องนี้ ด้วยการให้บริการขริบอวัยวะเพศในสถานพยาบาลโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
และมีการศึกษาวิจัยด้วยการติดตามกลุ่มชายที่ขริบอวัยวะเพศในประเทศอูกันดาเป็นเวลา 42 เดือน พบว่า อัตราการติดเชื้อของกลุ่มนี้ลดลง 64% และองค์การอนามัยโลกและยูเอ็นเอดส์ ประกาศเมื่อเดือนมีนาคม ค.ศ.2007 ว่าการขริบอวัยวะเพศชายเป็นมาตรการเสริมที่สำคัญในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ โดยอัตราเด็กแรกเกิดที่ถูกขริบอวัยวะเพศ ในประเทศสหรัฐอเมริกา 80% ประเทศแคนาดา 48% ประเทศฟิลิปปินส์เกือบทั้งหมด แต่ประเทศในทวีปยุโรป อเมริกาลางและละตินอเมริกา ยังไม่ให้เด็กแรกเกิดขริบอวัยวะเพศ
“ปัจจุบันการขริบอวัยวะเพศจะทำโดยการขริบหนังหุ้มปลายองคชาต แต่ยังไม่เป็นที่ยอมรับในบางสังคมและวัฒนธรรม และไม่มีข้อมูลทางวิชาการและเหตุผลทางการแพทย์สนับสนุนว่าการขริบดังกล่าวช่วยลดอัตราเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวีได้อย่างไร มีข้อมูลเพียงว่าอัตราการติดเชื้อเอชไอวีของกลุ่มชายที่ขริบอวัยวะเพศลดลงเท่านั้น” นายโรมิโอกล่าว
สำหรับการป้องกันในกลุ่มสตรีเพศ ไม่จำกัดอยู่เพียงแค่การร้องขอให้ฝ่ายชายสวมใส่ถุงยางอนามัยเท่านั้น หากผู้หญิงสามารถที่จะเลือกใส่ถุงอนามัยสตรี หรือถุงยางอนามัยสำหรับผู้หญิง เพื่อป้องกันตนเองไม่ให้ติดเชื้อเอชไอวีจากการมีเพศสัมพันธ์ เพียงแต่ในประเทศไทยยังไม่มีการวางจำหน่ายในวงกว้างและยังไม่นิยมใช้อย่างแพร่หลาย
วิธีการใส่ทำได้โดยการแกะซองสังเกตด้านก้นถุงที่มีห่วง บีบห่วงให้มีขนาดเล็กพอที่จะสอดใส่เข้าช่องคลอดได้ จากนั้นใช้นิ้วชี้ดันถุงอนามัยให้เข้าไปในช่องคลอดให้เหลือเพียงส่วนปลายถุงที่เป็นห่วงซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าห่วงด้านก้นถุง จากนั้นจัดระเบียบให้ห่วงคลุมบริเวณปากช่องคลอดก่อนที่จะสอดใส่อวัยวะเพศชาย เมื่อเสร็จสิ้นการมีเพศสัมพันธ์ หมุนส่วนปลายที่อยู่บริเวณปากช่องคลอดให้เป็นเกลียว แล้วดึงถุงอนามัยออกมาใส่ถุงให้เรียบร้อยก่อนนำไปทิ้ง ซึ่งภายในงานมีบูธที่แจกถุงอนามัยสตรีและสาธิตการสวมใส่อย่างน้อย 2 แห่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานอย่างมาก
และที่สร้างสีสันให้การประชุมเอดส์ครั้งนี้ไม่น้อย เกิดขึ้นระหว่างการนำเสนอบนเวทีภายในห้องประชุมหลักของวันที่ 12 สิงหาคม เมื่อกลุ่มเอ็นจีโอจากประเทศเจ้าภาพประมาณ 10 คน ถือป้ายผ้าเขียนข้อความในเชิงประท้วงบริษัทยา โดยระบุว่า “สิทธิบัตรยา ไม่ควรครอบคลุมยาเอดส์ และชีวิตคนต้องมาก่อนผลกำไร” เดินมานั่งแสดงการคัดค้านบริษัทยาบริเวณหน้าเวทีเป็นเวลานานกว่า 15 นาที
หลังจากนั้นได้ร่วมกับกลุ่มเอ็นจีโอจากประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทยในการทำลายบูธของบริษัท แอ๊บบอต ลาบอแรตอริส บริษัทยาสัญชาติอเมริกา และดูเหมือนการปฏิบัติเช่นนี้จะกลายเป็นประเพณีปฏิบัติของกลุ่มเอ็นจีโอจากหลากหลายประเทศที่เข้าร่วมการประชุมเอดส์ในเวทีนานาชาติไปแล้ว เพราะเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นแทบจะทุกครั้ง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเรียกร้องให้บริษัทยาเห็นค่าชีวิตคนมากกว่าผลกำไร
0 พวงชมพู ประเสริฐ 0 รายงาน



