ไลฟ์สไตล์

“มาลัยแห่งความจงรักภักดี”

“มาลัยแห่งความจงรักภักดี”

09 ธ.ค. 2559

 “บุหงา โครงการหลวง” โครงการที่สืบสานพระราชดำริของพระองค์ท่าน ส่งเสริมการผลิตไม้ดอกในพื้นที่โครงการหลวงนำมาเป็นวัตถุดิบในการแปรรูปเป็นไม้ประดับแห้งออกจำหน่าย

 

      จากจุดเริ่มต้นที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 อยากให้พสิกนิกรชาวเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีอาชีพ มีรายได้ ได้รับการพัฒนาอย่างยั่งยืน จึงเป็นที่มาของการก่อตั้งมูลนิธิโครงการหลวง ในปีพุทธศักราช 2512 และดำเนินงานเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน มีโครงการก่อตั้งขึ้นกว่า 38 โครงการ เช่นเดียวกับ “บุหงา โครงการหลวง” 

      โครงการที่สืบสานพระราชดำริของพระองค์ท่านด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ส่งเสริมการผลิตไม้ดอกในพื้นที่โครงการหลวงเพื่อลดการเก็บดอกไม้จากแหล่งธรรมชาติ และนำมาเป็นวัตถุดิบในการแปรรูปเป็นไม้ประดับแห้งออกจำหน่ายแก่ประชาชนที่สนใจ และเพื่อสานต่อการผลิตไม้ประดับแห้ง

“มาลัยแห่งความจงรักภักดี”

       อีกทั้งเป็นการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทางมูลนิธิโครงการหลวงจึงจัดงาน “ดอกไม้แห่งราชัน บุงหงาโครงการหลวง” ขึ้นโดยได้รับความร่วมมือในทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถานศึกษา อย่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงความจงรักภักดีครั้งนี้

     สำหรับผลงานของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร มีชื่อผลงานว่า มาลัยแห่งความจงรักภักดี มีขนาด 2x3 เมตร เรียกได้ว่าเป็นมาลัยดอกไม้แห้งที่ใหญ่ที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ จัดทำโดยอาจารย์และนักศึกษาคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์

“มาลัยแห่งความจงรักภักดี”

       อาจารย์อนุสรณ์ ใจทน อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์และผู้ออกแบบผลงาน กล่าวว่า มาลัยแห่งความจงรักภักดี มีแนวคิดเริ่มต้นจากความจงรักภักดีที่มีต่อ ในหลวง รัชกาลที่ 9 จึงใช้มาลัยมาเป็นสัญลักษณ์ 

“มาลัยแห่งความจงรักภักดี”

       ส่วนประกอบของมาลัยแต่ละส่วนจะมีความหมายและนัยยะแฝงอยู่ทุกจุด เริ่มตั้งแต่มาลัยกลมและมาลัยซีกที่ใช้ใบลานแห้งมาสาน สอด เข้าด้วยกัน สื่อถึงการสานสัมพันธ์ สานสายใย สานความรัก ความผูกผัน ของประชาชนที่มีต่อพ่อหลวง ส่วนของอุบะและดอกไม้ประดับด้านบนมาลัยกลม จะใช้ผ้าสีขาวมาตัดเย็บและต่อกลีบให้เป็นดอกมะลิ มีจำนวนทั้งสิ้น 4,200 ดอก สื่อถึงสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินินาถ ที่ทรงอยู่เคียงข้างพ่อหลวงของปวงชนชาวไทยมาตลอด 60 ปี ไม่ว่าพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จพระราชดำเนินไปแห่งใดเราก็จะเห็นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ตามเสด็จด้วยทุกครั้ง 

“มาลัยแห่งความจงรักภักดี”

      สำหรับผ้าสีขาวที่นำมาต่อกลีบได้ผ่านการย้อมสีเพื่อให้ได้สีที่นวลตา ไม่โดด ทั้งยังสื่อถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเป็นผู้นำ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ทรงเป็นผู้ตาม คอยเป็นแรงสนับสนุน ส่วนดอกข่าทรงบัวตูมที่อยู่ปลายสุดของอุบะทำมาจากกลีบประดู่แห้ง สื่อถึงความอดทน ความมั่นคง ความแข็งแรง เพราะกลีบประดู่ทนทานต่อแดด ลม และฝน เปรียบเสมือนในหลวงที่มีความอดทน ไม่ย่อท้อแม้จะทรงงานหนักเพื่อพสกนิกรมายาวนาน อีกทั้งยังเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้กับเหล่าปวงประชา เนื่องจากต้นประดู่เป็นต้นไม้ยืนต้นแผ่กิ่งก้านสาขาให้ความร่มเย็น และลูกสนที่วางอยู่บริเวณฐานด้านล่างเปรียบเสมือนเหล่าพสกนิกรชาวไทย

“มาลัยแห่งความจงรักภักดี”

      อาจารย์อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า มาลัยแห่งความภักดีนี้ใช้เวลาในการดำเนินงานทั้งสิ้น 1 อาทิตย์ วัสดุที่นำมาใช้เป็นผลิตภัณฑ์จาก บุหงา โครงการหลวง ทั้งหมด ผ่านการออกแบบ วางโครงสร้าง และองค์ประกอบจนได้ออกมาเป็นชิ้นงาน โดยส่วนที่ยากที่สุดเป็นส่วนของการทำโครงเหล็ก ซึ่งใช้ระยะเวลาในการประกอบถึง 3 วัน เพราะต้องคำนวณสเกลความสมดุล และเชื่อมส่วนต่างๆเข้าด้วยกัน เมื่อนำดอกไม้แห้งทั้งหมดมาประกอบ ส่วนของมาลัยกลมและอุบะจะต้องมีความสมส่วน โดยได้รับความร่วมมือร่วมใจจากอาจารย์และนักศึกษาของคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์กว่า 30 ชีวิตในการรังสรรค์ผลงาน

“มาลัยแห่งความจงรักภักดี”

      "มาลัยแห่งความจงรักภักดี เป็นอีกหนึ่งชิ้นงานที่ทำให้อาจารย์และนักศึกษาได้เข้ามามีส่วนร่วม ได้ร่วมแรงร่วมใจกัน ได้เป็นส่วนหนึ่งของการแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุน เผยแพร่งานมูลนิธิให้ประชาชนชาวไทยและชาวต่างชาติได้รู้จักมากยิ่งขึ้น อาจารย์อนุสรณ์ กล่าวปิดท้าย