ไลฟ์สไตล์

สทศ.ปรับข้อสอบGAT/PAต.ค.ปัญหาเด็กทิ้งดิ่งได้คะแนน

สทศ.ปรับข้อสอบGAT/PAต.ค.ปัญหาเด็กทิ้งดิ่งได้คะแนน

20 ส.ค. 2552

สทศ.ปรับรูปแบบข้อสอบ GAT/PAT เดือนต.ค. เน้นระบายคำตอบ ลดปัญหาเด็กทิ้งดิ่งเดามั่วแล้วได้คะแนน พร้อมยันคงอยู่การติดลบ เชื่อช่วยเด็กไทยเรียนจบทำงานได้ตามความรู้จริง ไม่ใช่การเดา ด้าน"จุรินทร์" ยกเครื่องระบบการคัดเลือก สั่งการให้สกศ.ประชุมร่วมทุกฝ่ายที่เกี่ยว

 ศ.ดร.อุทุมพร จามรมาน ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) กล่าวถึงการปรับข้อสอบการสอบความถนัดทั่วไปหรือGAT และการสอบความถนัดทางวิชาชีพ/วิชาการ หรือPAT ในการสอบครั้งที่ 3 ซึ่งจะสอบในเดือนตุลาคม 2552 ว่า เพื่อเป็นการลดปัญหาการเดาข้อสอบหรือทิ้งดิ่งของนักเรียน โดยสทศ.จะทำการปรับกระดาษคำตอบ เพราะที่ผ่านมาพบว่ากระดาษคำตอบแบบMultiple Choice เด็กสามารถทิ้งดิ่งและมีสิทธิเดาถูกถึง 25% แต่หากทำตัวเลือกเพิ่มขึ้นเปอร์เซ็นต์การเดาถูกก็จะลดลง

 ทั้งนี้ ในการสอบเดือนต.ค.2552 นี้ ซึ่งมีผู้สมัครสอบทั้งหมด 420,000 คนสทศ. จะปรับรูปแบบกระดาษคำตอบใหม่แก้ปัญหาเด็กทิ้งดิ่งแล้วได้คะแนน เช่น ในPAT3 ความถนัดทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ เด็กต้องคิดคำตอบและระบายตามคำตอบที่ได้ เช่น คำตอบที่ได้คือ 125 ต้องระบายเลข 1 เลข 2 และเลข 5 ตามคำตอบ และในส่วนของข้อสอบจะเพิ่มเนื้อหาในการคิดวิเคราะห์มากขึ้นหมายความว่าเด็กจะต้องอ่านจนครบจึงจะสามารถได้คำตอบ อีกทั้งข้อสอบในPATนั้น จะแบ่งเป็นความถนัดทางวิชาชีพ 50 % และวิชาการ 50 % เพื่อวัดศักยภาพของเด็ก

 ผอ.สทศ. กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีการให้คะแนนติดลบในGAT1 การคิดวิเคราะห์เพราะข้อสอบวิชานี้เป็นข้อสอบที่เด็กต้องอ่านและวิเคราะห์ก่อนจึงค่อยตอบ และคำตอบมีหลายตัวเลือก แต่ที่ผ่านมามีกรณีว่าเด็กที่ตั้งใจทำข้อสอบ คิด วิเคราะห์ได้กลับคะแนนน้อยกว่าเด็กที่ทิ้งดิ่งอีกทั้ง สทศ.ต้องการวัดคุณภาพของเด็กไม่ใช่วัดความสามารถในการเดา ซึ่งในชีวิตจริงไม่ต้องการให้เด็กเดาถูก เพราะต้องการให้เด็กเมื่อเรียนจบออกไปมีความคิด วิเคราะห์ได้ จึงยังคงต้องคะแนนติดลบต่อไป อย่างไรก็ตามจากนี้จะต้องทำวิจัยว่าการให้คะแนนติดลบมีผลดีหรือผลเสียอย่างไร ซึ่งหากพบว่ามีผลดี ก็จะขยายให้มีคะแนนติดลบเพิ่มขึ้นอีกในหลายๆ วิชา แต่ถ้าพบว่ามีผลเสียก็จะลดลง

 “ที่ผ่านมา สทศ.ได้ทดลองให้นักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 2 ในมหาวิทยาลัย ทำข้อสอบ GAT/PAT ในวิชา วิทยาศาสตร์ ความถนัดทางวิชาชีพครู คณิตศาสตร์ และพบว่า นศ.ชั้นปีที่ 2 ทำคะแนนได้สูงกว่าเด็กม.6 ถึง 2-3 เท่า ทำให้เห็นได้ว่าตรงกับวัตถุประสงค์ของการจัดสอบที่ต้องการวัดความรู้เพื่อเข้าศึกษาต่อในหมาวิทยาลัย ดังนั้น เด็กที่เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแล้วน่าจะทำคะแนนได้สูงกว่าเด็กม.6 เท่ากับเป็นตัวพิสูจน์ได้อีกในระดับหนึ่ง และต่อไปสทศ.จะทดลองจดสอบให้เด็กที่เรียนในมหาวิทยาลัยอีกให้ครบทุกวิชา เพื่อนำผลวิเคราะห์ที่ได้ ไปเสนอ ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยต่อไป” ศ.ดร.อุทุมพร กล่าว

 ด้าน นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่าผลการสอบ GAT และ PAT ครั้งที่ 2 ที่ผ่านมาพบเด็กจำนวนไม่น้อยทำข้อสอบไม่ได้ ขณะที่อาจารย์บางคนวิจารณ์ถึงข้อสอบว่ายากเกินจนอาจารย์มหาวิทยาลัยยังไม่สามารถทำข้อสอบได้ ส่วนทางด้าน สทศ.ก็ยืนยันถึงข้อสอบเน้นการคิดวิเคราะห์ และต้องย้อนกลับไปถามสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่าสอนให้เด็กคิดวิเคราะห์หรือไม่ หากสอนให้ท่องจำถือเป็นกรรมของเด็ก เพราะคงไม่สามารถทำข้อสอบได้ ขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยเองหนีไปรับตรงมากขึ้น ซึ่งไม่ทราบว่าอะไรจริงหรือไม่จริง เรื่องนี้คิดว่าต้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมสังคายนาหรืออาจจะเรียกว่าปฏิวัติระบบการคัดเลือก โดยให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เป็นเจ้าภาพดำเนินการ โดยเชิญทุกฝ่ายรวมถึงสภาหอการค้าและสถานประกอบการซึ่งเป็นผู้ใช้บัณฑิต และนักเรียนนักศึกษาผู้ปกครองเข้าร่วม เพื่อให้ระบบการคัดเลือกเที่ยงตรง แม่นยำ ไม่เป็นภาระกับเด็กเกินควรทั้งด้านเวลาและค่าใช้จ่าย