ไลฟ์สไตล์

เครื่องวัดอุณหภูมิอินฟราเรดเถื่อนเกลื่อนตลาด

เครื่องวัดอุณหภูมิอินฟราเรดเถื่อนเกลื่อนตลาด

20 ส.ค. 2552

ท่ามกลางการรับมือการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 โดยใช้มาตรการคัดกรองผู้ป่วยเบื้องต้นพบว่า อุปกรณ์วัดอุณหภูมิอินฟราเรดที่ได้มาตรฐานสากลและได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งมีราคาแพงและเป็นที่นิยม กำลังถูกพ่อค้าหัวหมอลอกเลียนแบบสินค

ตั้งแต่โรคไข้หวัดใหญ่ 2009 เข้ามาในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ขณะนี้มียอดผู้เสียชีวิตสะสมจนถึงวันที่ 19 สิงหาคม 2552 แล้ว 111 ราย ส่วนยอดผู้ป่วยยืนยันอีกกว่า 1 หมื่นราย รัฐบาลได้นำมาตรการเชิงรุกในการควบคุมโรค ด้วยวิธีคัดกรองกลุ่มผู้ป่วยที่อยู่ในความดูแลของ 3 กระทรวงหลัก ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงแรงงาน จะต้องมีมาตรการในการคัดกรองผู้ป่วยก่อนเข้าปฏิบัติงาน ทำให้หน่วยงานต่างๆ ที่อยู่ในความดูแลของทั้ง 3 กระทรวง ต้องหามาตรการคัดกรองผู้ป่วยมาใช้ หนึ่งในวิธีที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ขณะนี้ คือ การใช้เครื่องวัดอุณหภูมิแบบอินฟราเรดที่ไม่สัมผัสร่างกาย เนื่องจากมีความสะดวกและรวดเร็ว แต่ด้วยราคาเกือบหลักหมื่นอาจทำให้หน่วยงานต่างๆ หันมาใช้สินค้าราคาถูกกว่า ซึ่งอาจไม่ผ่านการรับรองจาก อย.

 "พัชรา ศรีวิชัย" ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ บริษัทจำหน่ายเครื่องวัดอุณหภูมิอินฟราเรดแห่งหนึ่ง ให้ข้อมูลว่า เครื่องวัดอุณหภูมิแบบอินฟราเรด เดิมเป็นเครื่องมือที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร ที่ใช้แสงอินฟราเรดในการตรวจวัดความร้อน ต่อมาเมื่อมีการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 จึงได้นำหลักการเครื่องวัดอุณหภูมิอินฟราเรดมาปรับใช้ให้สามารถใช้วัดไข้ในร่างกายมนุษย์ ก่อนจะวางจำหน่ายและนำไปใช้จะต้องได้รับอนุญาตจาก อย.ก่อน แต่ปัจจุบันปรากฏว่ามีพ่อค้าหัวหมอจำนวนหนึ่ง ลอกเลียนแบบสินค้าที่ผ่าน อย. มาวางขายในเมืองไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะสินค้าจากจีนและสิงคโปร์จะมีราคาถูกกว่าของจริงเกือบครึ่ง

 "เครื่องวัดอุณหภูมิอินฟราเรดมี 2 ชนิด คือ เครื่องมือแพทย์กับเครื่องมืออุตสาหกรรม ถ้าเป็นเครื่องมือแพทย์ต้องมีใบรับรองจาก อย. ส่วนสินค้าก๊อบปี้จากจีนและสิงคโปร์ที่วางขายอยู่ในท้องตลาดตอนนี้ มักเป็นเครื่องวัดที่ใช้ในวงการอุตสาหกรรม ซึ่งไม่ต้องผ่าน อย. แม้ราคาถูกกว่าก็จริง แต่จะไม่ปลอดภัยและส่งผลให้การคัดกรองผู้ป่วยคลาดเคลื่อนได้"

 พัชรา บอกว่า ประเทศไทยมีเครื่องวัดอุณหภูมิชนิดไม่สัมผัสผู้ป่วยเพียง 3-4 ยี่ห้อเท่านั้น ที่นำเข้ามาอย่างถูกต้องและได้มาตรฐาน อย. ส่วนใหญ่สินค้าที่ประกาศขายตามเว็บไซต์ต่างๆ แหล่งจำหน่ายเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ หรือแม้แต่ลงโฆษณาตามสื่อสิ่งพิมพ์ มักจะเป็นสินค้าเลียนแบบที่ใช้ในวงการอุตสาหกรรมอาหาร โดยฉวยโอกาสตอนที่ความต้องการสินค้าในตลาดมีสูง โดยมีราคาขายถูกแค่ 2,000-3,000 บาท ต่างจากของแท้ราคาจะอยู่ที่ 5,000-6,000 บาท โดยสังเกตได้จากตัวสินค้าหากเป็นของจริงจะมีชื่อรุ่น ชื่อโรงงานผลิต สติกเกอร์การันตีสินค้า รวมถึงใบอนุญาตจาก อย.

 "การจะดูว่าเป็นผลิตภัณฑ์ของแท้หรือไม่ ลองสังเกตจากชื่อสินค้าและรุ่น เช่น Visiomed Model รุ่น Lx-26 ด้านขวาระบุชื่อโรงงานผู้ผลิต ส่วนด้านซ้ายจะเป็นหลุมใส่หมายเลข ใต้หัวยิงอินฟราเรดจะมีสติกเกอร์การันตีสินค้า กล่องดั้งเดิมจากโรงงานที่ยื่นขออนุญาตจากองค์การอาหารและยาสหรัฐ (เอฟดีเอ) ถ้าเป็นของก๊อบปี้จะมีเพียงข้อมูลด้านวิศวกรรม แต่จะไม่มีโรงงานผู้ผลิตและตัวแทนจำหน่าย"

 นอกจากนี้ ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกเล็กน้อยที่น่าสนใจ คือ หากเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานจะใช้วัดกับผิวหนังในระยะห่างราว 5 เซนติเมตร หากไกลกว่านี้ให้ถือว่าเป็นเครื่องมือด้านอุตสาหกรรมอาหาร (Food science) ซึ่งไม่เหมาะจะนำมาใช้กับร่างกายมนุษย์ เพราะจะขาดความแม่นยำ ขณะเดียวกันก็จะบอกรายละเอียดวิธีใช้ เช่น ก่อนทำการวัดจะต้องนำเครื่องไปวางให้ปรับสมดุลอย่างน้อย 15-20 นาที ควรวัดในที่ที่มีชายคา หรือการวัดครั้งต่อไปควรห่างจากครั้งแรกประมาณ 1 นาที เพื่อให้เครื่องเซ็นเซอร์จากการวัดครั้งแรกก่อน

 ทั้งนี้ จากการสุ่มตรวจสอบพบว่า สถานบริการสาธารณสุขของรัฐบางแห่งก็ใช้เครื่องมือวัดอุณหภูมิอินฟราเรดที่ไม่ผ่าน อย. จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ยอมรับว่า ช่วงไข้หวัดใหญ่ 2009 ระบาดและมีความจำเป็นต้องใช้มาตรการคัดกรองผู้ป่วยอย่างเร่งด่วน เมื่อพิจารณาในแง่มนุษยธรรมแล้วมีอะไรก็ต้องใช้ไปก่อน การจะรอเครื่องมือแพทย์ที่ได้มาตรฐานซึ่งมีราคาสูงอาจไม่ทันท่วงที ไม่เช่นนั้นอาจจะสายเกินแก้ได้

 ด้าน นพ.พงศ์พันธ์ วงศ์มณี รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ให้ความเห็นว่า เครื่องวัดอุณหภูมิแบบอินฟราเรดใช้เพื่อคัดกรองผู้ป่วยเบื้องต้น ไม่มีอันตรายต่อร่างกาย แต่ก็ยังไม่มีความแม่นยำเท่ากับการวัดด้วยปรอทวัดไข้ทางปากและทวารหนัก ดังนั้น เวลาจะใช้เครื่องมือชนิดนี้ก็ต้องเปรียบเทียบกับปรอทวัดไข้ อาจจะต้องบวกเพิ่มหรือลดอุณหภูมิที่วัดได้เข้าไปด้วย อย่างไรก็ตาม เครื่องมือนี้ถือเป็นเครื่องมือแพทย์ หากมีการนำเข้าจะต้องขอหนังสือรับรองจาก อย.ก่อน หากไม่ได้รับการรับรองจะถือว่าจำหน่ายเครื่องมือแพทย์ปลอม มีบทลงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท

 "จากนี้จะส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจดูว่า ตามท้องตลาดมีการจำหน่ายเครื่องวัดอุณหภูมิที่ไม่ผ่าน อย.หรือไม่ แล้วจะดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย ที่ผ่านมา อย.ออกหนังสือรับรองให้บริษัทตัวแทนจำหน่ายไปแล้วหลายบริษัท ซึ่งได้รับ อย.จากประเทศผู้ผลิตมาแล้ว อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ใช้เครื่องมือแพทย์ต้องเท่าทันด้วยการเปรียบเทียบอุณหภูมิ เพื่อวัดค่าความถูกต้องแม่นยำอยู่เสมอด้วย" นพ.พงศ์พันธ์ กล่าว