ไลฟ์สไตล์

หลงรักสงขลา เสน่หาเมืองลุง

หลงรักสงขลา เสน่หาเมืองลุง

12 ก.พ. 2552

ใครว่าภาคใต้ของเราจะมีแค่ทะเลเท่านั้นที่น่าสนใจ เพราะวันนี้เราจะไปจังหวัดสงขลาและพัทลุง เพื่อไปค้นหาแหล่งท่องเที่ยวพร้อมๆ กับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในเส้นทางที่ผู้คนยังไม่รู้จักมากนัก และใครที่ว่าภาคใต้มีสถานที่ท่องเที่ยวสู้กับภาคอื่นๆ ไม่ได้

 แม้จะมีอาการงัวเงียอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการตื่นตั้งแต่ไก่ (ยังไม่) โห่...แต่ทันทีที่เท้าแตะสนามบินหาดใหญ่ ความสดชื่นก็ปรากฏในทันใด นั่นเพราะรู้ว่าอาหารเช้ากำลังใกล้เข้ามาแล้ว ซึ่งจะเป็นอะไรไม่ได้นอกจาก "ติ่มซำ-บะกุ๊ดเต๋" เจ้าเก่าเจ้าดัง จากนั้นเราก็เดินทางไปยัง สถานปฏิบัติธรรมโคกสัก หรือที่เรียกกันว่า วัดขวด ตามสิ่งปลูกสร้างในอาณาบริเวณวัดซึ่งสร้างจากขวดแก้วทั้งสิ้น จนได้รับการกล่าวขานจากหนังสือพิมพ์ไต้หวันว่า เป็นแหล่งงานรีไซเคิลที่ใหญ่ที่สุดในโลก เลยทีเดียว จากนั้นเราก็เคลื่อนพลไปยัง อุโมงค์เขาน้ำค้าง ซึ่งไฮไลท์ของที่นี่ไม่ได้อยู่ที่การนำเสนอเรื่องราว หรือสิ่งที่สวยงามน่าเก็บภาพแต่อย่างใด แต่เป็นกิจกรรม "เติมรัก...เขาน้ำค้าง" โดยคู่รักสามารถจัดพิธีมงคลสมรสที่ห้องวิวาห์ห้าดาว เพียงใช้ลูกอม 2 เม็ดและกาแฟ 1 ถ้วยเป็นสินสอด ก็สามารถเข้าพิธีวิวาห์ได้จริง...ช่างเข้ากับเศรษฐกิจสมัยนี้ซะจริงๆ นะเนี่ย

 แดดร่มลมตกตรงบริเวณพื้นที่สวนสาธารณะกลางเมืองหาดใหญ่ ก็มาถึงช่วงสำคัญอย่างงาน เทศกาลโคมไฟนานาชาติ ซึ่งนอกจากจะมีประเทศต่างๆ ส่งเข้าร่วมสร้างสีสันมากมายแล้ว รูปแบบโคมไฟโดยเฉพาะรูปสัตว์และตัวการ์ตูนบวกกับการแสดงท้องถิ่นจากทั้ง 7 มณฑลของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ก็เป็นอีกหนึ่งแรงดึงดูดแสงแฟลชจากกล้องในมือนักท่องเที่ยวได้ไม่น้อยเช่นกัน ถามไถ่ได้ความว่าเทศกาลโคมไฟฯ จะมีไปถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ หลังจากวนเวียนถ่ายรูปและชมการแสดงอยู่หลายรอบ ก็ถึงเวลาพักผ่อนบนเตียงนุ่มๆ เก็บรวบรวมเรี่ยวแรงเพื่อวันพรุ่งนี้กันต่อ...

 โบกมือลาจากเมืองสงขลา เรามุ่งหน้าสู่จังหวัดพัทลุง และระหว่างทางเราก็ไม่ลืมแวะกราบ "องค์เจ้าแม่อยู่หัว" พระพุทธรูปทองคำ ปางสมาธิ ที่มีอายุกว่า 300 ปี ที่ วัดเจ้าแม่อยู่หัว หรือ วัดคุระ ซึ่งทุกปีเมื่อถึงวันพุธแรกของเดือน 6 ข้างแรม ชาวบ้านท่าคุระจะร่วมทำบุญอุทิศกุศลถวายแก่บรรพบุรุษพร้อมทำบุญแสดงกตเวทิตาต่อแม่เจ้าอยู่หัว โดยมีพิธีบูชาและมีการแสดงมโนราห์ต่อเนื่องกัน 3 วัน 3 คืน เพราะท่านมีความโปรดปรานมโนราห์เป็นพิเศษ ดังนั้น จึงเป็นที่รู้กันในหมู่คนชอบ "ขอ" ว่า ถ้าอยากให้สัมฤทธิผลดั่งใจหมายจะต้องมีการแสดงรำมโนราห์เป็นของกำนัล

 ออกจากวัดได้เพียงไม่นาน ก็มีเหตุให้การเดินทางต้องหยุดชะงักลงอย่างกะทันหัน ด้วยเสียงอ้อนวอนของบรรดาผู้ร่วมทริป ซึ่งสะดุดตา "ควาย" ไล่ทุ่งฝูงใหญ่ที่ชาวบ้านในละแวกนั้นเลี้ยงไว้ กำลังพากันอาบแดด แช่โคลนท่ามกลางแดดจัดอย่างสบายอุรา โดยไม่ได้นัดหมายทุกคนพร้อมใจกันงัดกล้องขึ้นถ่ายรูปบรรดานายแบบและนางแบบเก็บไว้เป็นที่ระลึกอย่างสนุกสนานและไม่มีท่าทีว่าจะยอมเลิกราง่ายๆ จนทีมงานต้องงัดเอาข้าวเที่ยงขึ้นขู่นั่นแหละถึงได้ยอมจำนนแต่โดยดี

 แล้วพวกเราก็มาถึงอำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง จนได้ และ ลุงกล่อม ชูแก้ว หัวหน้าค่ายโพนชื่อดัง ก็ได้แนะนำให้ทุกคนรู้จักภูมิปัญญาชาวบ้านในการผลิต โพน เครื่องดนตรีท้องถิ่น ว่ามีอยู่ 3 ขนาดด้วยกันตั้งแต่เล็ก กลาง และใหญ่ ซึ่งโพนแต่ละลูกใช้เวลาในการทำไม่น้อยกว่า 15 วัน ฟังจากเสียงบอกเล่าเพียงอย่างเดียวเกรงว่าลูกๆ หลานๆ รุ่นใหม่จะไม่รู้อย่างลึกซึ้งดีพอ ดังนั้น ลุงกล่อมก็สาธิตวิธีการทำและตีโพนให้ชมเป็นขวัญตา พร้อมๆ กับเชิญชวนให้เราทดลองสัมผัสอย่างใกล้ชิดอีกด้วย

 และวันสุดท้ายของการเดินทางค้นหาแหล่งท่องเที่ยวภาคใต้ก็มาถึง วันนี้พวกเราจะต้องตื่นแต่ไก่ (ยังไม่) โห่ อีกครั้ง แต่นั่นก็เป็นความยินยอมพร้อมใจอย่างไม่มีเงื่อนไข เพราะอยากจะได้เห็นกับตาว่าพระอาทิตย์ขึ้นที่ บึงล้านบัวอุทยานนกน้ำทะเลน้อย ทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่อันเป็นถิ่นที่อยู่ของสัตว์และพันธุ์ไม้นานาชนิดนั้นงดงามตามคำบอกเล่าจริงหรือไม่...หลังจากนั่งร้องเพลงรออยู่พักใหญ่ๆ ก็ได้รู้ว่าวันนี้ไม่ใช่ทีของพวกเรา

 "เช้าๆ ในช่วงเทศกาลอย่างนี้พระอาทิตย์คงจะติดนัดกับนักท่องเที่ยวที่อื่นถึงได้ไม่มีเวลาให้เรา!!"

 เสียงใครบางคนปลอบใจตัวเอง พลางส่งเสียงชักชวนเพื่อนๆ ให้กระโดดลงเรือซึ่งฝีพายใจดีกำลังรอทำหน้าที่พาทัวร์ทุ่งดอกบัวด้วยความเต็มอกเต็มใจ ไม่ว่าใครจะร้องขอให้จอดตรงนี้ แวะตรงนั้น หรือว่าพายไปตรงโน้นนนน...กัปตันเรือพายจัดให้ไม่ขาดตกบกพร่อง

 แหล่งท่องเที่ยวอันแสนงดงามในแดนดินถิ่นปักษ์ใต้มีอีกมากมาย รอเวลาให้คนไทยไปเยี่ยมเยือน "เที่ยวไทยครึกครื้น เศรษฐกิจไทยคึกคัก"...ค่า!!

 

"ศิรัญญา สถิตโภคิน"