
ศธ.เล็งขอใช้ม.44 เบิกทางบริหารจัดการ
ที่ประชุมซูเปอร์บอร์ด รับในหลักการแผนการศึกษาชาติ “ดาว์พงษ์” เสนอคืบหน้าการทำงานเล็งขอใช้ ม.44 ตั้งอ.ก.ค.ศ.สพฐ.-เพิ่มตำแหน่งผู้ตรวจ ศธ.-ยุบอ.ก.พ.เหลือ1ชุด
เมื่อวันที่ 21 พ.ย.59 พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาการศึกษา หรือซูเปอร์บอร์ดด้านการศึกษาที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560-2574 แต่มีข้อสังเกตให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นำกลับไปปรับปรุงในรายละเอียดให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น อาทิ ความต้องการกำลังคนในปัจจุบันกับอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งนายกฯต้องการทราบจำนวนความต้องการกำลังคนที่ชัดเจน เพื่อวางแผนการผลิตให้ตรงกับความต้องการของประเทศ โดย ศธ.รับจะกลับมาจัดทำแผนเพื่อรองรับยุทธศาสตร์ในการผลิตกำลังคน ทั้งนี้ หลังจากมีการปรับปรุงแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560-2574 เสร็จเรียบร้อยแล้ว จะนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ความเห็นชอบต่อไป และหลังจากที่ ครม.อนุมัติหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องทำแผนรองรับแผนการศึกษาแห่งชาติ ภายใน 30 วัน
นอกจากนี้ ศธ.ได้นำเสนอความคืบหน้าการแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก ที่มีนักเรียนต่ำกว่า 120 คนได้ดำเนินโครงการโรงเรียนดีใกล้บ้าน หรือ โรงเรียนแม่เหล็ก ซึ่งวางแผนว่าในปี 2564 จะยุบโรงเรียนขนาดเล็กให้ได้จำนวน 7,000 โรง ซึ่งจะช่วยประหยัดงบประมาณประเทศ ประมาณ 5,000-6,000 ล้านบาท ซึ่งนายกฯ พอใจกับการแก้ไขปัญหาแต่อยากให้ ศธ.เร่งดำเนินการให้เร็วกว่าแผนที่กำหนดไว้ จึงชี้แจงว่าขณะนี้ ศธ.ยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนต่ำกว่า 60 คนก่อน และโรงเรียนขนาดเล็กบางแห่งก็เป็นโรงเรียนแม่เหล็กได้ อย่างไรก็ตาม ศธ.รับที่มาจะดูว่าจะเร่งแก้ปัญหาให้เร็วขึ้น
พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ นายกฯยังเป็นห่วงเรื่องการนำแผนการแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กไปสู่การปฏิบัติ โดยเน้นย้ำให้ ศธ.ไปทำแผนดำเนินการว่าในปี 2560-2561 จะมีอะไรขับเคลื่อนออกมาเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมบ้าง ซึ่ง ศธ.ได้จัดทำไว้แล้วโดยสอดแทรกอยู่ในแผนฯ 15 ปี แต่จะแยกออกมาให้เห็นชัดเจน เพราะรัฐบาลต้องจัดทำงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2561 ตามโรดแมป เพื่อให้รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาสานต่อได้อย่างชัดเจน ขณะเดียวกันยังรายงานความคืบหน้าภาพรวมในการขับเคลื่อนงานของ ศธ. อาทิ การปรับแก้กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.)ได้มีการปรับแก้ไป 21 กฎเกณฑ์ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา 8 กฎเกณฑ์ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) อีก 7 เรื่อง
“การปรับแก้กฎเกณฑ์ของก.ค.ศ. นั้น ที่ผ่านมาเรามีปัญหาเรื่องการบริหารงานบุคคล หากไม่มีการปรับแก้ ก็ไม่สามารถที่จะทำงานต่าง ๆ ได้ พร้อมทั้งยังขอใช้อำนาจหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 อีกถึง 19 คำสั่งใน 2 ปี และอาจจะต้องมีการขอใช้คำสั่งนี้เพิ่มอีก โดยที่กำลังแต่งตัวอยู่คือ การตั้งคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ยุบรวม คณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 5 องค์กรให้เหลือ อ.ก.พ.ศธ. เพียงคณะเดียว และขอใช้มาตรา 44 เกลี่ยอัตรากำลังตำแหน่งที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ ระดับ 10 ของทุกส่วนราชการมาใช้เป็นฐาน ในการกำหนดตำแหน่งผู้ตรวจราชการ ศธ.เพิ่มจำนวน 6 ตำแหน่ง รวมกับผู้ตรวจราชการ ศธ.ที่มีอยู่ 12 ตำแหน่ง เป็น 18 ตำแหน่ง เพื่อมอบหมายผู้ตรวจราชการ ศธ.ให้ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการภาค(ศธภ.) ซึ่งได้มีการหารือสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.)แล้วไม่สามารถทำได้ เพราะกฎหมายไม่เอื้อจึงต้องใช้ ม.44”รมว.ศึกษาธิการ กล่าว



