ไลฟ์สไตล์

พ่อหลวงร.9 กับนวัตกรรมเพื่อสังคมไทย

พ่อหลวงร.9 กับนวัตกรรมเพื่อสังคมไทย

16 พ.ย. 2559

"สุเมธ" เผยในหลวงร.9 ทรงเป็นครูของแผ่นดินพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคมไทย เพื่อประโยชน์เชิงพาณิชย์ นำโครงการพระราชดำริกว่า 4 พันโครงการแก้ปัญหาสร้างความสุขให้ประเทศ

เมื่อวันที่ 16 พ.ย.2559 ที่อาคารจามจุรี 10  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดงาน CHULA's Global Innovation Talk เรื่อง "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชกับนวัตกรรมเพื่อสังคมไทย"   โดยมี ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เป็นผู้บรรยาย ตอนหนึ่งว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงสอนเสมอว่าจะทำอะไรต้องให้เริ่มจากฝันก่อน เพราะความฝันเป็นสิ่งที่ไม่มีขอบจำกัด เราจะสร้างจินตนาการอย่างไรก็ได้ แล้วค่อยไปสู่ภาคความเป็นจริงว่าจะสามารถทำได้ครบหรือไม่อย่างไร แต่ต้องตั้งจินตนาการให้สูงส่งไว้ก่อน ซึ่งตลอดระยะเวลา 70 ปี การครองราชย์ของพระองค์ท่าน  ตนได้ทำงานกับพระองค์ท่านเพียง 35 ปี โดยแนวทางในการทำงานของพระองค์ท่าน ตั้งแต่วันแรกที่เสด็จขึ้นครองราชย์ จน 70 ปี พระองค์ท่านไม่เคยเปลี่ยนแนวทาง คือ พยายามดูแลรักษาทรัพยากรของประเทศให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่ทำได้ อะไรที่ถูกทำลายพยายามแนะ ทำให้ดู และทำให้ดีขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น ดิน น้ำ ป่า ซึ่งมนุษย์มากขึ้น การทำลายมากขึ้น เพราะมนุษย์ทุกคนต่างเป็นนักบริโภคและผลิตขยะ  อีกทั้ง นักวิทยาศาสตร์ได้คำนวณว่า โลกแบกคนได้เพียง 1,500 ล้านคน แต่วันนี้เรามีคนบนโลก7,400 ล้านคน มากเกินขีดจำกัดที่โลกจะยอมรับได้ และทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด และต่อไปปัญหาใหญ่ของโลก คือ จำนวนประชากร 30 ปีข้างหน้า ประชากรโลกประมาณ 9,000 ล้านคน  ขณะที่ทรัพยากรหายไป ความโลภของคนยังไม่หมด หลักคำสอน เศรษฐกิจพอเพียง และแนวทางในการดูแลทรัพยากรให้ยั่งยืนของพระองค์ท่านล้วนช่วยภาวะปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้

"คนไทยชอบเห็นพระเจ้าอยู่หัว แต่ไม่ได้ทรงมองว่าทำไมพระองค์ท่านถึงทรงทำอย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งที่ทุกเรื่องพระองค์ท่านทรงสอน  ผมโชคดีที่ได้ไปถวายงานพระองค์ท่าน และยิ่งโชคดีมาก ที่ผมไม่รู้อะไรเลย และพระองค์ท่านรับสั่งว่าจะสอนเอง ซึ่งผมได้เรียนรู้จากพระองค์ท่าน 35 ปี  พระองค์ท่านมีวิธีการสอนง่ายๆ เป็นครูของแผ่นดิน  สอนหมดทุกเรื่อง ทุกศาสตร์ สอนแม้แต่ความเป็นมนุษย์ที่มีจิตวิญญาณ แต่อาจจะขัดกับโลกวัตถุนิยมโลกยุคนี้สนใจในสิ่งที่จับต้องได้ สิ่งที่จับต้องไม่ได้ ไม่เคยสนใจ และนักปราชญ์ทั้งหลายในโลกต่างกล่าวเหมือนกันว่า มนุษย์สนใจแต่เรื่องความร่ำรวย ความโลภ  และเมื่อสภาพเป็นอย่างนี้ อนาคตโลกจะเกิดความวุ่นวาย" ดร.สุเมธ กล่าว

พ่อหลวงร.9 กับนวัตกรรมเพื่อสังคมไทย

ดร.สุเมธ กล่าวต่อไปว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  ทุกสิ่งที่ทรงคิดล้วนเป็นนวัตกรรม แต่ไม่มีเรื่องธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งถือเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด พระองค์ท่านได้ทรงสร้างอะไรมากมาย เวลาเสด็จพระราชดำเนินไปที่ใด จะสร้างนวัตกรรมขึ้นมาตลอด และเป็นนวัตกรรมผสมผสานจากหลายศาสตร์ อาทิ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศาสตร์เก่าอย่างโหราศาสตร์ และศาสตร์ใหม่วิทยาศาสตร์ แล้วสร้างเป็นนวัตกรรมสิ่งใหม่  โดยใช้ธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด และใช้ธรรมชาติแก้ไขธรรมชาติ รวมถึงต้องเปลี่ยนจากมุ่งนวัตกรรมเพื่อประโยชน์เชิงพาณิชย์ให้เป็นประโยชน์สุขทางสังคม  คือทำอย่างไรให้ความร่ำรวยยั่งยืน แล้วกระจายความรวยไปทุกที่

ทั้งนี้ นวัตกรรมของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชนั้น มีมากมาย อาทิ นวัตกรรม - ด้านการจัดการน้ำ  โดยเริ่มจาก ฝนหลวง ซึ่งพระองค์ท่านทรงมองก้อนเมฆ  และมองว่าทำอย่างไรให้ก้อนเมฆกลายเป็นน้ำ มีกระบวนการคิดจนกลายเป็นนวัตกรรม และพระองค์ท่าน ทรงสอนเสมอว่าศาสตร์ทุกศาสตร์ล้วนมีคุณค่า อย่าดูถูก ศาสตร์ทุกศาสตร์ผูกโยงเป็นเรื่องราวแก้ปัญหาต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นศาสตร์เก่าหรือศาสตร์ใหม่

ต่อมาเครื่องตะบันน้ำ เครื่องดักหมอกโครงการแก้มลิง โดยสอนให้ไปดูลิง ซึ่งตอนแรกๆ ที่ไปดูก็ไม่เห็นว่ามีอะไร แต่ด้วยเชื่อมั่นว่าคำสอนของพระองค์ท่านต้องมีอยู่ จึงได้กลับไปดูและพบว่าลิงเอากล้วยเก็บไว้ในแก้ม จึงทำให้เกิดโครงการแก้มลิง คือ  น้ำมาเยอะๆ ปล่อยให้ทะลักเข้าสองข้าง  ทำเพียงประตูกั้น ให้น้ำทะลักเข้ามาก็ปิดประตู หน้าแล้งก็เอาเก็บมาใช้ เพราะน้ำเหมือนเงินได้เยอะๆ ต้องเอาไปฝากแบงค์ ซึ่งน้ำมา 3 เดือนต้องเก็บไว้ 9 เดือน  หรืออ่างเก็บน้ำในถ้ำ เชียงใหม่  น้ำรูรายทาง แม่ฮ่องสอน เป็นนวัตกรรมวิธีเก็บน้ำในภูเขา โดยมีการเปลี่ยนจากถ้ำให้เป็นแทงค์น้ำและกลายเป็นถุงน้ำเกลือให้ค่อยๆ ปล่อยน้ำไปเติมพื้นที่ แอ่งน้ำต่างๆ ของประชาชน   

ดร.สุเมธ กล่าวอีกว่า นวัตกรรม-ด้านการปรับปรุงดิน เช่น แกล้งดิน แกไขดินเปรี้ยว ,หญ้าแฝก อนุรักษ์ดินและน้ำ ป้องกันการพังทลายของดิน ปรับปรุงคุณภาพดิน เป็นกำแพงธรรมชาติที่มีชีวิต  ,นวัตกรรม-ด้านการเกษตร เช่น ทฤษฎีใหม่ การบริหารจัดการพื้นที่เกษตรขนาดเล็กอย่างมีประสิทธิภาพ  โดยแบ่งเป็น สระน้ำ 30% (3 ไร่) นาข้าว 30%(3ไร่) พืชไร่-พืชสวน 60%(5ไร่) และที่อยู่อาศัย10%(2 ไร่) รวมทั้งพยายามสร้างระบบบวรให้เกิดขึ้น คือ มีวัด โรงเรียน และข้าราชการ ทฤษฎีใหมคือเครื่องมือที่จะทำให้เกษตรกรไปสู่ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และนวัตกรรมอะไรก็ตาม ต้องเริ่มในบ้านตัวเองก่อน เช่น การพัฒนาพันธุ์ข้าว  นอกจากนั้น ได้ทรงสร้างนวัตกรรมพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืเมืองหนาวทดแทนการปลูกฝิ่น ส่วนนวัตกรรม-ด้านป่าไม้  มีมากมายอาทิ พระราชปรัชญา ปลูกต้นไม้ในใจคน ทฤษฎีปลูกป่าในที่สูง ทฤษฎีปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก ทฤษฎีป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง และฝายชะลอความชุ่มชื่น เป็นต้น  มาถึง นวัตกรรม-ด้านการบำบัดน้ำเสีย โดยใช้ธรรมชาติบำบัด เช่น แหลมผักเบี้ย บำบัดน้ำเสียและกำจัดขยะโดยวิธีธรรมชาติ ผืนป่าโกงกางที่งอกเพิ่มปีละ 19.5 ไร่

"เรื่องนวัตกรรมเป็นเรื่องที่สำคัญ แต่จะมองเพียงผลประโยชน์ความร่ำรวยอย่างเดียว คงไม่เหมาะสม เวลานี้โลกทั้งโลกกำลังเผชิญปัญหาระหว่างทรัพยากรกับคนที่ไม่สมดุลกัน ดังนั้น ต้องมีการแบ่งปันกันอย่างยุติธรรม และถ้าเราไม่มีนวัตกรรมไม่ได้ ประเทศไทยโชคดีที่มีอาหาร เราเป็นเพียง1  ใน 10 ที่มีอาหาร แต่เราไม่เคยเอาจุดเด่นเรื่องนี้ มาสร้างมูลค่าโดยใช้นวัตกรรม ตอนนี้เราขายเป็นวัตถุดิบไมได้แล้ว ต้องแปรรูปเป็นนวัตกรรม และต้องเลี้ยงดูในพื้นที่ที่ไม่มี  เช่น ประเทศร่ำรวย ในทะเลทรายเต็มไปด้วยน้ำมันแต่ไม่สามารถดื่มน้ำมันแทนน้ำได้ เราต้องมามองว่าจะแบ่งปัน เจือจางกันอย่างไร โดยให้กลับมาสู่พื้นฐานของชีวิต ซึ่งที่ผ่านมาพระองค์ทรงแสดงให้ดู แล้ว แม้วันนี้พระองค์ท่านเสด็จสวรรคตไปแล้ว ก็เป็นเสมือนศาสดาที่ขณะนี้ไม่ได้อยู่กับเรา แต่เหนือสิ่งใดคำสอนยังอยู่ และสิ่งที่พระองค์สอนไว้ก็มีทั้งในรูปแบบตำรา สื่อต่างๆ และเป็นบทเรียน 4,000 เรื่อง ใครอยู่ใกล้เรื่องไหนเอาเรื่องนั้นไปใช้  เพื่อให้บ้านเมืองได้ตั้งอยู่บนฐานความสงบสุข อย่างที่พระองค์ท่านปรารถนา" ดร.สุเมธ กล่าว  

ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์  อธิการบดี จุฬาฯ กล่าวว่า  สถาบันการศึกษา องค์กร หน่วยงานต่างๆ ได้มีการสร้างนวัตกรรมหลากหลาย  ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นแบบอย่าง นวัตกรรมที่ดีต่อชาวไทย เพื่อรำลึงถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหา ตลอดจนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย พึ่งพาตนเอง เป็นการพัฒนานวัตกรรมที่เกิดจากเนื้อในของสังคม และอยู่บนพื้นฐานภูมิปัญญาท้องถิ่น นวัตกรรมต่างๆ ที่พระองค์ทรงสร้างสรรค์ขึ้น มีจำนวนมากมาย เช่น กังหันชัยพัฒนา เพื่อแก้ปัญหาน้ำเสีย  เป็นต้น ด้วยพระอัจฉริยภาพ ปรีชาสามารถ และพระมหากรุณาธิคุณในการสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาประเทศชาติ