
๑ วันแห่งความเพียร
โดย - พิสุทธิ์ เกรียงบูรพาเรื่อง รชานนท์ อินทรักษา ภาพ
แม้ว่าทางการประกาศเลื่อนการให้เหล่าพสกนิกรเข้ากราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไปจนถึงปีหน้าแล้วก็ตาม แต่หาได้ลดจำนวนคลื่นมหาชนลงไปแต่อย่างใด มิหนำซ้ำจำนวนคนที่หลั่งไหลตั้งใจจะมากราบพระองค์ท่านกลับยังเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวี อย่างนี้จะเรียกว่าเป็นปรากฏการณ์ช็อโลกก็ว่าได้นะครับ
สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น ดังนั้นผู้เขียนจึงได้ไปด้วยตัวเองเมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ ตามคำชวนของกัลยาณมิตร ซึ่งท่านเคยเป็นราชการผู้ใหญ่ในกระทรวงวัฒนธรรม ทีแรกคิดว่าคงได้รับความสะดวกบ้างสักเล็กน้อยก็ยังดี สุดท้ายก็ได้เรียนรู้ด้วยตัวเองว่า การเข้ามาสักการะพระบรมศพในหลวงนั้น ไม่มีเส้นครับ
คณะของเรามากันตั้งแต่ ๑๐ โมงเช้า ทั้งยืนรอ ขณะที่เสื้อผ้าหน้าผมยังสง่างาม นั่งรอลงกับพื้นยางมะตอยของท้องสนามหลวง เป็นเวลา ๔-๕ ชั่วโมง โดยไม่เคลื่อนย้ายไปไหนเลย กินรอก็แล้ว ดมยาดมรอก็แล้ว (เพราะในคณะมีสตรีผู้อาวุโสหลายท่าน) แดดส่องก็แล้ว ฝนโปรยก็แล้ว น้ำฝนไหลหลั่ง มาไล่พื้นที่ที่นั่งได้จนเปียกก็แล้ว กว่าจะได้เคลื่อนพลจากเต็นท์หนึ่งไปยังอีกเต็นท์หนึ่ง ตะวันก็ใกล้จะตกดินเข้าทุกที ครั้นหันหน้ามามองดูกัน เสื้อผ้าหน้าผมเริ่มเปลี่ยนไป มีทั้งผมฟูไร้ทรง หน้าตาอิดโรย เสื้อผ้าเปียกปอน แต่แววตาของทุกคนยังมุ่งมั่นสู้ไม่ถอย ผมได้ยินเสียงของหลายคน สนทนากัน ...
“ที่พวกเรามา...อยากให้ท่านเห็นว่าพวกเรารักพระองค์ท่านขนาดไหน” …
“เราแค่นั่งรอ กินรอ เข้าแถวรอ ทั้งวันทั้งคืนเดียวเอง มันเทียบไม่ได้กับความลำบากตรากตรำของในหลวงที่ทรงงานหนัก เพื่อพวกเรามาจนตลอดชีวิตหรอก” …
“ไม่มีใครอีกแล้วในโลกจะทำให้เกิดปรากฏการณ์แบบนี้ คนจำนวนเป็นล้านๆ (หากนับรวมในหลายวัน) คลาคล่ำ บากบั่น เดินทางมา หลายคนใช้เวลาหลายวัน บินข้ามประเทศมา หลายคนเหมารถมาจากต่างจังหวัด นอนค้างกัน เพื่อสักการะ เพื่อถวายอาลัย โดยมิได้นัดหมายกันเช่นนี้”
พระบารมีของพระองค์ท่านนั้นยิ่งใหญ่อนันต์จริงๆ ... แม้อาจมีมารผจญ คนหลงผิดบางพวกบางกลุ่มคอยรังควานท่านสารพัด ในต่างกรรมต่างวาระกัน พระองค์ท่านยังคงบำเพ็ญตบะอย่างเหนียวแน่น มิเคยแสดงให้เห็นว่าทรงกริ้วเลย กลับทรงแนะนำ สั่งสอนผ่านการสร้างสรรค์และลงมือทำด้วยพระองค์เองในโครงการพระราชประสงค์ และโครงการในพระราชดำริต่างๆ
พระราชดำรัสในวาระต่างๆ ก็มาจากการสร้างสรรค์ด้วยพระองค์เอง แล้วจึงมาสอนพสกนิกรทุกสาขาอาชีพอย่างเข้าอกเข้าใจ มีเมตตาหาที่สุดมิได้ ผมเองก็ไม่แน่ใจ จารชนคนพาลบางคนเหล่านั้นจะสำเหนียกน้อมนำพระราชดำรัสของพระองค์ไปใช้บ้างหรือไม่ อย่างไร ครั้งหนึ่งพระองค์ทรงตัดพ้อต่อนักการเมืองไทย (บางคน) ว่า ...
ใครโกง เราจะแช่ง!
พสกนิกรที่มีความละเอียดจะสังเกตได้ว่าแม้พระองค์ท่านจะเจริญอิทธิบาท ๔ อิทธิบาทธรรม ทรงงานยากๆ ลำบากตรากตรำอย่างไม่ทรงเหน็ดเหนื่อยได้ก็จริง แต่ความทุกข์ในบริบทของพระราชายังคงมีอยู่ เราอาจสัมผัสฟิลลิ่งแบบนั้นได้ผ่านบทเพลงพระราชนิพนธ์ทั้ง ๔๘ เพลง เช่น “แสงเทียน” ...
"ทำบุญทำทานกันไว้เถิดเกิดเป็นคน ไว้เตรียมผจญชีวิตใหม่ เคยทำบุญทำคุณปางก่อนใด ขอบุญคุ้มไปชีวิตหน้า ทนทรมานมามากแล้วจะกราบลา แสงเทียนบูชาจะดับพลันแสงเทียนบูชาดับลับไป"
หรือเพลง "ความฝันอันสูงสุด" ซึ่งพระองค์ท่านทรงแต่งดนตรีประทานให้กำลังใจแก่ผู้ทำความดี เพื่อความดี อย่างบริสุทธิ์ใจทั้งหลาย ก็ยังแฝงไว้ซึ่งการปลุกปลอบกำลังใจตัวพระองค์ท่านเองด้วยเหมือนกัน ...
"จะแน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิด จะรักชาติจนชีวิตเป็นผุยผง จะยอมตายหมายให้เกียรติดำรง จะปิดทองหลังองค์พระปฏิมา …
"ไม่เคืองแค้นน้อยใจในโชคชะตา ไม่เสียดายชีวาถ้าสิ้นไป…
ถึงทนทุกข์ทรมานนานเท่าใด ยังมั่นใจรักชาติองอาจครัน…
โลกมนุษย์ย่อมจะดีกว่านี้แน่ เพราะมีผู้ไม่ยอมแพ้แม้ถูกหยันฯ"
ผมได้พบเพื่อนรุ่นพี่จบดอกเตอร์จากเยอรมนี บุกเดี่ยวมากราบพระบรมศพคนเดียวเลย ด้วยความเป็นดอกเตอร์ และอยู่เมืองนอกมานาน ระหว่างที่ยืนรอและนั่งรอทั้งกับพื้นแห้ง พื้นเปียกและนั่งบนเก้าอี้ แกเกิดแรงบันดาลใจ วิพากษ์กึ่งเสนอแนวทางการแก้ปัญหา ลดภาระการรอคอยกันเป็นสิบชั่วโมงด้วย ไอทีสื่อสารออนไลน์สู่โทรศัพท์มือถือ ...
“งานระดับชาติแบบนี้แต่ยังบริหารจัดการคิวแบบงานกฐินอย่างนี้ได้ไง”
ผมฟังแล้วก็เห็นด้วยกับดอกเตอร์เขานะ ระหว่างที่รอแกก็เดินไปคุยกับเจ้าหน้าที่ระดับหัวหน้าคนโน้นคนนี้ก็แล้ว สุดท้ายก็ตันหมด เพราะพวกนั้นไม่ใช่เจ้าหน้าที่ระดับตัดสินใจ แกก็บ่น มีใครพาผมไปพบท่านประยุทธ์ได้บ้าง ฯลฯ ผมจึงพูดปลอบๆ กันไปว่า ...
“ไม่เป็นไรหรอกครับพี่ ... ลูกทุ่งๆ แบบนี้แหละ ... พิสูจน์ศรัทธามหาชนดีแท้”
จริงอย่างแกว่า การบริหารจัดการคิว (แถวคอย) บางครั้งก็ไม่มีประสิทธิผลเอาเสียเลย จู่ๆ ก็มาจัดให้เป็นแถวเรียง ๔ กันตั้งแต่ ๑๑ โมงเช้า แต่ไม่เคลื่อนไปไหน ปล่อยแช่อยู่ที่เดิมอีก ๕ ชั่วโมง คนไม่ใช่ก้อนหิน ย่อมต้องเคลื่อนที่ไปกินบ้าง ไปดื่มบ้าง ไปเข้าส้วมบ้าง แถวแตกไปหมด บางคนมีเวลาขนาดเดินข้ามไปสั่งอาหารกินกันในโรงแรมรัตนโกสินทร์ได้เลย .... จึงทำให้คนเจ้าปัญญาหลายๆ คน รับไม่ได้จริงๆ
สุขภาพร่างกายเป็นเรื่องสำคัญ เก้าอี้พกพา หรือ ไม้เท้าที่เป็นร่มได้ ร่มที่เป็นเก้าอี้ได้ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้สูงวัยเสมอ อาหารแห้งในกระเป๋าเราที่ควรเตรียมไว้เอง แม้จะมีจิตอาสา ตั้งร้านบริการอาหาร น้ำดื่มให้ฟรีก็ตาม แต่การไปยืนต่อแถวเพื่อให้ได้อาหารมาดูไม่ใช่เรื่องน่าพิสมัยเอาเสียเลย ... ใครที่ตั้งใจจะมาท่านต้องเตรียมสละ ลูก เมีย (สามี) รถยนต์ ธุรกิจ หน้าที่การงาน การติดต่อสื่อสารทั้งวันได้ สามารถอยู่ได้ ด้วยการงดกินข้าวมื้อเย็นได้ (กรณีอาหารแจกมาไม่ถึงมือท่าน) ต้องมีสุขภาพแข็งแรงเกินเฉลี่ยด้วย
ขนาดแข็งแรงอย่างผู้เขียนก็ล้าระบมไปทั้ง ๒ ขา เอาเมื่อตอน ๔ ทุ่ม แต่ด้วยพระขันตีบารมี ด้วยเมตตาบารมีของพระองค์ท่าน ในที่สุดพวกเราก็ได้มีโอกาสมานั่งกราบสักการะเบื้องหน้าพระบรมโกศในหลวงรัชกาลที่ ๙ ของเราตอน ๕ ทุ่ม
ห่างจากสายตาเราไปไม่ถึง ๑๐ เมตร พระบรมโกศในหลวงรัชกาลที่ ๙ ประทับอยู่ตรงหน้านี้เอง จิตวิญญาณคนไทยทุกดวงเพ่งพิจารณาไปที่จุดเดียวกันนั้น พร้อมถวายสักการะ ด้วยการกราบเบญจางคประดิษฐ์ ๑ ครั้ง แล้วค่อยๆ เงยขึ้น เพ่งพิจารณาแสดงอาลัย ถวายกุศลผลบุญที่พวกเราได้กระทำมา อุทิศส่งท่านเสด็จสู่สวรรคาลัย อีกราวนาทีเศษ
๑๓ ชั่วโมงแห่งการรอคอย แลกมาได้ด้วย ๒ นาทีกับ ๑ กราบต่อหน้าพระองค์ท่าน ทุกคนยังอดปลาบปลื้ม น้ำตาคลอไม่ได้ ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าหายไปเป็นปลิดทิ้ง แม้เพียงชั่วขณะ
บุญแค่ไหน ได้ร่วมชาติ รับใช้ท่าน
บุญของฉัน ได้กราบองค์ ผู้ยิ่งใหญ่
ยอดราชันย์ พระหัตถ์ด้าน ใจถึงใจ
ทรงงานหนัก นาทีสุดท้าย ด้วยเมตตา
ใครไม่รัก ท่านไซร้ วิกลนัก
นับสิบล้าน รักท่าน ชีพยอมถวาย
น้ำตาไหล หลั่งริน ร่วมอาลัย
ออกจากใจ แด่ในหลวง ภูมิพล
รอยเท้าท่าน ยังทรงอยู่ บนแผ่นดินนี้
มองให้ดี เดินตามท่าน อย่าสับสน
ยุทธศาสตร์ โครงการท่าน จักช่วยคน
อย่าให้ผล ผลิตท่าน สูญเปล่าเอยฯ
ว่



