ไลฟ์สไตล์

ลมหายใจแห่งความดี

ลมหายใจแห่งความดี

14 พ.ย. 2559

โดย - พระพิทยา ฐานิสสโร

ในช่วงเวลา ๑ เดือน หลังการสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ประชาชนจำนวนมากที่ไม่เคยรู้ไม่เคยเห็น มีโอกาสได้รับชม ได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับพระราชกรณีกิจของพระองค์เมื่อครั้งยังทรงมีพระชนม์ชีพ ที่ทรงประทานไว้ให้ปวงชนชาวไทยอย่างหาที่เปรียบประมาณมิได้ ทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อยโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่คิดว่ามันจะเป็นไปได้หรือ? ที่คนหนึ่งคนจะทำงานหนักเพื่อผู้อื่น เสียสละเวลาส่วนตัวทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นได้มากมายขนาดนี้ ทุ่มเทกำลังทั้งแรงกายแรงใจอย่างมิได้ย่อท้อและทำมาเป็นเวลาตั้ง ๗๐ ปี แม้ในช่วงที่ร่างกายป่วยไข้ก็ตาม เป็นเหตุให้สิ่งที่พระองค์ได้ทรงกระทำเป็นแบบอย่างก่อให้เกิดแรงบันดาลใจแก่ปวงชนชาวไทยที่เคารพรัก ศรัทธา กระตุ้นจิตสำนึกดี พยายามที่กระทำดี ทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด ลดละความไม่ดีของตัวเองได้แผ่กระจายขยายเป็นวงกว้างในหลายๆ กลุ่มคน

ความดีไม่มีวันตาย เพราะยังมีลมหายใจอยู่เสมอ และสามารถส่งต่อไปยังรุ่นสู่รุ่นแม้กายสังขารดับสูญ ซึ่งทุกสรรพชีวิตล้วนแล้วแต่มีคุณงามความดีในตัวเองทั้งสิ้น เพียงแต่เขาหรือเธอผู้นั้นเปิดโอกาสให้ความดีได้ปรากฏหรือไม่เท่านั้นเอง 

วันนี้ถึงแม้ยังมีคนอีกมากมายที่ไม่ทำดี แต่มิได้หมายความว่า เขาไม่มีความดี เพราะยังมีอีกหลายมุม หลายด้านที่เราไม่รู้เกี่ยวกับพวกเขาเหล่านั้นที่เป็นเรื่องราวดีๆ และหลายครั้งเราไม่เปิดโอกาสให้ตัวเองมองด้านดีๆ ในพวกเขาเหล่านั้นต่างหาก กลับไปยึดติดความไม่ดีที่รับรู้ เพียงแค่ครั้งเดียวหรือเรื่องเดิมที่ซ้ำหลายๆ ครั้งเพราะเขายังไม่สามารถแปรเปลี่ยนได้ และเก็บสิ่งที่รับรู้ในทางที่ไม่ดีนั้นโดยไม่รู้ว่าเรากำลังทำร้ายตัวเราเอง 

เมื่อเราไม่เรียนรู้ที่จะให้โอกาสผู้อื่น นั่นหมายความว่า เรากำลังปิดโอกาสแห่งความเมตตาในตัวเอง เพราะถึงแม้เขาอาจไม่ดีในวันนี้ แต่เรามิจำเป็นต้องรังเกียจ ดูถูก ด่าทอ ประณามหรือซ้ำเติมเขา ถ้าเราเข้าใจ มั่นใจว่าทุกสรรพชีวิตต้องรับผลแห่งการกระทำของตัวเอง ค่านิยมของสังคมในปัจจุบันพยายามยัดเยียดความดี ความชั่วจนน่ากลัว ทำดีต้องป่าวประกาศ โอ้อวด ทำชั่วต้องประจาน เหยียบให้จมดิน ไม่มีที่ยืนในสังคม ดูเหมือนทุกอย่างที่เกิดขึ้นต้องประกาศดังๆ ให้โลกรู้ เรากำลังเพิ่ม ความเป็นตัวตน ของตนที่สุดโต่ง และสร้างความเกลียดชังให้เป็นกระแส

ขณะที่เราทุกคนมีความดี ในความเป็นจริงเราทุกคนต่างก็มีความไม่ดีในจิตใจด้วยเช่นกัน ตราบใดที่เรายังไม่หมดรัก โลภ โกรธ หลงในจิตใจ ดังนั้นการมองเห็นแต่ส่วนที่ดีๆ ของผู้อื่นจึงเป็นการหล่อเลี้ยงความดีของตัวเอง การไม่เพ่งโทษ ตำหนิ ติเตียน ตัดสินผู้อื่น เป็นความเมตตาที่เชื่อว่าวันหนึ่งเขาจะเปลี่ยนแปลง แม้ตัวเราก็จะเปลีี่ยนแปลงเช่นกัน โดยที่เราสามารถเป็นแบบอย่างในด้านที่ดีได้ และการยอมรับความไม่ดีที่เรายังมีอยู่ในตัวเอง โดยไม่ปล่อยให้ความไม่ดีนั้นเป็นนายมาบงการชีวิตเรา ก็จะเป็นการเติบโตทางจิตวิญญาณ

เมื่อเราสามารถฝึกฝนได้เช่นนั้น เราจะไม่เดือดร้อนใจ ทุกข์ใจ หรือต้องแก้ตัว พยายามอธิบายเมื่อมีใครมาคิด พูด กระทำไม่ดีเกี่ยวกับตัวเราแม้เรื่องนั้นจะจริงหรือไม่ก็ตาม เพราะเมื่อเรายอมรับความไม่สมบูรณ์และการกระทำที่เคยและกำลังผิดพลาดของตัวเอง เราจะสามารถยอมรับผลที่จะตามมาด้วยเช่นเดียวกัน โดยไม่ทำร้ายตัวเองซ้ำ

การเสริมสร้างความดีที่ไม่ติดดี ไม่จำเป็นต้องให้มีใครรับรู้ แต่สุขใจทุกครั้งที่ได้ทำ เห็นประโยชน์ของผู้อื่น ของสังคมก่อนประโยชน์ตน สละแรงกาย แรงใจ แรงทรัพย์เพื่อผู้อื่น ดังนั้นใครก็ตามที่สามารถทำสิ่งต่างๆ ให้ผู้อื่นมากมายโดยไม่เลือกปฏิบัติด้วยความเต็มใจ แม้ต้องเหนื่อย หนัก ลำบากแค่ไหน เป็นสิ่งบ่งบอกอย่างชัดเจนถึงความยิ่งใหญ่ ความสุขในตนเอง ไม่ว่าคนคนนั้น จะอยู่ในบทบาทฐานะใดๆ ก็ตาม เขาหรือเธอมีคุณค่าในตัวเองโดยไม่ต้องให้ใครหรือสังคมมาให้คุณค่าอีกต่อไป

จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายหรือเสียโอกาสเพราะถ้าเราเห็นผู้ที่ทำดีอย่างไม่มีเงื่อนไขแล้ว ไม่เชื่อ และไม่พิสูจน์ด้วยตัวเอง แต่กลับไปตัดสินหรือชี้ชัดไปแล้วเป็นไปไม่ได้และไม่มีจริง เราจะขาดโอกาสที่ยิ่งใหญ่ที่จะปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากความเห็นผิดทั้งปวงที่จะทำให้เราเติบโตทางด้านจิตใจ

      ลมหายใจแห่งความดี ไม่เคยหมดจากโลกใบนี้

      จิตใจที่ยิ่งใหญ่มิได้อยู่เพื่อตัวเอง