ไลฟ์สไตล์

หมอมงคลเตือนภัยรถสาธารณะเสี่ยงติดหวัด09

หมอมงคลเตือนภัยรถสาธารณะเสี่ยงติดหวัด09

18 ส.ค. 2552

“หมอมงคล” เตือนภัย รถสาธารณะ เสี่ยงติดหวัด 2009 ชี้ แม้รถเมล์ร้อนเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดน้อยกว่ารถปรับอากาศ แต่ก็มีโอกาสรับเชื้อหวัด 2009 ได้ หากสัมผัสราวจับที่มีเชื้อติดอยู่ พร้อมจับมือ ขสมก. ลดการแพร่ระบาด สั่งฆ่าเชื้อรถเมล์ทุกคันหลังบริการ สธ.คาดยอดผู้

 ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ  เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 18 ส.ค. นพ.มงคล ณ สงขลา ประธานคณะอนุกรรมการสนับสนุนป้องกัน ควบคุม และการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นประธานในการแถลงข่าว “รถเมล์ไทยปลอดภัย รวมพลังสู้หวัด 2009” รวมกับนายธวัชชัย ทัศนะแทน รองผู้อำนวยการฝ่ายเดินรถองค์การขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (ขสมก.) เพื่อรณรงค์ป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาด

 นพ.มงคล กล่าวว่า การรณรงค์ป้องกันการแพร่ระบาดของโรคหวัด 2009 ยังต้องดำเนินการอย่างเข้มข้นต่อไป เพราะการแพร่เชื้อยังเกิดขึ้นได้ในทุกที่ ทุกเวลา โดยเฉพาะในที่สาธารณะ หรือสถานที่ที่ใช้บริการร่วมกันของคุนจำนวนมาก ซึ่งในอีก 2 เดือนต่อจากนี้ คือ กันยายนและตุลาคมจะเป็นช่วงที่มีการระบาดของโรคไข้หวัดสูงเป็นปกติทุกปี จึงประมาทไม่ได้ ดังนั้นการรณรงค์ป้องกันจึงต้องเดินหน้าต่อไป ดังนั้นทางคณะอนุกรรมการฯ จึงได้ร่วมกับกระทรวงคมนาคม องค์การขนส่งมวลชน (ขสมก.) จัดโครงการ “รถเมล์ปลอดภัย รวมพลังสู้หวัด 2009” เนื่องจากแต่ละวันมีประชาชนใช้บริการรถเมล์ไม่ต่ำกว่า 1 ล้าน 6 แสนคน

 ในรถเมล์มีบริเวณและจุดที่คนจะสัมผัสร่วมกัน ได้แก่ ราวบันได ราวจะบทั้งที่นั่ง ที่ยืน กริ่ง จึงเป็นจุดเสี่ยงที่จะแพร่กระจายโรคได้ ไม่แต่เฉพาะเชื้อหวัด 2009 เท่านั้น ซึ่งนอกการการทำความสะอาดแล้ว ยังได้ดำเนินการใน 3 มาตรการเพื่อป้องกันโรค คือ 1.ติดตั้งจุดบริการแอลกอฮอล์ล้างมือบนรถโดยสาร ทั้ง 3,514 คัน และขอการสนับสนุนจากองค์การเภสัชกรรม (อภ.ในการมอบเจลล้างมือ 10,000 ขวด ขนาด 500 ซีซี. มูลค่า 990,000 ให้กับ ขสมก. 2.จัดกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพของพนักงาน ขสมก. 16,676 คน และ 3. มอบสื่อรณรงค์ให้ความรู้และป้องกันโรคเพื่อติดตั้งในรถโดยสาร และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบ

 “รถเมล์เป็นรถสาธารณะที่มีประชาชนใช้บริการจำนวนมาก ซึ่งรถเมล์ที่ให้บริการมี 2 ประเภท คือ รถเมล์ร้อน และรถเมล์ปรับอากาศ โดยรถเมล์ปรับอากาศมีโอกาสในการแพร่กระจายเชื้อได้มากกว่า เนื่องจากมีหน้าต่างปิดโดยรอบ ต่างจากรถเมล์ร้อนที่ถ่ายเทอากาศได้ดีกว่า แต่ทั้งนี้รถเมล์ร้อนยังมีโอกาสเสี่ยงต่อการแพร่กระจายโรคหวัด 2009 หากผู้มีเชื้อหวัดป้ายน้ำมูกน้ำลายที่มือและไปสัมผัสยังบริเวณที่เป็นจุดสัมผัสทั่วไป เช่น ราวจับ เป็นต้น ดังนั้นวิธีการป้องกันโรคที่ดีที่สุด คือเน้นที่การล้างมือบ่อยๆ ซึ่งประชาชนควรใส่ใจ” 

 ด้าน นายธวัชชัย กล่าว่า ทาง ขสมก. มีนโยบายเพื่อร่วมกันลดการแพร่ระบาดของหวัด 2009 โดยจะมีการตรวงวัดอุณหภูมิของผู้ให้บริการทั้งพนักงานขับรถ และเก็บค่าโดยสาร นอกจากนี้ยังขอให้ ขสมก.และผู้ประกอบการรถเอกชนร่วมบริการทุกประเภท ปฎิบัติตาม 5 มาตรการอย่างเคร่งคัด คือ 1.พนักงานขับรถและพนักงานเก็บค่าโดยสารต้องสวนหน้ากากอนามัยขณะปฏิบัติหน้าที่ 2.ติดตั้งแอลกอฮอล์ล้ามมือในรถทุกคน 3.เมื่อรถเข้าสู่ท่ารถ พนักงานประจำต้องใช้แอลกอฮอล์ทำความสะอาดราวบันได ราวจับ และมือจับประตูทุกครั้ง  4. ในกรณีที่เป็นรถปรับอากาศ จะต้องเปิดพัดลมระบายอาการทุกๆ 10 นาที 5.งดเว้นการติดผ้าม่าน และ 6.เมื่อรถหมดเวลาให้บริการในแต่ละวันจะต้องทำความสะอาจฆ่าเชื้อโรคทั้งคัน

"อภิสิทธิ์”กำชับ“สธ”อย่าประมาทหวัด 2009
 
 นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีที่องค์การเภสัชกรรม (อภ.)ทดลองผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ซึ่งการทดลองฉีดเชื้อไวรัสชนิดเป็นเข้าสู่ไข่ไก่ปลอดเชื้อ เพื่อเพิ่มจำนวนเชื้อพบว่าจำนวนไวรัส ซึ่งไม่ได้ตามปริมาณที่กำหนดว่า อภ.ยังไม่ได้ รับรายงานผลการทดลองจากอภ.เบื้องต้น แม้การทดลองจะไม่ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ก็ไม่เป็นไร การทดลองหากไม่สำเร็จก็คือไม่สำเร็จ  แต่ที่สำคัญเราจะต้องให้กำลังใจกัน ซึ่งการทดลองคือการคาดการณ์  เช่นเดียวกับการสั่งจองวัคซีนต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ 2009 จากบริษัทซาโนฟี่ประเทศฝรั่งเศส จำนวน 2 ล้านโด๊ส ซึ่งบริษัทดังกล่าวเป็นหนึ่งในสี่บริษัทใหญ่ของโลก ที่กำลังทำการทดลองผลิตวัคซีนต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ 2009  และไทยก็ได้ไปสั่งจองเอาไว้ หากการทดลองประสบผลสำเร็จ เราถึงจะได้วัคซีน ดังนั้นการสั่งจองวัคซีนก็เป็นเรื่องของการคาดการณ์ทั้งสิ้น

  ผู้สื่อข่าวถามว่า จำนวนเชื้อไวรัสที่ทดลองในไข่ไก่ปลอดเชื้อได้ปริมาณไม่ตรงกับที่กำหนด จะมีการสั่งซื้อไข่ไก่ปลอดเชื้อเพิ่มจากเยอรมนีหรือไม่ นายวิทยา กล่าวว่า  เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของอภ. เพราะได้รับทุนสนับสนุนวิจัยจากองค์การอนามัยโลกในการวิจัยและทดลอง  แต่ในส่วนตรงนี้ไม่อยากให้มาลงรายละเอียดว่าจะสั่งไข่ไก่ปลอดเชื้อเพิ่มเท่าไหร่ จะเอาไข่ไก่จากไทยหรือเยอรมัน หรือจะผลิตได้กี่ล้านโด๊ส เพราะเป็นเรื่องของการทดลอง ซึ่งนอกจากการทดลองผลิตวัคซีนของอภ.แล้ว ขณะนี้กระทรวงวิทยาศาตร์และเทคโนโลยี ก็กำลังศึกษาทดลองผลิตวัคซีนต้านไวรัสหวัดใหญ่ 2009 จากเชื้อตายเช่นกัน หากการทดลองครั้งแรกไม่สำเร็จ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่สนับสนุนกันต่อไป  

   “ไม่อยากให้ไปกังวล ว่าเราจะทำสำเร็จหรือไม่ อยากให้ทุกคนมาให้กำลังใจกันมากกว่า  ที่สำคัญเราต้องไม่หยุดมาตรการเฝ้าระวัง ซึ่งขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมมือกับหน่วยงานทุกแห่งที่เกี่ยวข้องอาทิ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)และสำนักงานสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)ในการรณรงค์อย่างต่อเนื่องให้ประชาชนตื่นตัวในการป้องกันอยู่เสมอ เพราะสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่ชะลอตัวลงในขณะนี้ แม้จะเป็นช่วงที่เข้าสู่หน้าหนาว ซึ่งน่าจะมีการระบาดอยู่ เป็นเพราะประชาชนตื่นตัวและระมัดระวังมากขึ้น แต่หากประชาชนคลายความตื่นตัวลง การแพร่ระบาดก็จะกลับมาอีก”นายวิทยากล่าว

 ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้อภ.ทำการผลิตยาต้านไวรัสโอเซลล์ทามิเวียร์สำหรับเด็ก สำเร็จแล้ว จะสามารถกระจายยาได้เมื่อใด นายวิทยา กล่าวว่า จะต้องมีการหารือกันอีกครั้งเพื่อวางกรอบและมาตรการในการกระจายยาโอเซลทามิเวียร์สำหรับเด็ก โดยจะต้องมีการประเมินตัวเลขผู้ป่วยเด็กในระบบว่ามีจำนวนเท่าใด แบ่งเป็นช่วงอายุเท่าใดบ้าง อย่างไรก็ตามขอให้ประชาชนมั่นใจว่าอภ.มียาโอเซลทารมิเวียร์สำหรับเด็กสำรองเพียงพอ ส่วนการตั้งนพ.ไพจิตร์ วราชิต เป็นประธานวอร์รูมไข้หวัดใหญ่ 2009 ก็เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการทำงานมากขึ้น

   นายวิทยา กล่าวว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ ตนได้รายงานสถานการณ์การชะลอตัวของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ให้กับนายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ นายกรัฐมนตรีรับทราบ ตามปกติ ซึ่งนายกฯก็ได้กำชับว่าไม่ให้กระทรวงสาธารณสุขประมาทกับการระบาดที่ชะลอตัวลง และจะต้องมีการรณรงค์ต่อไปอย่างต่อเนื่อง

     ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ผู้ป่วยไข้หวัด 2009 ชาวเกาหลีใต้ที่เสียชีวิต โดยอ้างว่ามีการติดเชื้อมาจากเมืองไทย นายวิทยา กล่าวว่า เรื่องนี้ตนกำลังรอรายงานจากกรมควบคุมโรค ว่าสรุปแล้วชาวต่างชาติที่เสียชีวิต  มีการติดเชื้อในประเทศไทยหรือไม่ หรือเป็นเรื่องเฉพาะตัวที่อาจมีโรคประจำตัวร่วมด้วยหรือไม่
 
สธ.คาดยอดผู้เสียชีวิตจากหวัดพันธุ์ใหม่สัปดาห์นี้ลดลง12คน

 เมื่อเวลา 09.20 น.นายมานิต นพอมรบดี รมช. สาธารณสุข กล่าวถึงกรณีที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ (ซีดีซี) ประกาศลดมาตรการในการควบคุมการแพร่ระบาดของไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 โดยให้ผู้ป่วยหยุดพักรักษาตัว 3-5 วัน จากเดิม 7 วัน ว่า ประเทศไทยใช้การรักษา โดยดูจากอาการของผู้ป่วยเป็นหลัก ซึ่งการเก็บตัวอย่างต่าง ๆ ก็เพื่อตรวจสอบว่าการระบาดในระลอก 2 มีโอกาสเกิดขึ้นที่ใด และนำเชื้อมาทดลองการดื้อยาโอเซลทามิเวียร์

 ดังนั้นเรื่องการควบคุมดูแลต้องไม่ประมาท เพราะในช่วงปลายเดือนส.ค.-ก.ย.นี้ เป็นช่วงการระบาดของไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลอยู่แล้ว จึงต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มข้น การให้ผู้ป่วยพักรักษาตัว 7 วัน ยังถือว่าเหมาะสม อย่างไรก็ตามฝ่ายวิชาการกำลังพิจารณาเรื่องการลดวันอยู่

 ผู้สื่อข่าวถามว่า นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาวิชาการและยุทธศาสตร์ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ระบุว่าในเดือนส.ค.นี้เป็นช่วงขาลงของการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 นายมานิต กล่าวว่า ไม่ใช่ช่วงขาลง เพราะขณะนี้ประเทศไทยยังอยู่ในช่วงฤดูฝน ทำให้มีการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ซึ่งอาจนำไปสู่การระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในระลอก 2 ได้ เพราะเมื่อหมดปลายฝนเข้าสู่ต้นหนาว คนก็ยังเป็นหวัดง่ายอยู่ ดังนั้นถ้าจะให้อุ่นใจต้องเข้าสู่ฤดูร้อนในเดือนมี.ค. 2553 ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นวัคซีนต้านไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ก็มาพอดี

 รมช.สธ. กล่าวว่า คาดว่าในสัปดาห์นี้ ยอดผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 น่าจะลดลงประมาณ 12 คน เพราะกระทรวงสาธารณสุข ได้กระจายยาให้ประชาชนอย่างทั่วถึง ทั้งนี้ทางกระทรวงสาธารณสุขจะรณรงค์ให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัยต่อไป โดยเน้นหน้ากากแบบผ้าเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขยะ ส่วนปัญหาในการทดลองวัคซีน ได้มอบหมายให้องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ดูแลเรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิดแล้ว และขอให้แลกเปลี่ยนความข้อมูลกับประเทศรัสเซียอย่างใกล้ชิดด้วย

วธ.คุมเข้มผู้แสวงบุญ 1,700รายกลุ่มเสี่ยงป่วยหวัดใหญ่2009

  นายธีระ  สลักเพชร   รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กล่าวถึงความคืบหน้าการเตรียมการนำผู้แสวงบุญไปประกอบพิธีอัจย์ ที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย ว่า ในปีนี้ทางกระทรวงฮัจย์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ได้จัดสรรโควต้าผู้แสวงบุญให้กับประเทศไทย จำนวน 13,000 คน แต่เนื่องจากมีผู้แสวงบุญที่ลงทะเบียนไว้กับกรมการศาสนา (ศน.) เกินกว่าจำนวนดังกล่าว ดังนั้น วธ.จึงดำเนินการขอโควต้าจำนวนผู้แสวงบุญเพิ่มอีก 2,000 ราย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอการอนุมัติจากกระทรวงฮัจย์ โดยคาดว่าจะทราบผลภายในเดือนกันยายน ก่อนที่ผู้แสวงบุญจะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ในวันที่ 22 ตุลาคมนี้

 รมว.วธ. กล่าวอีกว่า   ส่วนกรณีที่ประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขกลุ่มประเทศอาหรับสมัยพิเศษ ที่กรุงไคโร ได้ออกประกาศข้อแนะนำสำหรับผู้มีอายุเกิน 65 ปี สตรีมีครรภ์ เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ไม่ควรเดินทางไปประกอบพิธีดังกล่าว เนื่องจากจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะติดเชื้อโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ตนมองว่าข้อแนะนำดังกล่าวเป็นการประกาศเตือนแต่ไม่ใช่ข้อห้าม และเชื่อว่า วธ.จะสามารถควบคุมและดูแลผู้แสวงบุญในกลุ่มเสี่ยงได้

 “ขณะนี้จำนวนผู้แสวงบุญที่เป็นคนแก่และเด็กมีประมาณ 1,700 คน ซึ่งจะได้รับดูแลอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษและคิดว่าไม่น่ามีปัญหา เพราะการเดินครั้งนี้มีเจ้าหน้าที่จากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ร่วมเดินทางไปด้วย ทั้งนี้จะมีการติดตั้งเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิของผู้แสวงบุญก่อนการเดินทาง เพื่อเป็นมาตรการคัดกรองในเบื้องต้น ส่วนคนท้องและผู้ป่วยเรื้อรังไม่ได้รับการอนุญาตให้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์อยู่แล้ว” นายธีระ กล่าว

 รมว.วธ. กล่าวด้วยว่า การเดินทางไปแสวงบุญในปีนี้มีความสะดวกตรงมากขึ้น เพราะจะบินตรงไปยังเมืองมาดีนะห์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งต่างจากปีที่ผ่านมาที่จะต้องบินไปที่เมืองเจดดาห์ก่อน ทั้งนี้จะช่วยประหยัดเวลาการเดินทางได้กว่า 8 ชม. นอกจากนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) จัดตั้งกงสุลฮัจย์ ประจำประเทศซาอุดีอาระเบียขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่คนไทยที่เดินทางไปประกอบพิธีดังกล่าวด้วย