
มองนอกดูใน - ลูกทุกคนโปรดทราบ
เพราะแม่คือผู้หญิง ตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม เดือนแห่งวันแม่แห่งชาติที่ผ่านมา ข้าพเจ้าจึงได้รับเชิญให้ไปแสดงทัศนะในประเด็นของแม่ และผู้หญิง ทางสื่อวิทยุและโทรทัศน์มากมาย โดยเฉพาะเรื่องความรักของแม่กับลูกว่า เหตุใดเรามีวันแม่ทุกปี แต่ก็เป็นทุกทีที่เราต้องมาพู
จริงๆ แล้วความรักของแม่ไม่เคยลดลง ไม่มีแม่ ก็ไม่มีโลก ไม่มีโลก ก็ไม่มีแม่ ไม่มีแม่ ก็ไม่มีเรา แม่ให้ชีวิตเรา คือแม่ให้ทั้งหมด ถ้าลูกคนใดมองว่าแม่อยู่นอกตัวเราละก็...อันตรายมาก แต่ถ้ามองว่าแม่อยู่ในตัวเรา แล้วเรารักแม่ด้วยการอยู่ไกลความชั่ว แม้ตัวเราจะอยู่ไกลจากแม่ แต่เราก็ใกล้แม่ การรักกันไม่ได้แปลว่าตัวต้องติดกัน โลกปัจจุบันก็ยากที่เราจะไปติดกับใครได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เราใกล้กับสิ่งที่เราไกลได้ก็คือพฤติกรรมของเราเอง
เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม วันแม่ที่ผ่านมา เสถียรธรรมสถาน ชวนคุณทำบุญให้แม่ ด้วยการเชิญลูกหญิงลูกชายบอกรักแม่ผ่านการพาแม่มาทำบุญร่วมกันและดูคอนเสิร์ต ‘สายใยแห่งรักแท้ รักแม่ที่สุดเลย’ ซึ่งมีนักร้องมากมายมาร่วมขับกล่อมบทเพลงเพื่อมอบให้แม่ แต่ก่อนการแสดงคอนเสิร์ตจะเริ่มต้นขึ้น ด้วยเพราะหัวใจของความเป็นแม่ มิได้จำกัดอยู่แค่เพียงหัวใจของผู้หญิง แต่มันหมายความถึงความมีความกรุณาอย่างลึกซึ้ง คือมีกรุณาแห่งหัวใจ ซึ่งผู้ชายก็มีความเป็นแม่ได้...ไม่ต่างกัน และผู้ชายคนนั้น...คือ นัทธี จิตสว่าง อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้กรุณาให้โอกาสพวกเราโดยการอนุญาตให้ผู้หญิงจากกรมราชทัณฑ์จำนวน 30 ชีวิต ออกมาทำกุศลให้แม่ของพวกเธอ ด้วยการร้องเพลงประสานเสียงในบทเพลงเกี่ยวกับแม่ที่มีเนื้อหากินใจ
30 ชีวิตบนเวทีร้องเพลงด้วยความสุข ด้วยเพราะรู้อยู่แก่ใจว่าเพลงที่เธอร้องจะก้องดังไปถึงแม่ของพวกเธอได้ ในขณะที่คนฟังน้ำตารินด้วยความซาบซึ้ง
ข้าพเจ้าคิดว่าทุกคนมีโอกาสเกิดใหม่ได้ แม้ในอดีตจะเคยกระทำความผิดจนเกิดเป็นแผลในใจ แต่หากเรามองว่าแผลนั้นเป็นแผลเป็นที่ไม่เจ็บแล้ว และไม่ไปกรีดแผลอยู่เรื่อยๆ แผลนั้นก็จะเป็นเพียงเครื่องเตือนใจไม่ให้เรากลับไปทำความผิดนั้นซ้ำอีก
ถ้าสังคมให้โอกาส สังคมก็จะได้โอกาส...ข้าพเจ้ารู้สึกว่าการที่เด็กๆ ได้ออกมาร้องเพลงนั้นเป็นบทเรียนที่จะทำให้พวกเธอกลับไปรักแม่ แล้วทำให้เธอเกิดใหม่อีกครั้งหนึ่งได้ ซึ่งก็เท่ากับว่าเราได้สร้างโอกาสให้พวกเธอได้สร้างกุศลด้วย
จากวันนั้น ไม่ว่าเธอจะเดินอยู่ที่ไหน ถ้าเธอเดินอย่างมีอิสรภาพ เธอก็ยังมีแม่ที่คอยได้อานิสงส์จากการเดินของเธออยู่ ถ้าขณะที่ทำพลาด...คือขณะที่ไม่มีแม่อยู่ในใจ ไม่ได้ระมัดระวังตัว แต่เมื่อรู้ว่ายังมีแม่อยู่ในใจ เราก็อยากจะลุกขึ้นมาเกิดใหม่อีกครั้งหนึ่ง เพื่อแม่ของเราได้ ข้าพเจ้าคิดว่าเด็กๆ ในกรมราชทัณฑ์ก็พร้อมที่จะเกิดใหม่ เพราะเขามีความรัก ใครก็ตามที่เคยล้มอาจจะเพราะไกลแม่ ด้วยพฤติกรรมใหม่ เขาก็จะใกล้แม่ขึ้น โดยมิติของการทำกุศล แล้วอุทิศส่วนกุศลไปให้แม่ของเขา
หลังจากร้องเพลงที่เตรียมมาจบ คณะนักร้องก็เดินแถวอย่างเป็นระเบียบด้วยใบหน้าเปี่ยมสุขขึ้นรถ ข้าพเจ้าได้มีโอกาสสนทนากับพวกเธอครู่หนึ่ง
“...แม่จะถือว่าพวกเธอทุกคนเป็นลูกหลานในบ้านที่กลับบ้าน จำไว้ว่าที่นี่เป็นบ้านของเธอ เธอจะกลับมาที่นี่อีกเมื่อไหร่ก็ได้...ให้จำไว้ว่ามีโอกาสสำหรับการเกิดใหม่ของพวกเราเสมอ...กายของเธออยู่ที่นี่ ใจของเธออยู่ที่นี่ หนึ่งลมหายใจแห่งสติ กายกับใจเป็นหนึ่งเดียวกัน ชีวิตเป็นอิสระที่นี่และเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่มีความอึดอัดในใจเรา ก็ไม่มีคุกในใจเรา ถึงจะอยู่ที่ไหน ที่นั่นก็เป็นอิสระ แม่กำลังจะบอกว่าความเป็นอิสระที่ไม่ต้องรอ ไม่ต้องคอย คนจำนวนมากมายที่เดินอยู่ที่นี่ ใจอาจจะไม่เป็นอิสระ แต่แม่กำลังจะบอกเธอว่า ไม่ว่าเธอจะกลับไปอยู่ที่ไหนใจเธอเป็นอิสระ นั่นคืองานของแม่ที่เชิญเธอออกมาที่นี่...
หนึ่งลมหายใจเข้ารู้ทันกาย รู้ทันใจ รู้ทันชีวิต และเมื่อเรารู้ทัน เราจะเห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง เห็นแล้วไม่เป็นทุกข์ โลกจะเป็นอย่างที่โลกเป็น แต่เราจะเป็นอิสระจากการเป็นทุกข์ นั่นคืออิสรภาพที่เราฝึกได้...วันนี้เธออาจจะได้เดินในเสถียรธรรมสถาน พรุ่งนี้เธอจะตื่นขึ้นมาเดินในบ้านอีกหลังหนึ่ง แต่จงอย่าไปมองว่าบ้านนั้นมีรั้วสูงขนาดไหน แต่มองว่าจิตเธอเป็นอิสระหรือไม่ เดินอย่างนี้ไปจนถึงโอกาสที่เธอจะได้ไปเดินที่อื่น และเดินอย่างนี้ไปจนตลอดชีวิตที่เธอถึงหลุมฝังศพของเธอนั่นแหละ ทำน้ำดีจากนี้ไปให้มาก...
ความสุขเล็กๆ ที่ทำให้ใครเป็นสุขได้บ้าง คือกุศลของเธอ คือน้ำดีที่เธอควรจะทำ...มือน้อยๆ ของเธอที่จะทำสิ่งที่ดีงามจากนี้ไป โลกจะงดงามอยู่ด้วยกรุณาแห่งหัวใจในกันและกัน เราให้อภัยกัน เกื้อกูลกัน...ถ้าแม่เห็นแม่คงดีใจที่ลูกรักคนได้อย่างไม่เลือกปฏิบัติเช่นนี้...”น้ำตารื้นขึ้นในดวงตาของพวกเธอ พร้อมคำสัญญาว่า เมื่อได้รับอิสรภาพ เธอจะกลับไปกตัญญู กลับไปทำหน้าที่ลูกที่ดีของแม่ และจะกลับมาเยี่ยมเยียนเสถียรธรรมสถาน
เมื่อครั้งที่ได้ออกรายการ ตาสว่าง พร้อมกับ พระมหาวุฒิชัย (ว.วชิรเมธี) ท่านได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับ กตัญญู และ กตเวที ไว้อย่างน่าสนใจยิ่ง
“กตัญญูคือรู้คุณ แต่กตเวทีคือต้องตอบแทนคุณ คนรู้คุณหาที่ไหนก็มี ฉะนั้นควรใช้คำว่ากตัญญูกตเวที คือรู้คุณแล้วพร้อมจะตอบแทนคุณ กตัญญู-รู้คุณ กตเวที-ประกาศคุณด้วย คือแสดงให้ชาวโลกรู้ว่าตนเองมาจากไหน ที่ข้าพเจ้าเป็นแบบนี้ก็เพราะแม่ แม่ปั้นมากับมือ การกตเวทีต่อแม่ไม่จำเป็นต้องทำให้ใครเห็น แต่ต้องทำด้วยสามัญสำนึก เพราะชีวิตนี้ ร่างกายนี้ คุณได้มาจากแม่ พุทธศาสนาเน้นมากว่ากตัญญูไม่พอ คุณต้องกตเวทีด้วย”
ลูกทุกคนโปรดทราบ
"ธรรมสวัสดี"



