
ข้าราชการสธ.ลูกชาวนา ขายข้าวเอง...ไม่ง้อราคาโรงสีมากว่า5ปี!!
ข้าราชการสธ.ลูกชาวนา นำข้าวหอมมะลิสุรินทร์จากบ้าน มาขายเองกว่า5ปี ไม่ง้อราคาโรงสี มีกำไร ปิดประตูขาดทุน
ข้าราชการสธ.ลูกชาวนา
ขายข้าวเองกว่า5ปี...ไม่ง้อราคาโรงสี
“หลังมาอยู่กรุงเทพฯได้ 1-2 ปี แล้วเห็นว่าราคาข้าวเปลือกที่บ้านถูก กิโลกรัมละ 7-8 บาท และมีเพื่อนๆพี่ๆน้องๆถามหาข้าวหอมสุรินทร์มาก เพราะรู้ว่าเป็นคนสุรินทร์” เป็นจุดเริ่มต้นเมื่อ 5 ปีที่ทำให้ “อุดมศักดิ์ อุดมดี” นักประชาสัมพันธ์ปฏิบัติการ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข วัย 34 ปี คิดนำข้าวหอมมะลิสุรินทร์ที่ปลูกและพ่อแม่ดูแลไว้ที่จ.สุรินทร์บ้านเกิดมาขายเองที่กรุงเทพฯ ซึ่งขณะนั้นยังไม่ได้เกิดวิกฤติราคาข้าวเปลือกอย่างในปัจจุบัน
อุดมศักดิ์ หรือเล็ก แต่ใครๆเรียกเขาว่า “ปีเตอร์” ตามชื่อที่ครูฝึกตั้งให้สมัยเกณฑ์ทหารเพราะชื่อเกิดไปซ้ำกับครูฝึก บอกว่า หลังจากนั้นทำให้รู้ว่าคนมีความต้องการข้าวหอมฯสุรินทร์มากพอสมควร แต่ยังไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ไปหาซื้อจากห้างสรรพสินค้า จึงไปซื้อมาทดลองกินเอง 5 กิโลกรัม ราคา 200 บาท ทำให้ได้คำตอบว่า “ข้าวเม็ดสวยก็จริง แต่หุงแล้วไม่หอม และไม่นิ่ม ทั้งที่สองจุดนี้เป็นเอกลักษณ์สำคัญของข้าวหอมฯสุรินทร์”
ปีเตอร์ จึงเริ่มต้นด้วยการเอาข้าวสารที่เป็นข้าวหอมฯสุรินทร์จากท้องนาของตนเอง ซึ่งปลูกและพ่อแม่ดูแลอยู่ที่จ.สุรินทร์มาให้คนที่ทำงานทดลองชิม เบื้องต้นนำมา 100 กิโลกรัม ปรากฏว่าได้รับความชื่นชอบ มีการถามหามากขึ้น และบอกต่อปากต่อปากว่าข้าวหอมและนุ่ม เมื่อกลับไปเยี่ยมบ้านทุกครั้งจะสีข้าวกลับมาขายที่กรุงเทพฯด้วยทุกครั้ง แต่เนื่องจากมีเพียงรถเก๋งจึงนำกลับมาได้ครั้งละ 300 กิโลกรัมเท่านั้น ช่วง1-2 ปีแรกยังขายข้าวเปลือกที่สุรินทร์ ควบคู่กับการสีเป็นข้าวสารมาขาย
กระทั่ง ช่วง 2-3 ปี ตัดสินใจไม่ขายข้าวเปลือกเลยเก็บข้าวไว้ในยุ้งฉาง แล้วทยอยสีขายเป็นข้าวสารเพียงอย่างเดียว ปีเตอร์ บอกว่า เป็นเพราะก่อนหน้านั้น 1 ปี ได้จดบัญชีรายรับ-รายจ่ายแล้วพบว่าต้นทุนในการทำนาที่มีอยู่ 20 ไร่ 55,000 บาท เมื่อขายข้าวเปลือกได้เงินเพียง 38,000 บาท ขาดทุนไปถึง 17,000 บาท ซึ่งต้นทุนนี้ยังไม่ได้รวมค่าแรงของพ่อแม่เลย แต่หลังขายเป็นข้าวสารอย่างเดียว อย่างในปี 2558 มีต้นทุน 32,000 บาท ทำนาได้ผลดีได้ข้าวเปลือก 6 อุ้มหรือราว 12-13 ตัน สีขายข้าวสารเองได้เงินถึง 110,000 บาท มีกำไรประมาณ 78,000 บาท
“รุ่นพ่อแม่จะทำนาแบบทำได้แล้วก็ขายไป ได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น ไม่ได้มีการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย จึงไม่รู้ว่าราคาที่ขายไปนั้นขาดทุนอย่างไร แต่เมื่อได้จัดทำบัญชีทำให้เห็นภาพชัดว่าขายในราคานั้นขาดทุนแค่ไหน หากไม่มีการปรับเปลี่ยนก็จะขาดทุนซ้ำซากอยู่แบบเดิมทุกๆปี สะสมไปเรื่อนๆ จึงต้องมีการมองหาโอกาสและแนวทางใหม่ๆ” ปีเตอร์ สะท้อนภาพชาวนา
ช่องทางในการขาย ปีเตอร์ เริ่มจาก คนใกล้ตัวอย่างคนที่รู้จัก หรือคนที่ทำงาน ซึ่งจะบริการไปส่งข้าวสารให้ถึงหน่วยงานในช่วงเวลาพักกลางวันหรือก่อนทำงานในตอนเช้า ต่อมาเริ่มมีการขายผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว ทำให้มีลูกค้าขยายวงมากขึ้น และขยายไปวางขายในตลาดนัดที่ปกติเขาและภรรยาจะไปขายเสื้อผ้าอยู่แล้วด้วย โดยข้าวขาว กิโลกรัมละ 35 บาท และข้าวกล้องกิโลกรัมละ 40 บาท ซึ่ง 5 ปีที่ขายมาจะเห็นว่าคนที่ได้กินแล้วจะสั่งประจำต่อเนื่องถึง 80 %
ทุกวันนี้ได้รับการตอบรับค่อนข้างดี โดยหากเป็นช่วงเก็บเกี่ยวเดือนพฤศจิกายน – มกราคม ปีเตอร์และภรรยาจะกลับบ้านเดือนละ 2 ครั้ง เพื่อสีข้าวและนำข้าวสารมาขายครั้งละ 300 กิโลกรัมตามกำลังที่จะนำมาได้ ค่าน้ำมันรถไป-กลับ 2,000 บาท ขายข้าวสารได้ประมาณ 10,000 บาท ถือว่ามีกำไรมากเพราะถือว่าได้กลับบ้าน ไปเยี่ยมพ่อแม่และดูแลสวนเกษตรที่ลงปลูกไว้ด้วย ส่วนข้าวเปลือกที่เก็บเกี่ยวและผ่านการตากลดความชื้น 2-3 วันจนแห้ง ก็จะเก็บไว้ในยุ้งฉาง เพื่อทยอยนำออกมาสีขายเรื่อยๆ ราวๆ 6 เดือนก็จะหมด เหลือข้าวเปลือกวเฉพาะสำหรับทำพันธุ์ในฤดูกาลเพาะปลูกปีต่อไป
“มองว่าสิ่งนี้เป็นโอกาสของผมที่มาอยู่กรุงเทพฯ หากอยู่ที่จ.สุรินทร์ก็อาจจะขายข้าวแบบนี้ไม่ได้ เพราะทุกบ้านในพื้นที่ก็ล้วนมีข้าวของตนเอง แต่คนกรุงเทพฯไม่มี และไม่ค่อยได้กินข้าวหอมสุรินทร์ โดยเฉพาะข้าวที่ส่งตรงจากชาวนาถึงผู้บริโภคโดยตรง ใช้เวลาเดินทางเพียง 6 ชั่วโมงจากสุรินทร์ก็ถึงมือผู้บริโภคทันที และเป็นข้าวที่มีคุณภาพ ไม่ผ่านกระบวนการรมควัน ผ่านแค่โรงสีข้าวในหมู่บ้านเท่านั้น ผู้บริโภคจะได้ข้าวหอมมะลิสุรินทร์ที่ไม่ผ่านสารเคมีและมีคุณภาพจริงๆ” ปีเตอร์ กล่าวอย่างภาคภูมิ
ถึงวันนี้การนำเข้าจากที่นามรดกจากพ่อแม่มาขายเอง ปีเตอร์ บอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับครอบครัวที่เป็นชาวนา คือ 1. ปิดประตูขาดทุน สามารถกำหนดราคาขายได้เอง ไม่ต้องง้อว่าโรงสีจะประกาศราคารับซื้อข้าวเปลือกกิโลกรัมละเท่าไหร่ 2.สบายใจ ไม่เครียด จากที่ทุกปีขายข้าวได้เงินน้อย ขาดทุน ทุกคนในครอบครัวก็จะเครียด และ3.เป็นแรงบันดาลใจให้ลูกชาวนาคนอื่นๆหันมาหาช่องทางเพื่อเชื่อเหลือพ่อแม่และไม่อายที่จะบอกว่าเป็นลูกชาวนา รวมถึง การค้าขายสินค้าอื่นๆของพ่อแม่ตนเองด้วย
เหนืออื่นใด ปีเตอร์ บอกว่า ในแง่ของผู้บริโภคจะได้รับประทานข้าวที่มีคุณภาพ ไม่ผ่านกระบวนทางสารเคมีใดๆ ได้ข้าวคุณภาพ 100 เปอร์เซ็นต์ มีความสะดวกสบายเพราะตนเองจะบริการไปส่งข้าวสารถึงที่ เพราะมองว่าผู้ซื้อเป็นเหมือนพี่น้องที่มีบุญคุณ สิ่งที่พอจะบริการได้ก็จะบริการให้ และมีความไว้เนื้อเชื่อใจกันระหว่างตนและผู้บริโภค ว่าจะไม่นำข้าวอื่นมาย้อมแมวขาย หรือหลอกลวงแน่นอน ข้าวที่ขายให้มีคุณภาพแน่ๆ บางคนที่สั่งเป็นประจำ ไม่ตรวจสอบข้าวก่อนเลย แต่จะให้นำไปเก็บให้ที่รถเองเลย
อย่างไรก็ตาม ปีเตอร์ กล่าวว่าอุปสรรคสำคัญของตนเองในตอนนี้ คือ การขนย้ายข้าวสาร เพราะมีเฉพาะรถเก๋ง ทำให้ขนข้าวสารจากจ.สุรินทร์มาได้เพียงครั้งละ 300 กิโลกรัมเท่านั้น จะเปลี่ยนไปเป็นรถกระบะก็ยังติดเงื่อนไขรถคันแรก รวมทั้ง ยังมีปัญหาเรื่องต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทุกปี แต่ราคาข้าวยังคงเดิม จึงพยายามหาแนวทางลดต้นทุน ที่ผ่านมา ทดลองปรับการใส่ปุ๋ยจาก 2 ครั้งต่อปี มีต้นทุน 12,000-14,000 บาท เหลือเพียง 1 ครั้งมีต้นทุนเพียง 6,000-7,000 บาท ปรากฏว่าผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ไม่แตกต่างกันมาก ซึ่งช่วงแรกพ่อแม่ก็ไม่ยอม แต่เมื่อทำให้เห็นผลจริงท่านก็เชื่อว่าทำได้
อนาคต ปีเตอร์ และภรรยาที่เป็นพนักงานราชการกรมคร.เช่นเดียวกัน วางแผนว่าในอีก 7-8 ปีข้างหน้า แม้ต้นทุนการทำนาจะเพิ่มขึ้นทุกปี แต่จะพยายามไม่ขึ้นราคาขายข้าว เนื่องจากราคาข้าวค่อนข้างนิ่งและราคาตลาดก็อยู่ประมาณนี้ ไม่น่าจะขยับไปได้มากกว่าที่เป็นอยู่ จึงจะปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำนาไปเป็น “เกษตรอินทรีย์”แทน ทว่า อุปสรรคที่สำคัญในตอนนี้ คือ ความคิดของคนรุ่นเก่าที่ใช้รูปแบบการทำนาแบบพึงสารเคมีมาแทบจะทั้งชีวิต
“ผมกับภรรยาเชื่อแล้วว่าสามารถทำนาแบบเกษตรอินทรีย์ได้ แต่พ่อแม่ที่เป็นคนทำนารุ่นเก่าจะไม่เชื่อ กลัวว่าทำแล้วข้าวจะไม่สวย ตอนนี้จึงพยายามหาพื้นที่ที่เป็นต้นแบบการทำนาแบบอินทรีย์ เพื่อพาพ่อแม่ไปดูของจริง เพราะหากเห็นผลที่เกิดขึ้น ก็น่าจะทำให้พ่อแม่เชื่อได้ว่าสามารถทำได้จริง ไม่ต้องพึ่งสารเคมี “ ปีเตอร์บอก
ท้ายที่สุด ปีเตอร์ บอกว่า สิ่งที่ทำอยู่ไม่ได้ทำเป็นธุรกิจใหญ่โต ทำเท่าที่มีกำลังทำไหว ไม่ได้ประกาศว่าจะรับซื้อข้าวจากใคร แต่จะขายเฉพาะของพ่อแม่ภรรยาที่ทำและขยายไปสู่พ่อแม่ของตนเองเท่านั้น ทำเท่าที่ทำไหว อยู่บนพื้นฐานของความพอเหมาะ พอดี
ผู้ที่สนใจซื้อข้าวหอมมะลิสุรินทร์จากชาวนาโดยตรง สอบถามได้ที่เฟซบุ๊ค ปีเตอร์ กรมควบคุมโรค https://www.facebook.com/udomsak.u?fref=ts
0 พวงชมพู ประเสริฐ 0



