
ขึ้นทะเบียนสวนเสือหลวงตามหาบัวเป็นวัดแรก
วันที่ 17 ส.ค. นายเกษมสันต์ จิณณวาโส อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรม ชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) เปิดเผยว่า จากกรณีข้อร้องเรียนจากเอ็นจีโอต่างชาติ เรื่องเสือโคร่งในวัดป่าหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ที่ จ.กาญจนบุรี ขณะนี้กรมอุทยานฯได้เข้าไปตรวจสอบข้อมูล ทั้งปัญหาสวัสดิภาพสัตว์ และที่มาของเสือโคร่งแล้ว พบว่าทางวัดได้มีการดูแลเสือ และสัตว์ต่างๆเป็นอย่างดี และอาจจะดีกว่าสวนสัตว์เอกชนหลายแห่งที่มีอยู่ในขณะนี้ เนื่องจากทางวัดมีพื้นที่เพียงพอสำหรับสัตว์ มีสัตว์แพทย์คอยดู แลด้านสุขภาพและมีความพร้อมทางด้านอาหารของสัตว์ ซึ่งที่ผ่านมากรมอุทยานฯได้ดำเนินการตรวจสอบการครอบครองของเสือซึ่งตกเป็นของกลาง พบว่าส่วนใหญ่ได้มาจากการนำมาบริจาค และมีการออกลูกทำให้มีจำ นวนเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันมีการทำประวัติของเสือแต่ละตัว พร้อมกับจำแนกลายเสือ ฝังไมโครชิพแล้วเสร็จ แต่ยังให้วัดเป็นผู้ดูแลของกลางไว้
นายเกษมสันต์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ทางมูลนิธิวัดป่าฯ ยังได้เสนอขอจดทะเบียนพื้นที่นอกวัด เพื่อสร้างเป็นสวนสัตว์สาธารณะอย่างเป็นทางการเมื่อหลายเดือนก่อน ซึ่งกรมอุทยานฯได้พิจารณาแล้วเห็นว่าตรงตามหลักเกณฑ์ ประกอบการตรวจสอบพื้นที่พบว่าทางมูลนิธิมีศักยภาพพอที่จะดำเนินการได้ จึงได้อนุมัติเรียบ ร้อยแล้ว แต่การแจ้งเปิดสวนสัตว์เพื่อให้บริการก็ต้องมาแจ้งเปิด พร้อมทั้งแจ้งบัญชีสัตว์ต่างๆ อีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ถือว่าเป็นสวนสัตว์สาธารณะที่จดทะเบียนโดยมูลนิธิของวัดเป็นแห่งแรก
ส่วน นายอภิธัช ศรีมณี ผู้จัดการมูลนิธิวัดป่าหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน กล่าวว่า ขณะนี้ มูลนิธิฯ ได้รับใบอนุญาตในการจัดตั้งสวนสัตว์สาธารณะแล้ว สามารถดำเนินการผสมพันธุ์สัตว์ และแลกเปลี่ยนสัตว์ป่าสวนสัตว์อื่นๆ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการต้องค่อยเป็นค่อยไป เพราะพระครูวินัยธรภูสิต ขันติธโร เจ้าอาวาส ให้นโยบายว่าเป้าหมายการดำเนินการจริงๆ คือ ต้องการทำเป็นสวนสัตว์ธรรมะ คือ ช่วยเหลือชีวิตสัตว์ป่า แม้ว่าในระยะเริ่มต้น วัดอาจจะดำเนินการยังไม่ตรงกับกฎหมาย แต่ได้มีการแก้ไขให้ถูกต้องโดยประสานกับกรมอุทยาน เป็นระยะ ในการดูแลสัตว์ป่า โดยเฉพาะเสือโคร่ง ที่ปัจจุบันมีอยู่ 45 ตัว ได้มีการฝังไมโครชิฟ ถ่ายรูป ทำประวัติ โดยจำแนกลายเสือแต่ละตัว เสร็จเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ ได้มีการขยายพื้นที่เพื่อให้สัตว์ป่าได้อยู่ในป่าธรรมชาติจริงๆ ประมาณอีก 25 ไร่ บริเวณหน้าวัดซึ่งซื้อมาจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา
ผู้จัดการมูลนิธิฯ กล่าวอีกว่า ปัจจุบัน มูลนิธิฯมีเสือโคร่ง 45 ตัว เก้ง กวาง ละมั่ง ที่หนีจากการถูกล่าและมีผู้นำมาบริจาค ประมาณ 200 ตัว หมูป่า ประมาณ 2 พันตัว ไก่ป่า วัวและควาย ที่ได้มาจากการไถ่ชีวิตประมาณ 150 ตัว ส่วนช้าง มีผู้ประสงค์จะมาบริจาคจำนวนมาก แต่มูลนิธิฯ ไม่รับ เพราะเลี้ยงไม่ไหว และมีมูลนิธิและองค์กรเอกชน ดูแลมากอยู่แล้ว นอกจากนี้ กรมอุทยานฯ ยังได้ประสาน จะนำสัตว์ป่าของกลาง มากฝากไว้ด้วย
การดูแลสัตว์ทั้งหมดมี นายสัตว์แพทย์ ดร. สมชัย วิเศษมงคลชัย รับผิดชอบและวัดได้ส่งนักศึกษา จำนวน 8 คนไปเรียนต่อด้านสัตว์แพทย์และพฤษศาสตร์ด้วย เพื่อเตรียมความพร้อมในการเป็นสวนสัตว์ ซึ่งขณะนี้ ยังไม่มีเป้าหมายว่าจะเปิดดำเนินการเต็มรูปแบบเมื่อไหร่ เนื่องจากมูลนิธิฯ ไม่มีรายได้อื่น นอกจากนักท่องเที่ยวที่ส่วนใหญ่ 90 เปอร์เซ็นต์มาจากต่างประเทศ ทีมีมากกว่า 160 ประเทศทั่วโลกที่เดินทาง และเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านอาหารสัตว์อย่างเดียวก็ตกเดือนละ ประมาณ 2 ล้านบาทแล้ว ดังนั้นการเปิดเป็นสวนสัตวส์เต็มรูปแบบคงต้องรออีกระยะหนึ่ง



