
สปสช.ขอรายหัวเพิ่มหากต้องขยายสิทธิ์ประกันตน
สปสช. เผยหาก สปส. ขยายสิทธิ์รักษาพยาบาลผู้ประกันตน ต้องจัดงบรายหัวบัตรทองเพิ่ม เหตุดึงคนแข็งแรงออกนอกระบบ เหลือแต่คนชรา ป่วยบ่อย ค่ารักษาแพง
ที่สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม เวลา 10.30 น. นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวถึงกรณีที่ทางสำนักงานหลักประกันสังคม (สปส.) เตรียมขยายสิทธิการรักษาพยาบาลของผู้ประกันตนไปยังคู่ผู้สมรสและบุตรว่า การขยายสิทธิ์ดังกล่าวไม่น่าเป็นปัญหา และคงไม่ส่งผลกระทบต่อกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) เพียงแต่อาจต้องมีการปรับจำนวนผู้มีสิทธิ์เท่านั้น
ที่ผ่านมาการเปลี่ยนย้ายสิทธิ์ก็มีการเคลื่อนย้ายปรับเปลี่ยนโดยตลอดอยู่แล้ว เพียงแต่ครั้งนี้หากมีการขยายสิทธิ์จริงก็จะเป็นการย้ายจำนวนผู้มีสิทธิ์ครั้งใหญ่ อีกทั้งยังเป็นการดึงเอาผู้มีสิทธิ์ที่เป็นกลุ่มเด็กและวัยทำงานที่มีอัตราการป่วยน้อยออกไป คงไว้แต่กลุ่มผู้สูงอายุซึ่งนอกจากมีอัตราการใช้บริการมากแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลสูงกว่าวัยอื่นถึง 3 เท่า
นพ.วินัย กล่าวว่า แม้ว่าเมื่อ สปส. ขยายสิทธิการรักษาพยาบาลไปยังคู่สมรสและบุตรจะทำให้จำนวนผู้มีสิทธิ์ในระบบบัตรทองลดลง แต่คงไม่สามารถปรับลดค่าใช้จ่ายรายหัวในระบบบัตรทองลงจากจำนวนงบประมาณปี 2553 ซึ่งอยู่ที่ 2,432 บาทลงได้ แต่ในตรงข้างควรมีการปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากอัตราค่ารักษาดังกล่าวเป็นการเฉลี่ยค่ารักษาระหว่างกลุ่มที่ป่วยบ่อยและไม่ป่วย ซึ่งหากกองทุน สปสช. เหลือเพียงเฉพาะผู้สูงอายุประมาณว่ามีจำนวน 9-10% หรือ 5ล้าน คนที่อยู่ในระบบปัจจุบันก็จะทำให้ค่าเฉลี่ยในการรักษาต่อหัวเพิ่มขึ้น ซึ่งจากการคำนวณค่ารักษาพยาบาลของผู้สูงอายุขณะนี้อยู่ที่ 8,000 บาทต่อคนต่อปี ขณะที่คนหนุ่มสาวและวัยทำงานอยู่ที่แค่ 700 บาทต่อคนต่อปี เพราะบางคนแทบไม่เคยใช้บริการรักษาพยาบาลเลย
นพ.วินัย กล่าวต่อว่า ทาง สปส. ต้องกำหนดหลักเกณฑ์การนับจำนวนที่เป็นคู่สมรสและบุตรที่ชัดเจน เนื่องจากปัจจุบันมีจำนวนมากที่อยู่กินเป็นสามีภรรยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส หรือว่าจะนับเฉพาะข้อมูลที่เป็นการจดทะเบียนในระบบของกระทรวงมหาดไทยเท่านั้น อย่างไรก็ตามตัวเลขคู่สมรสและบุตรที่อยู่ในระบบข้อมูล สปสช.ที่ต้องโอนไปนั้น คาดว่าจะมีจำนวนกว่า 3 ล้านคน
“การขยายผู้มีสิทธิ์ในระบบ สปส. หากจะทำก็ทำได้เลย ไม่ยาก เพียงแต่ต้องมีการจัดทำระบบข้อมูลที่ชัดเจนก่อน โดยเฉพาะจำนวนคู่สมรสและบุตร ไม่เช่นกันจะก่อให้เกิดปัญหาได้ อย่างไรก็ตามในวันที่ 21 สิงหาคม นี้ จะมีการประชุมร่วมกันของ 3 กองทุนในระบบหลักประกันสุขภาพ คือ สปสช. สปส. และกองทุนข้าราชการและสวัสดิการสังคม ซึ่งคงจะมีการหารือในเรื่องนี้ด้วย” เลขาธิการ สปสช. กล่าว
นพ.วินัย กล่าวต่อว่า นอกจากนี้สิ่งที สปส. ต้องคำนึงคือความทั่งถึงของหน่วยพยาบาลในการเข้าถึงระบบบริการ เนื่องจากระบบ สปส. เป็นระบบที่จัดขึ้นเพื่อรองรับคนเมือง แต่หากเพิ่มสิทธิ์คู่สมรสและบุตรด้วยแล้ว ในความเป็นจริง มีจำนวนไม่น้อยที่ผู้ประกันตนเองเข้ามาทำงานในเมือง โดยที่คู่สมรสและบุตรอยู่ในต่างจังหวัด ทำให้การรับบริการตามสิทธิ์ สปส. อาจไม่ทั่วถึง ดังนั้นหากขยายสิทธิ์จริงจะต้องมีการปรับปรุงเรื่องนี้ด้วย



