ไลฟ์สไตล์

ใครทำให้เราทุกข์ ?

ใครทำให้เราทุกข์ ?

17 ต.ค. 2559

โดย พระพิทยา ฐานิสสโร

ลูกศิษย์คนหนึ่งเคยทำงานอยู่ต่างประเทศเป็นเวลาหลายปี รักความถูกต้อง คุ้นชินกับทำงานที่เป็นระบบมีแบบแผนชัดเจน แต่ด้วยทางบิดา มารดาต้องการให้มาช่วยดูแลกิจการทางครอบครัว เพราะคุณพ่ออายุมากแล้วและพี่ชายที่เคยช่วยดูแลกิจการต้องการไปทำธุรกิจส่วนตัว

การบริหาร การจัดการที่ใช้ระบบครอบครัว การตัดสินใจส่วนใหญ่ยังขึ้นตรงอยู่กับคุณพ่อเพียงท่านเดียว ทำให้การขับเคลื่อนองค์กรเป็นไปในทิศทางที่ไม่มีใครสามารถตัดสินใจได้ และยิ่งมีผู้ร่วมงาน ลูกน้องหรือหัวหน้า ไม่ทำตามหน้าที่ ไม่เคารพ ซื่อตรง สุจริตต่อหน้าที่การงาน ก็ยิ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เหนื่อยยิ่งกว่า และยิ่งเป็นภาระหนักอึ้งเมื่อตัองพยายามช่วยกระตุ้นให้เขาเหล่านั้นออกจากความคุ้นชินเดิมๆ การสร้างทัศนคติที่ดีต่องานอย่างตระหนักรู้ในคุณค่าความสำคัญของหน้าที่ ความถูกต้อง โดยที่ไม่ทำให้เขาเหล่านั้นรู้สึกว่ากำลังถูกจับผิด ต้องทำงานเพิ่มมากขึ้น หรือถูกมองว่าเป็นคนไม่ดี ไม่รับผิดชอบ เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้พนักงานรู้สึกรักในองค์กรเสมือนเป็นบ้านของเขาเองที่ต้องช่วยกันดูแล

ใครทำให้เราทุกข์ ?

การมองเห็นทุกสิ่งตรงความเป็นจริง แม้ทำได้ยากยิ่งนัก แต่ก็ต้องฝึกมอง บางทีอาจขัดใจ เพราะความจริงอาจไม่ใช่สิ่งที่เราคิด และเพราะจิตใจของเรายึดติดความดี ความถูกต้อง ความเป็นระเบียบ แบบแผนอย่างเหนียวแน่นในแบบของเราอย่างไม่รู้ตัว จึงทำให้เป็นการยาก ที่่เราจะเข้าใจผู้อื่นที่อาจไม่ได้มาตรฐานแบบเรา และมีความคาดหวังให้เขาเป็นอย่างเรา ทั้งๆ ที่เป็นไปไม่ได้ และนี่เองคือเหตุแห่งทุกข์

หากเราเป็นคนรักระเบียบแบบแผน และได้ทำงานอยู่กับบุคคลที่เคารพในกติกา กฎระเบียบ แบบแผน ความถูกต้องก็จะเป็นการง่ายและมีความสุขที่ได้ทำงานกับบุคคลที่มีลักษณะที่คล้ายๆ กัน แต่ถ้าเมื่อใดที่ต้องทำงานกับบุคคลที่มีทัศนคติที่ตรงกันข้ามหรือไม่เคยได้รับการปลูกฝังให้มีทัศนคติเช่นนั้น เราจะเป็นทุกข์และหงุดหงิดได้ง่าย จนหลายครั้งเกิดความเหนื่อยหน่าย ท้อแท้ ไม่มีพลังชีวิตในการทำงาน เพราะจิตใจของเราไม่พอใจ รังเกียจ ผลักไสสิ่งที่ไม่ดีจากพวกเขาโดยไม่รู้ตัวเช่นกัน ทั้งที่หลายๆ อย่างในความต่างของพวกเขาก็มีส่วนดี

ใครทำให้เราทุกข์ ?

การพิจารณาไตร่ตรอง ใคร่ครวญมองเห็นความดีมากกว่าที่จะจ้องจับผิด จะทำให้จิตใจเราสงบในการอยู่ร่วมกับความไม่สมบูรณ์แบบในทุกสิ่ง ทุกคนในชีวิตประจำวัน เมื่อฝึกมองบวกไปเรื่อยๆ จิตใจที่เคยติดดี ยึดดีของเราจะค่อยหมดหรือจางคลายไป

การรังเกียจ ผลักใสสิ่งที่เราไม่ชอบ ไม่พอใจ ดูถูก ดูแคลนคนรอบข้างที่ไม่ได้ดั่งใจเรา เป็นการทำร้ายจิตใจตัวเองอย่างน่าเป็นห่วง เพราะในขณะที่เรารู้สึกเช่นนั้น จิตใจเราเป็นทุกข์ ไม่เบาสบาย และอาจส่งผลต่อร่างกายในที่สุด ที่สำคัญคือ เรากำลังเชื้อเชิญพลังไม่ดีเหล่านั้นมาอยู่ในจิตใจเรา จึงเป็นเหตุให้เกิดความพอใจ ไม่พอใจ ชอบ รังเกียจ อยากให้อยู่ ผลักใส อย่างมิรู้จบสิ้น

ในเมื่อตัวเรา ตัวเขายังมีความบกพร่องที่แตกต่าง และเรายังไม่ยอมรับความจริงจึงสร้างความทุกข์ทั้งแก่ตัวเราเองและตัวเขา เพราะทั้งสองฝ่ายยังมีความอ่อนแอ ความบกพร่องทางจิตใจ หากเราเข้าใจ ยอมรับความจริงของตัวเรา เราจะเข้าใจ ยอมรับความเป็นจริงของสิ่งรอบข้าง จิตก็จะไม่รังเกียจ ผลักไส ดูถูก ดูแคลนผู้อื่น การเคารพผู้อื่น เช่นเดียวกับการเคารพตนเอง ก็จักได้รับการเคารพตอบ แม้เราอาจไม่ต้องการ

หลายครั้งเราเป็นคนเห็นแก่ตัวแบบไม่รู้ตัว โดยกล่าวโทษสิ่งแวดล้อมว่าทำให้เราเป็นเช่นนั้น แต่ความจริง อาจเป็นเพราะที่จิตใจเรายึดว่าดีก็จะมองว่าตัวเองดีงาม ประเสริฐ เสมอ ทั้งที่อาจมิได้ดีงาม ถูกต้องอย่างแท้จริงและหรือทั้งหมด เพราะถ้าดีงาม ถูกต้องอย่างแท้จริง เราจะไม่เป็นทุกข์ กับความเป็นเช่นนั้นของสิ่งใดๆ บนโลกใบนี้ เพราะทุกอย่างล้วนมีเหตุที่ปรากฎ แปรเปลี่ยนไปตามธรรมชาติ หากเราเข้าใจตามความเป็นจริง เราต่างหาก ที่ยินดีขอบคุณสิ่งทั้งหลายรอบตัวเรา ที่ทำให้เราเห็น ความยึดมั่น ถือมั่นในตัวเองว่ามันทำให้เราเกิดทุกข์ หาใช่ผู้อื่น หรือสิ่งอื่นไม่

ไม่ยึด ไม่ถือ ก็ไม่ทุกข์ แม้สิ่งที่คิดว่าดี

ความดีงาม ถูกต้อง มาพร้อมกับความสงบเสมอ

ไร้ความสงบ ไร้ความดีงาม ก็ไร้ความถูกต้อง

ทำหน้าที่อย่างปล่อยวาง พบความว่างของจิตใจ