ไลฟ์สไตล์

วิปัสสนาบนหน้าข่าว

วิปัสสนาบนหน้าข่าว

17 ต.ค. 2559

โดย   พระอาจารย์วิชัย กัมมสุทโธ

พระพุทธเจ้าตรัสไว้“มโนปุพพังคมา ธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา ธรรมทั้งหลายมีใจถึงก่อน มีใจเป็นประธาน สำเร็จแล้วด้วยใจ”

มนุษย์ที่เกิดมาในโลกนี้ ถ้าเรามาพิจารณาตนเอง เวลาจะกระทำอะไรก็ตาม ไม่ว่าพูด ไม่ว่ากระทำด้วยกาย สิ่งที่กระทำออกมาตรงนั้นมันจะออกมาจากอะไร เราก็ต้องมาพิจารณา เวลาเราจะพูดหรือจะกระทำอะไร มันจะมีความคิดเกิดขึ้น มีเจตนาที่จะกระทำออกมา สังเกตตัวเองไหม เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวไว้กายกรรม วจีกรรม มาจาก มโนกรรม

มโนกรรมนั้นเป็นมหาเหตุ เป็นเหตุที่จะออกไปทางกายกรรม และวจีกรรม

คำว่ากรรมนั้นมันเป็นคำกลางๆกรรมแปลว่าการกระทำ

วิปัสสนาบนหน้าข่าว

กระทำทางกายเรียกว่ากายกรรม กระทำทางคำพูดเรียกว่าวจีกรรม กระทำทางความคิดนึกเรียกว่ามโนกรรม กายกรรมวจีกรรมมาจากมโนกรรม อันนี้ให้พิจารณาให้ดี ทีนี้จะกระทำไปทางกุศลหรือเรียกว่าบุญ จะกระทำไปทางอกุศลหรือเรียกว่าบาป ก็ขึ้นกับมโนกรรมนั้นเป็นสัมมาทิฐิหรือเป็นมิจฉาทิฐิ ถ้าเป็นสัมมาทิฐิก็จะกระทำไปทางกุศล

สัมมาทิฐิหมายความว่ามีความเห็นชอบหรือเห็นตรงตามสัจธรรมคือความจริงของสิ่งนั้น ถ้าเห็นไม่ตรงเห็นไม่ชอบตามความเป็นจริงก็เรียกว่ามิจฉาทิฐิ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เป็นตัวชี้วัดว่าสัมมาทิฐิเกิดหรือมิจฉาทิฐิเกิด ก็อาศัยสัจธรรมคือความจริงนั้นเป็นเครื่องชี้วัด ไม่ได้ขึ้นกับความเห็นของใคร

วิปัสสนาบนหน้าข่าว

ความเห็นของคนหมู่มากถ้าเห็นไม่ตรงตามความเป็นจริง ความเห็นนั้นก็เป็นมิจฉาทิฐิ ถ้าเรานำความเห็นนั้นเป็นบรรทัดฐานในการประพฤติปฏิบัติ ก็เรียกว่าเรากำลังเจริญมิจฉาทิฐิ ถ้าความเห็นนั้นตรงต่อความเป็นจริง ถ้าเรานำสิ่งเหล่านั้นมาเป็นบรรทัดฐาน ก็เรียกว่ากำลังเจริญสัมมาทิฐิ

สัมมาทิฐิกับมิจฉาทิฐินั้นเกิดได้อย่างไร ก็เกิดได้จากจิตดวงนั้นประกอบด้วยวิชชาจึงเป็นสัมมาทิฐิ ถ้าจิตดวงนั้นประกอบด้วยอวิชชา ไม่รู้แจ้งความจริงในสภาวธรรมนั้น ก็จะเป็นมิจฉาทิฐินั่นเอง เมื่อสัมมาทิฐิเกิดก็จะมีการคิดที่ถูกต้อง เรียกว่าสัมมาสังกัปปะเกิด

สัมมาสังกัปปะเกิดก็มีการดำริที่จะกระทำไม่ว่าทางกายหรือทางวาจา ทางกายก็จะกระทำที่ถูกต้องเรียกว่ากุศลกายกรรม ทางวาจาที่กระทำถูกต้องก็เรียกว่ากุศลวจีกรรม เหตุนั้นกรรมที่เรากระทำทั้งหมดจะกระทำไปทางกุศลหรือกระทำไปทางอกุศล ก็มีมูลเหตุจากจิตนั้นประกอบด้วยวิชชาหรืออวิชชา ถ้าเราเข้าใจตรงนี้ เราต้องอบรมจิตนั้นให้ประกอบด้วยวิชชา เมื่ออบรมจิตนั้นประกอบด้วยวิชชา เราก็จะเดินในทางที่เป็นกุศลนั่นเอง อาศัยกุศลนั้นเป็นทางเดินเป็นที่พึ่งนั่นเอง จนกว่าจะเข้าถึงมรรคผลนิพพาน อันนี้เป็นหลักสำคัญในพระพุทธศาสนา

วิปัสสนาบนหน้าข่าว

พระพุทธเจ้าจึงตรัสไว้“สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม กรรมจำแนกสัตว์ให้หยาบและประณีต”กรรมนั้นมาจากจิตดวงนั้นประกอบด้วยวิชชาหรืออวิชชานั่นเอง ถ้าเราเข้าใจเหตุดั่งนี้ ต้องย้อนกลับมาหาตัวเอง มาอบรมใจ อบรมจิตนี้ให้มีวิชชาเกิด ถ้าทำได้ดั่งนี้ การเดินทางในวัฏสงสารก็จะปลอดภัย มีที่พึ่งที่อาศัย เหตุนั้นท่านกล่าวสอนไว้“เรามีกรรมเป็นของของตน มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นผู้ติดตาม มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย จะทำกรรมอันใดไว้ ดีหรือชั่ว จักได้รับผลแห่งกรรมนั้น”

บางคนก็อาจจะว่าฉันทำดีตลอดชีวิต ทำไมไม่ประสบสิ่งที่ดี คนนั้นทำความชั่ว คอร์รัปชั่น คดโกงเอาเปรียบคนอื่น ทำไมรวยเอาๆ อันนี้เราไปดูภายนอก แล้วก็ดูในช่วงสั้น กรรมนั้นมันไม่ใช่เกิดเฉพาะปัจจุบันชาติ อดีตชาติก็มีการสร้างกรรม สร้างต่อเนื่องกันมาตลอดทั้งกุศลและอกุศล แม้แต่ปัจจุบันชาติก็สร้างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เหตุนั้นกรรมมันให้ผล ก็ขึ้นกับกรรมนั้นหนักหรือเบา ให้ผลเร็วหรือช้า กรรมบางอย่างให้ผลในปัจจุบันชาติ กรรมบางอย่างให้ผลในชาติหน้า กรรมบางอย่างให้ผลในชาติที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ไป แล้วแต่ความหนักเบาของกำลังของกรรมนั้น ความหนักเบาของกรรมนั้นมันก็มีมูลเหตุ

มูลเหตุที่หนึ่งคือผู้กระทำกรรม ผู้กระทำกรรมนั้น จิตนั้นมีเจตนาหนักแน่นหรือเจตนาเบา มันก็ทำต่างกัน ยกตัวอย่างง่ายๆ เหมือนคนหนึ่งจะฆ่าสัตว์นี่ คนที่มีเจตนาจะฆ่าวัวมาเป็นอาหารอย่างนี้ เขาก็มุ่งมั่นที่จะฆ่า อีกคนหนึ่งไม่ได้มีเจตนามาก เรื่องของยุงเรื่องของมด เพราะนั้นเจตนา ๒ คน ที่ฆ่าตรงนี้มันไม่เท่ากัน กรรมที่ให้ผล กำลังแห่งกรรมนั้นก็ไม่เท่ากัน กรรมหนักกรรมเบาก็ต่างกัน แม้แต่การทำกุศลเหมือนกัน การทำบุญมันก็มีความหนักเบาต่างกัน อันนี้ขึ้นกับปัญญาของคนกระทำ เพราะกุศลที่จะเกิดได้ต้องอาศัยตัวสติปัญญาของผู้กระทำ ถ้าอกุศลที่จะเกิดขึ้นได้มาก ก็อาศัยอวิชชาความหลงผิดที่มากเป็นเหตุนั่นเอง กุศลจะเกิดได้มากก็อาศัยสติปัญญาที่มาก

เหตุนั้นอาตมาจึงบอกพระชีอยู่เรื่อย ที่วัดเรานั้นมีคติว่า “ทำน้อยให้ได้มาก ทำมากได้น้อยไม่ทำ” พูดเป็นคติเตือนใจ ทำไมทำมากได้น้อยไม่ทำ เพราะถ้าเราทำมากแล้วได้น้อย แสดงว่าการกระทำนั้นไม่ได้กอบด้วยสติปัญญาสมบูรณ์ ถ้าทำน้อยแล้วได้มาก แสดงว่าการกระทำนั้นได้เกิดจากการใช้สติปัญญาที่สมบูรณ์ในการกระทำนั้น

สติปัญญาที่สมบูรณ์นั้นต้องรู้เหตุปัจจัยของการกระทำนั้นๆ นี่ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าทำบุญกับพระ ถ้าพระนั้นจิตท่านไม่มีโลภ โกรธ หลง ทำแล้วท่านไม่สำคัญว่าเป็นของท่าน ท่านนำไปทำประโยชน์ต่อพระศาสนา ประโยชน์พระศาสนานั้นเพื่ออะไร เพื่อให้มีวัดใหญ่ มีโบสถ์ใหญ่ มีอาณาบริเวณมาก มีความยิ่งใหญ่ มีอาณาจักรที่ใหญ่โต อันนี้ใช่ประโยชน์พระศาสนาไหม

ประโยชน์พระศาสนาแท้คืออะไร เรากำลังหลงประเด็น วัดใหญ่วัดโต ถาวรวัตถุใหญ่โต ไม่ใช่เครื่องหมายที่จะแสดงถึงความเจริญในพระพุทธศาสนา อันนั้นมันเป็นผลทางอ้อม ทางอ้อมอย่างไร ทางอ้อมหมายความว่า ๑ ญาติโยมมีศรัทธาที่จะช่วยทะนุบำรุงถาวรวัตถุใช่ไหม ทางอ้อมอย่างหนึ่ง ถ้าพระชีเยอะ ผู้ปฏิบัติธรรมเยอะ อาคารสิ่งก่อสร้างก็ต้องใหญ่ตามตัว ไม่นั้นมันไม่มีที่อยู่ ถูกไหม

แต่ประโยชน์พระศาสนาที่แท้จริงนั้น เราไปศึกษาได้ พระไตรปิฎกตั้งแต่เล่มแรกจนถึงเล่มสุดท้าย พระพุทธเจ้าสอนอะไร หลักสำคัญในพระศาสนาสอนอะไร สอนชี้เข้ามาสู่ใจของเรานั่นเอง อบรมใจเรานั้นให้มีวิชชานั่นเอง ให้ละอวิชชา ถ้าละอวิชชาก็ละโลภโกรธหลงนั่นเอง เมื่อใจดวงนั้นมีวิชชา มีตัวสติปัญญา จิตดวงนั้นย่อมทำประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่นคือประโยชน์สังคมได้มากมาย เมื่อพระมีความรู้แจ้งในใจตนเองแล้ว ก็ได้แนะนำญาติโยมศาสนิกชนทั้งหลาย ให้มีดวงตาเห็นธรรม ให้รู้แจ้งในเหตุปัจจัยทั้งหลาย เมื่อสาธารณชนทั้งหลายรู้แจ้งเห็นจริงในใจตนเองแล้ว ประพฤติปฏิบัติจะถูกไหม เมื่อประพฤติปฏิบัติถูก อันนั้นมีผลอย่างไรต่อสังคม สังคมนั้นก็จะประกอบด้วยความสงบร่มเย็น ถูกไหม

ที่มันวุ่นวายเพราะคนใช่ไหม ถ้าคนรู้แจ้งเห็นธรรมจริง ความสงบร่มเย็นจะมีไหม เพราะไม่มีคนวุ่นวาย จริงไหม นี้ประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ จิตที่กอบด้วยสติปัญญานั้น เมื่อรู้แจ้งในตนเองก็ไม่โง่ เขาจะสามารถพิจารณาเหตุปัจจัยภายนอก เมื่อพิจารณาเหตุปัจจัยภายนอก ย่อมสามารถยังประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ต่อสังคมนั้นได้สูงสุดนั่นเอง เพราะตัวสติปัญญาเป็นตัวที่ทำให้ประโยชน์นั้นสูงสุด จริงไหม เพราะฉะนั้นอานิสงส์มันจึงย้อนกลับสู่สังคมนั้น เหตุนั้นการทำบุญในพระศาสนานั้นจึงมีอานิสงส์มากไง เพราะทำให้จิตทุกดวงนั้นสู่ความสงบร่มเย็น สู่ความมีสติปัญญา จึงเป็นเหตุปัจจัยให้สังคมนั้นสงบร่มเย็นนั่นเอง มันจึงมีอานิสงส์มาก เพราะทำให้คนมีปัญญา ถูกไหม

เพราะฉะนั้นต้องทำความเห็นให้ถูกต้องในแต่ละอย่าง แม้แต่การทำบุญ ถ้าทำถูก ทำถูกแล้วอานิสงส์มันเกิดมาก มันเกิดทั้งตนเอง มันเกิดทั้งสังคมนั่นเอง มันเป็นพลวัตที่จะกระจายออกไปมากมายหาประมาณมิได้

ตรงจุดไหนเป็นจุดสำคัญ มหาเหตุก็คือใจ ธรรมทั้งหลายมีใจถึงก่อน มีใจเป็นประธาน สำเร็จแล้วด้วยใจ กายกรรมวจีกรรมมันมาออกจากมโนกรรมนั่นเอง ใจนั้นถ้าประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิก็มุ่งสู่ตัวประโยชน์นั่นเอง ใจนั้นประกอบด้วยมิจฉาทิฐิก็มุ่งสู่โทษนั่นเอง จะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม แม้แต่จะสำคัญว่าตัวเองทำประโยชน์อยู่ แต่ก็หารู้ไม่ว่าตัวเองกำลังทำโทษ เพราะมิจฉาทิฐินั้นมันไม่เห็นเหตุเห็นผลที่แท้จริง

เหตุนั้นถ้าเรารู้ ให้อบรมใจเรานั้นให้มีวิชชา เมื่อมีวิชชาก็มีสัมมาทิฐิ มีความเห็นชอบ เขาเรียกว่าปัญญาเกิด เพราะฉะนั้นบ่อเกิดแห่งปัญญาอยู่ในใจเรา ที่เราเรียนรู้ทั้งหมด เคยสังเกตไหม เคยพิจารณาไหม ที่เราทำทั้งหมดเราอยากได้ตัวปัญญา จริงไหม

ตัวปัญญามันจะอยู่ที่มือกับที่เท้าไหม อยู่ที่ตึกไหม โยมว่ามันอยู่ที่ไหน มันก็อยู่ที่ใจนั้นเอง ตัวอวิชชามันอยู่ที่ไหน มันก็อยู่ที่ใจ เพราะนั้นต้องอบรมใจ ผู้มีปัญญาเมื่อเห็นดั่งนี้จึงตั้งจิตลง ตั้งสัจจะให้มั่นคงที่จะอบรมใจตนเองนั้นให้มีวิชชานั่นเอง

ล้อมกรอบ

จากส่วนหนึ่งของธรรมเทศนาอบรมใจ

โดยพระอาจารย์วิชัย กัมมสุทโธ เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๙ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพฯ

ขอเชิญเป็นเจ้าภาพกฐินสามัคคี สร้างสิ่งก่อสร้างและเสนาสนะต่างๆ ณ สถานปฏิบัติธรรมป่าวิเวกสิกขาราม อ.พล จ.ขอนแก่น ในวันอาทิตย์ที่ ๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๙ เวลา ๑๑.๐๐ น. และขอเชิญร่วมพิธีอัญเชิญเสด็จพระบรมสารีริกธาตุสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวสสภู ในวันจันทร์ที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ เวลา ๑๗.๐๐ น. ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ๐๘-๔๖๐๓-๐๙๔๖ หรือ www.wiweksikkaram.org