
ปี2020”ท่องจำจะหมดไปจากญี่ปุ่น
“ปี 2020 การเรียนการสอนแบบท่องจำจะหมดไปจากประเทศญี่ปุ่น ตอนนี้รัฐบาลญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการเรียนรู้แบบคิดวิเคราะห์มากขึ้น
“ปี 2020 การเรียนการสอนแบบท่องจำจะหมดไปจากประเทศญี่ปุ่น ตอนนี้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเรียนรู้แบบคิดวิเคราะห์มากขึ้น” มร.ฮิโรอากิ มิยาฮาระ ประธานบริษัทกักเคน โฮลดิ้ง จำกัด ให้สัมภาษณ์ในโอกาสที่เดินทางมาประเทศไทย เพื่อเข้าพบ “พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของไทย เหารือแนวทางช่วยเด็กไทยให้เก่ง วิทย์-คณิต อย่างมีความหมาย บนพื้นฐานของจริยธรรม เมื่อเร็วๆนี้
มร.ฮิโรอากิ มิยาฮาระ
มิยาฮาระ เล่าว่า กักเคน โฮลดิ้ง จำกัด องค์กรด้านการศึกษาของประเทศญี่ปุ่น ก่อตั้งปี 2489 มีความตั้งใจฟื้นฟูระบบการศึกษาของประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยกระดับมาตรฐานการเรียนรู้ให้กับคนญี่ปุ่น เป็นผู้นำด้านสื่อการเรียนการสอน ด้าน STEM (วิทยาศาสร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ คณิตศาสตร์) การศึกษาปฐมวัย การศึกษาด้านจริยธรรมและพลเมือง เน้นการ เรียนอย่างสนุก มีความมั่นใจ และสนุกกับการใช้ชีวิต ซึ่งจะเกิดขึ้นได้หากเด็ก ๆ มีทักษะการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ทำให้เด็ก ๆ รู้จักสังเกต ตั้งคำถาม มีความกระหายอยากรู้ ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค จนแก้ปัญหาด้วยตัวเองและกับเพื่อน ๆ
ทั้งนี้ล่าสุดกักเคนฯได้จับมือกับ สถาบัน นานมีบุ๊คส์ อินโนเวชั่น เปิดโรงเรียนสอนพิเศษรูปแบบใหม่ ในชื่อ Gakken Classroom ประเทศไทย โรงเรียนสอนพิเศษเพื่อเสริมทักษะการเรียนรู้แก่เด็ก ปลูกฝังทักษะที่จำเป็นของชีวิตในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะการคิดวิเคราะห์ การลงมือทำ ทักษะการอ่านจับประเด็นเพราะในโลกปัจจุบันเด็กๆ ต้องเผชิญกับคำถามที่ไม่ได้มีเพียงคำตอบเดียว แนวคิดนี้เชื่อมโยงกับการประเมินระดับนานาชาติ PISA จนทำให้ญี่ปุ่นครองอันดับ 4 ของโลกในปี 2558 ซึ่ง“ห้องเรียนทดลองวิทย์” ของ กักเคน (Gakken) ช่วยครูประถมที่ไม่ได้จบวิทย์กว่า 400 โรงเรียนในประเทศไทย ให้สอนวิทยาศาสตร์แบบ hands-on ทำให้นักเรียนเรียนอย่างสนุกสนานและมีความหมาย
“คิม จงสถิตย์วัฒนา” กรรมการผู้จัดการ บริษัท นานมีบุ๊คส์ จำกัด เปิดเผยว่าจากการเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของ มิยาฮาระ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในประเทศญี่ปุ่น ที่สามารถพลิกการจัดการศึกษาให้มีประสิทธิภาพ จากการเรียนรู้แบบยัดเยียดเนื้อหาเพียงให้สอบได้ สู่การเรียนรู้แบบมีความหมายและเน้นคิดวิเคราะห์
โดยมีประเด็นแลกเปลี่ยน 3 ข้อด้วยกันคือ 1. พัฒนาครูคณิตศาสตร์ให้จัดการเรียนรู้ตามศักยภาพของนักเรียนเป็นรายบุคคล มีทักษะคิดวิเคราะห์ โดยอาศัยประสบการณ์ที่ กักเคน ได้รับเชิญจากรัฐบาลอินโดนีเซียให้ไปช่วยพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ 2.พัฒนาการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ในระดับประถมแบบ hands-on และ inquiry-based ให้มีคนสนใจเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาและอาชีวะในด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์มากขึ้น ซึ่งมีความจำเป็นอย่างมากในการสร้างความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ
3.นำเสนอหลักสูตรจริยธรรม (Moral Studies) เพื่อให้เด็กไทยได้พัฒนาด้านจริยธรรมควบคู่ไปกับด้านวิชาการ โดยใช้วิธีการจัดการเรียนการสอน ทั้งแบบเรียนและการพัฒนาครู ที่พิสูจน์ความสำเร็จในการสร้างคนที่มีคุณภาพในญี่ปุ่นมาแล้ว
มิยาฮาระ อธิบายเสริมว่าเด็กในยุคสมัยนี้ต้องเผชิญกับคำถามที่ไม่ได้มีเพียงแค่คำตอบเดียว หรืออาจเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ จึงมีความจำเป็นที่ต้องเสริมสร้างทักษะคิดวิเคราะห์รอบด้าน พร้อมรับสถานการณ์จริงให้เด็กๆ มีทักษะที่ดี ด้วยการสร้างทักษะพื้นฐานทางวิชาการ สร้างทักษะพื้นฐานทางมารยาท ไม่อ้างอิงกับระดับชั้นเรียน และเรียนรู้ด้วยตนเอง รวมถึงส่งเสริม 4 ทักษะการเรียนรู้ที่จำเป็นต่อเด็กในปัจจุบัน ได้แก่ ความสนุกสนาน ความเข้าใจ ความต่อเนื่อง และการประยุกต์ใช้
โดยจัดการเรียนการสอนตามความเหมาะสมของเด็กแต่ละคน ไม่ใช่ให้ครูผู้สอนมายืนหน้าชั้นเรียน แต่เป็นการออกแบบการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับเด็ก ผ่านใบงานที่เหมาะกับเด็ก กระบวนการที่เด็กจะได้รับคำแนะนำจากครูผู้สอนโดยตรง เพื่อทำให้เด็กอ่านโจทย์ คำถามได้ มีกระบวนการคิดหลากหลาย พัฒนาตามศักยภาพของตนเอง และรู้จักพลิกแพลงได้ทุกสถานการณ์ เชื่อมโยงกับ ชีวิตประจำวัน
“คาดหวังว่าจะได้ร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการของประเทศไทยในการพัฒนาวิธีการเรียนการสอนด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เพื่อตอบโจทย์ในการสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพ ที่สามารถขับเคลื่อนประเทศต่อไปในอนาคต” มิยาฮาระ กล่าวทิ้งท้าย



