ไลฟ์สไตล์

เกษตรกรรุ่นใหม่

เกษตรกรรุ่นใหม่

17 ส.ค. 2552

เมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว ได้มีความร่วมมือกันระหว่าง 4 หน่วยงานคือ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

เพื่อพัฒนา “เกษตรกรมืออาชีพยุคใหม่” ขึ้น หลักคิดก็คือว่าทุกวันนี้เกษตรกรรุ่นเดิมกำลังก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุ และมักจะสั่งสอนลูกหลานว่าให้ไปเรียนสูงๆ จะได้เป็นเจ้าคนนายคน อย่ามาทำการเกษตร เพราะว่ายิ่งทำก็ยิ่งจน หากปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป ประเทศไทยก็มีโอกาสได้หาซื้อข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านมารับประทานกันแน่นอนในอนาคตอันใกล้นี้ ดังนั้น การสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่เพื่อทดแทนรุ่นเดิมจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพียงแต่ว่าจะมีวิธีการสร้างได้อย่างไรเท่านั้นเอง

 คำว่า เกษตรกรมืออาชีพยุคใหม่ น่าจะเป็นความใฝ่ฝันของประเทศ เพราะว่าคำนี้ประกอบด้วยคำสำคัญอยู่ 3 คำด้วยกันคือ เกษตรกร มืออาชีพ และยุคใหม่ คำว่าเกษตรกรก็หมายถึงผู้ที่หาเลี้ยงชีพได้ด้วยการทำการเกษตรเป็นหลัก ส่วนคำว่ามืออาชีพก็หมายความว่าเป็นผู้นำและได้รับการยอมรับในสาขานั้นๆ และคำว่ายุคใหม่หมายความว่าต้องใช้ข้อมูลจากแหล่งต่างๆ เข้ามาช่วยในการตัดสินใจ การสร้างคนให้เป็นเกษตรกรมืออาชีพยุคใหม่ จึงต้องมุ่งที่จะสร้างคนให้ไปทำอาชีพการเกษตรที่ประสบความสำเร็จจนกระทั่งสามารถเป็นผู้นำในด้านนั้นๆ ได้ และแน่นอนว่าการตัดสินใจเลือกพืชทีจะปลูกหรือเลือกสัตว์ที่จะเลี้ยง ต้องอิงอยู่บนฐานของความรู้และข้อมูลเป็นหลัก

 ปัญหาที่เด็กรุ่นใหม่ไม่อยากเข้ามาทำอาชีพเกษตรเพราะว่าทำแล้วเหนื่อย แต่ที่สำคัญคือไม่สามารถเลี้ยงชีพได้อย่างเหมาะสม จึงหันไปเป็นลูกจ้างที่ได้รับเงินรายเดือนแทน แต่ว่าหากเราบริหารจัดการได้ดี ก็สามารถสร้างรายได้ให้เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพได้เช่นกัน

 จากความร่วมมือกับ ส.ป.ก.ดังกล่าว ภายใต้โครงการนี้ ส.ป.ก.มีบทบาทในการหาที่ดินให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการประมาณ 3-5 ไร่ ซึ่งหากมองดูแล้วก็เหมือนกับว่าไม่น่าจะพอกิน แต่ว่าหากทำการเกษตรด้วยความรู้ในพื้นที่ 3 ไร่ ก็มีโอกาสสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่าเงินเดือนราชการปริญญาตรีเช่นกัน

 ดังนั้น วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีที่มีบทบาทในการสร้างนักเรียนอาชีวศึกษา เพื่อออกไปทำอาชีพเกษตร จึงต้องเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีสอน โดยมีโจทย์ตั้งต้นว่าทำอย่างไร จึงจะสอนเด็กให้จบออกไปและสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่าเงินเดือนปริญญาตรีของทางราชการในพื้นที่ประมาณ 3 ไร่ หากทำได้สำเร็จก็หมายความว่าวิทยาลัยเกษตรฯ จะกลับมามีบทบาทอย่างมากในการสร้างคนเพื่อไปประกอบอาชีพเกษตรโดยตรง และเด็กรุ่นใหม่ที่เคยมองว่าการทำเกษตรแล้วจน อาจได้เปลี่ยนวิธีคิดไปด้วย

 ตอนนี้มีวิทยาลัยเกษตรฯ ที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 7 แห่ง และได้เริ่มเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีสอนใหม่ โดยมุ่งเน้นเป็นโครงงานแทนการต้องไปนั่งเรียนในห้องแบบเดิม ประกอบกับนำความรู้ด้านการตลาดเข้ามามีส่วนในการตัดสินใจเลือกพืชที่จะปลูกหรือสัตว์ที่จะเลี้ยง โดยต้องมีความรู้เรื่องต้นทุน กำไร และช่องทางการตลาด ซึ่งช่วงแรกนี้ก็ใช้ที่ดินในวิทยาลัยเป็นที่ลองวิชา ปรากฏว่าระหว่างเรียน เด็กเหล่านี้ก็เริ่มมีรายได้ขึ้นมาแล้ว และแน่นอนว่ากำลังใจก็เกิดตามมา

 ด้าน ส.ป.ก.ก็สนใจโครงการนี้และกำลังขยายผลออกไป โดยพยายามจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เพื่อทำหลักสูตร 3 เดือน และมีข้อแม้ว่าต่อไปนี้ใครที่จะรับที่ดิน ส.ป.ก.จะต้องผ่านการอบรมดังกล่าวก่อน โดยเมื่อสัปดาห์ก่อนก็ได้มีการระดมความคิดระหว่างเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.จังหวัดต่างๆ และ สอศ. ซึ่งเป็นต้นสังกัดของวิทยาลัยเกษตรฯ ทั้งหลาย เพื่อหาทางวางหลักสูตรการอบรม โดยอยู่บนหลักการคล้ายๆ กับโครงการการพัฒนาเกษตรกรมืออาชีพยุคใหม่

 ต่อไปนี้คงจะเปลี่ยนชื่อให้สั้นเข้าและหลอมรวมกลายเป็นโครงการเดียว คือโครงการการสร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ แต่ก็มีเป้าหมายร่วมกันอันเดียวคือการสร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ เพื่อเข้ามาทำอาชีพเกษตรอย่างแท้จริง!

พีระเดช ทองอำไพ