
ปฏิรูประบบประกันสุขภาพ!กำหนดสิทธิรักษาพยาบาล 3 ชุด
ปฏิรูปประกันสุขภาพประเทศ! กำหนดสิทธิรักษาพยาบาล 3 ชุด "สิทธิหลัก"ทุกคนได้เหมือนกันหมด "สิทธิเสริม"ขึ้นกับแต่ละกองทุน-จ่ายเอง
เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ที่โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ในการประชุมวิชาการระดับชาติ ด้านหลักประกันสุขภาพของประเทศไทย ครั้งที่ 2 ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) บรรยายเรื่อง " ทิศทางนโยบายการดำเนินการหลักประกันสุขภาพ"ว่า 14 ปีที่ประเทศไทยมีระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทอง มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเป็นไปตามบริบทสังคม สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และประชาชนในประเทศ แต่ที่ผ่านมายังไม่สามารถดำเนินการได้เต็มที่เพราะติดขัดกฎระเบียบต่างๆ แต่จะต้องทำให้ระบบบัตรทองยั่งยืน มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม โดยทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการประคับประคองและสนับสนุนระบบ ไม่ใช่ให้ส่วนใดส่วนหนึ่งเท่านั้น
ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าวอีกว่า นโยบายดูแลสุขภาพของประชาชนไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่จะต้องทำให้ระบบประกันสุขภาพของประเทศมีคุณภาพและประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน ซึ่งการจะพัฒนาไปข้างหน้าจะต้องมีการปรับเปลี่ยนหรือปฎิรูประบบประกันสุขภาพต้องเกิดขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้รับความเท่าเทียมดีกว่าเดิม เบื้องต้นคณะกรรมการจัดทำแนวทางการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่มีศ.นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล อดีตอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นประธาน ได้เสนอให้มีการจัดทำสิทธิประโยชน์พื้นฐานหรือสิทธิประโยชน์หลัก โดยประชาชนในทุกสิทธิการรักษาพยาบาลทั้งประกันสังคม สวัสดิการข้าราชการ และบัตรทองจะได้รับเท่าเทียมกันทุกคน และยืนยันว่าการกำหนดสิทธิประโยชน์พื้นฐานนั้น ประชาชนจะได้รับสิทธิไม่น้อยกว่าสิทธิปัจจุบันที่ได้รับอยู่อย่างแน่นอน
"ส่วนการสร้างความยั่งยืนในเรื่องระบบการเงินการคลังในระบบประกันสุขภาพนั้น ว่าจะได้รับเงินเพิ่มจากไหนอยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งมีได้หลากหลายรูปแบบ ส่วนจะมีการร่วมจ่ายหรือไม่อย่างไร ก็ต้องมาดูว่าเมื่อมีสิทธิประโยชน์พื้นฐานแล้ว สิ่งที่เป็นส่วนเพิ่มจากนี้จะมาจากไหนได้อย่างไรบ้าง แม้แต่ในประเทศญี่ปุ่นที่รวยกว่าเราหรือประเทศอื่นๆก็ไม่สามารถทำให้ประชาชนได้รับสิทธิรักษาพยาบาลเท่ากันหมด จะให้ทุกคนนอนรักษาในห้องสวีทเหมือนกันหมดก็ไม่ได้ ไม่มีประเทศไหนทำได้ แต่สิทธิประโยชน์พื้นฐานทุกคนต้องได้เท่าเทียมกัอนหมด"ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าว
ศ.นพ.ภิรมย์ กล่าวว่า หลังจากที่รมว.สธ.ได้แต่ตั้งคณะกรรมการจัดทำแนวทางการพัฒนาระบบฯตนได้ตั้งคณะทำงานของคณะกรรมการฯเพิ่มขึ้น 4 ชุด เพื่อพิจารณาในประเด็นต่างๆ ประกอบด้วย 1.ยั่งยืนและเพียงพอ 2.ความเป็นธรรม 3.จัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และ4. ให้บริการแบบมีประสิทธิภาพ ในขั้นต้นคณะกรรมการฯจะเสนอของคณะทำงานชุดที่2ในเรื่องความเป็นธรรมก่อน โดยในเรื่องความเป็นธรรมระหว่างระบบประกันสุขภาพ เสนอให้มีการจัดทำชุดสิทธิประโยชน์ในการรักษาพยาบาลของประชาชน แบ่งเป็น 1.ชุดสิทธิประโยชน์หลักด้านสุขภาพ 2.สิทธิประโยชน์เสริมตามข้อกำหนดของแต่ละกองทุน ซึ่งจะเป็นส่วนที่เพิ่มเติมโดยนายจ้าง เช่น บัตรทองขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) สิทธิข้าราชการกำหนดโดยกรมบัญชีกลาง และประกันสังคมกำหนดโดยสำนักงานประกันสังคม และ3.ชุดสิทธิประโยชน์เสริม ซึ่งจะเป็นส่วนเพิ่มตามแต่ละบุคคลเองหรือประชาชนจ่ายเองได้
ศ.ดร.นพ.ศุภสิทธิ์. พรรณารุโณทัย อดีตคณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร(มน.). กล่าวว่า ในส่วนของการกำหนดชุดสิทธิประโยชน์พื้นฐานด้านสุขภาพ จะต้องพิจารณารายการที่จะกำหนดโดยยึดหลักเป็นบริการที่ผ่านการพิสูจน์ว่ามีคุณภาพและคุ้มทุนตามวิธีการประเมินทางเศรษฐศาสตร์ คำนึงถึงความสามารถในการจ่ายของประเทศ และความเป็นธรรมทางสุขภาพ ทั้งนี้ ชุดสิทธิประโยชน์หลักอาจจะต้องพิจารณาให้ประกอบทั้ง ชุดสิทธิประโยชน์หลักด้านสุขภาพ และชุดสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพขั้นครัวเรือนล้มละลายที่เป็นการรักษาที่มีราคาแพง
ศ.นพ.ศุภสิทธิ์ กล่าวอีกว่า วิธีดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายคือให้มีการกำหนดสิทธิประโยชน์หลักเกิดขึ้นนั้น จะต้องมีการตรากฎหมายให้เป็นกรอบปฏิบัติการร่วมกัน โดยจะต้องออกเป็นพรบ.ซึ่งขณะนี้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)กำลังพิจารณา อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ใช้ประกันสุขภาพเอกชนจัดบริการตามชุดสิทธิประโยชน์หลัก ต้องมีกลไกกำกับให้ประชาชนได้รับสิทธิประโยชน์หลักเหมือนกัน และกรณีใช้ประกันสุขภาพเอกชนจัดบริการตามชุดสิทธิประโยชน์เสริม จะต้องดูให้ไม่ทับซ้อนกับสิทธิประโยชน์หลัก
ศ.นพ.ศุภสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า กรณีการกำหนดสิทธิประโยชน์หลักแล้วจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับการร่วมจ่ายนั้น ในการออกแบบกฎหมายอาจจะออกแบบระบบร่วมจ่ายให้เป็นตามลำดับจากมากไปน้อยและมีระบบติดตามความเหลื่อมล้ำ โดยอาจจะพิจารณาใน 3 ส่วน คือ 1.ส่งเสริมระบบประกัน โดยให้ร่วมจ่ายก่อนป่วย กรณีที่ไม่ใช่สิทธิประโยชน์หลัก เช่น ค่าห้อง อาหารพิเศษ ส่วนเกินค่าอุปกรณ์การแพทย์ ที่บางส่วนอาจจะให้นายจ้างจ่าย 2.ร่วมจ่ายเมื่อป่วย เฉพาะกรณีเสริมจากสิทธิประโยชน์หลัก เช่น จ่ายเมื่อไปใช้บริการคลินิกนอกเวลา หรือหัตถการไม่เร่งด่วนนอกเวลา และ3.ร่วมจ่ายเมื่อป่วย กรณีสิทธิประโยชน์หลัก ให้กำหนดเพดานร่วมจ่ายต่อปี เพื่อลดภาระกรณีโรคเรื้อรัง อย่างในประเทศสวีเดนจะให้จ่ายทุกครั้งที่ไปรับบริการรักษาพยาบาล แต่ไม่เกิน 500 บาทต่อปี
"ในส่วนของคนจนกรณีการร่วมจ่าย อาจออกแบบระบบให้คนจนมีผู้รับผิดชอบแทน ซึ่งผมเสนอเองว่าให้จ่ายผ่านกองทุนสุขภาพตำบลที่สปสช.จัดสรรงบให้ส่วนหนึ่งและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)สมทบอีกส่วนหนึ่งมาใช้เป็นส่วนร่วมจ่ายเพื่อคนจน เท่ากับเป็นการมอบความรับผิดชอบการคัดกรองคนจนไปที่อปท."ศ.นพ.ศุภสิทธิ์กล่าว
//////////////



