ไลฟ์สไตล์

จัดการภายใน...ภายนอกเรียบวุธเอง

จัดการภายใน...ภายนอกเรียบวุธเอง

10 ต.ค. 2559

โดย - พิสุทธิ์ เกรียงบูรพา

ช่วงเทศกาลกินเจ ผู้เขียนมีโอกาสทบทวนฟังพระธรรมเทศนาจากท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุเรื่อง“วิปัสสนาระบบลัดสั้น”ท่านว่า คนธรรมดาอย่างเราๆ ท่านๆ สามารถทำได้ในทุกหนทุกแห่ง และหวังผลได้เช่นกัน แม้จะลัดสั้นก็ตาม น่าสนใจทีเดียวครับ

ใครที่ทำสัมมาสมาธิเป็น พอชำนาญพอสมควร แม้จะนั่งอยู่บนรถไฟฟ้าอันหนาแน่นด้วยผู้คน หรือกำลังรอยาจากโรงพยาบาลรัฐที่ว้าวุ่น หรือนั่งอยู่กลางวงดุริยางค์ที่กำลังบรรเลงเสียงดังลั่น ฯลฯ ก็ตาม คนผู้นั้น ก็ยังสามารถจะดึงเอาจิตเข้าไปจัดการภายใน ได้ในเสี้ยวนาที แล้วภายนอกทั้งหลายจะเรียบร้อยเอง ประดุจเรียบวุธ เสร็จสรรพ อย่างน่าอัศจรรย์!

จัดการภายใน...ภายนอกเรียบวุธเอง

ทำให้ผมย้อนนึกไปถึง บทความก่อนหน้าที่เขียน พ่อโยนตัวต่อ (Jig saw) แผนที่โลกอันยุ่งเหยิงให้ลูกชายวัย ๘ ขวบเล่น หวังจะให้เลิกซนซะ ๒ ชั่วโมง ปรากฏว่า เด็กต่อเสร็จสมบูรณ์ได้ภายในเวลา ๕ นาที แกเผยเคล็ดลับว่า ... ง่ายนิดเดียว ด้านหลังเป็นรูปคน ผมต่อรูปคนเสร็จ พลิกกลับมา แผนที่โลก ก็เสร็จด้วย

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า... จัดการเรื่องของคนเสร็จ เรื่องโลกก็จะเรียบร้อยโดยปริยาย

จะจัดการเรื่องของคนได้ ต้องจัดการภายในจิตของคนก่อน แล้วภายนอกจะเรียบวุธเอง

ฉันใดก็ฉันนั้น

ที่ผมมักทำเสมอยามว้าวุ่นใจ คือ วิปัสสนาลัดสั้นตามที่ท่านพุทธทาสสอน โดยเริ่มจาก อานาปานสติหมวดที่ ๑ (กาย) หายใจเข้าหายใจออกจนสงบรำงับแล้วกระโดดมาที่ หมวดสุดท้าย (ธรรม) เลย (หากเรียงตามปกติ ๔ หมวด จะมี กาย-เวทนา-จิต-ธรรม, หมวดละ ๔ ขั้นตอนรวมเป็น ๑๖ คืออานาปานสติอย่างสมบูรณ์)

วิธีการปฏิบัติก็คือ เมื่อกำหนดสติรู้ลมหายใจเข้า-ออกอย่างต่อเนื่องได้แล้ว รู้ลมยาว-ลมสั้น ลมหยาบ-ละเอียด ชัดแล้ว ก็ให้น้อมพิจารณาจนเห็นอนิจจัง คือความไม่เที่ยง ความแปรเปลี่ยนของลมหายใจเข้าและลมหายใจออก ที่บางครั้งยาว บางครั้งสั้น บางครั้งก็ไม่รู้ว่า ลมหายใจหายไปไหน มันโปร่งโล่งสบายๆ รับรู้เสียงภายนอกก็เป็นเรื่องของเสียงภายนอก แล้วเสียงนั้นหาได้เข้ามารบกวนจิตใจไม่ จิตก็แจ้งประจักษ์ชัดเองว่า ทุกอย่างล้วนไร้แก่นสาร ไมีสาระอันใดที่จะไปยึดไว้ได้เลย แม้แต่จิตก็ยังแปรเปลี่ยนไปตามสภาวะของมัน จิตเองก็หาใช่ตัวเราไม่ แล้วเมื่อดึงจิตมาน้อมพิจารณากายลมนั้นไม่เที่ยง ร่างกายเรา ก็ไม่เที่ยงเหมือนกัน สิ่งภายนอกเล่า ก็ไม่เที่ยงเช่นกัน

จัดการภายใน...ภายนอกเรียบวุธเอง

เมื่อเห็นสัจธรรมของความแปรเปลี่ยน และมิใช่ตัวตน เราเขาเช่นนั้นแล้ว จิตจึงจางคลายจากสิ่งเคยยึดถือมั่นมาสู่สภาวะสบายๆ เบาๆ เห็นเป็นเพียงกองธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศธาตุ วิญญาณธาตุ มาประชุมกันโดยมีจิตเป็นประธาน เมื่อจิตกระทบสิ่งภายนอกแล้วปรุงแต่งก็เกิดสมุทัย อันก่อให้เกิดกิเลสตัณหาและอุปาทาน ทั้งปวงเอง ในชั่วขณะสั้นๆ นั้น และถ้าหยุดปรุง ทุกข์ก็ดับในชัั่วขณะสั้นๆ เหมือนกัน

เป็นอันว่า เมื่อภายในได้ถูกจัดการเรียบร้อยดีแล้ว เมื่ออายตนะภายใน (ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ) เปิดรับกลับสู่ภายนอก ก็สามารถดำเนินชีวิตในโลกได้อย่างมีสติ สุขุมคัมภีรภาพ กระทบสิ่งใด สิ่งนั้นหาได้นำทุกข์มาได้โดยง่ายอีกต่อไป ด้วยการตั้งรับของ “สติ” ภายในที่มั่นคง แก่กล้า นั่นเอง

อานิสงส์ของการทำอานาปานสติ ขอกล่าวเน้นย้ำอีกที มีเพียง ๒ ประการเท่านั้น คือ นำจิตท่านถึง อนาคามิผล หรือ อรหัตผล เท่านั้น .... ช่างเป็น สิ่งที่คุ้มค่า น่าลงทุนลงแรง อะไรเช่นนี้

น่าแปลกที่ชาวพุทธเรา มีของดีจากบรมครู สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่วิเศษขนาดนี้แล้ว แต่วิธีการรับมือต่อปัญหาชีวิต ปัญหาบ้านเมือง ของใครต่อใครหลายคน ยังคงเปะปะ เลอะเทอะ วุ่นวายทั้งภายนอก ว้าวุ่นทั้งภายใน อยู่วันยังค่ำ... เป็นไปได้ไหมที่คนส่วนใหญ่ มักหลงทาง มุ่งเน้นแต่ปัญหาไกลตัว มากกว่าใกล้ตัว หรือใส่ใจแต่ปัจจัยภายนอก โดยละเลยปัจจัยภายใน?

โบราณท่านยังกล่าว สนิมเกิดแต่เนื้อในตน กรุงศรีอยุธยาแตก ก็เพราะหนอนบ่อนไส้, พุทธศาสนา จะไม่มั่นคง ก็เพราะพวกเรากันเองนี่แหละ ที่มิได้ใส่ใจภายใน มิได้มุ่งเน้นการปฏิบัติชอบ มัวแต่ไปสนใจกลัวแต่ภัยภายนอก ลืมขจัดภัยภายในเสียก่อนให้ราบคาบ คือกิเลสตัณหา

พระพุทธเจ้า ไม่เคยเน้นวัตถุมากไปกว่าจิตใจ มิได้เน้นปริมาณ มากไปกว่าคุณภาพ ในเมื่อสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีพันธกิจต้องดูแล ปกป้องพระศาสนาแล้วไซร้ ทำไมไม่มามุ่งเน้นให้พระสงฆ์ และฆราวาส ได้ปฏิบัติธรรม ปูทางไปสู่การบรรลุธรรมให้ได้ในชาตินี้กันให้เต็มกำลัง หรือหากท่านพยายามทำอยู่แล้ว ผู้เขียนก็อนุโมทนาด้วย และขอให้พุทธบริษัทได้มีโอกาสปฏิบัติธรรมไปจนกว่าจะสิ้นทุกข์ทางใจในที่สุด

เพราะปลายทางนั้นคือ นิพพานัง ปรมัง สุญญัง:นิพพานเป็นธรรมว่างจากความทุกข์ ว่างจากกิเลส โลภ โกรธ หลง อย่างยิ่งเมื่อภายในจิตว่างจากสิ่งเหล่านี้ ปัจจัยภายนอกก็ไม่ต้องกล่าวถึง

โปรดอย่าลืมพุทธประสงค์ที่พระพุทธองค์ทรงฝากไว้กับพุทธบริษัท

ในเมื่อสำนักพุทธฯ ท่านทราบว่าประชากรเรามีเท่าไหร่ มีจำนวนวัด จำนวนพระสงฆ์เท่าไหร่ หากท่านส่งเสริมให้แต่ละวัด แต่ละสำนัก มีพระสุปฏิปันโนมีครูบาอาจารย์ที่สอนวิปัสสนากรรมฐานที่มีความมั่นคงแข็งแรงทางจิตใจแล้ว พร้อมที่จะออกศึกเป็นทัพหน้าพาชาวประชาสู้รบปรบมือกับกิเลสมารด้วยจิตตภาวนา สนับสนุนให้แต่ละวัดได้จัดหลักสูตรการปฏิบัติธรรมในหมู่บ้าน ในชุมชนนั้นๆ อย่างถูกตรงพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า จนชาวบ้านมีโอกาสดวงตาเห็นธรรม เป็นรายบุคคลๆ ไป กระทั่งคนไทยพูดได้เต็มปากว่า เป็นชาวพุทธ เป็นพุทธมามกะด้วยความศรัทธาอย่างแท้จริง

หากทำได้เช่นนี้แล้ว ชาวพุทธไทย กว่า ๙๕% จะไม่เสียทีที่เป็นชาวพุทธตามสำมะโนประชากรที่รัฐมุ่งมั่นให้ประชาชนมีหลักธรรมในการดำเนินชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนากันมาตั้งแต่เกิด หากรัฐช่วยส่งเสริมให้คนไทยได้รู้ถึงคุณค่าแห่งพระพุทธศาสนาที่ตนนับถือว่ามีประโยชน์อย่างไรต่อชีวิตตั้งแต่เกิดจนตายผู้คนที่ซ่า กล้าหาญในเรื่องโง่ๆ จำนวนหนึ่งซึ่งชอบอวดโอ่ประกาศตัวตนว่าฉันเป็นคนไร้ศาสนา เพราะเชื่อมั่นแต่หนึ่งสมองสองมือของตน และหลักวิทยาศาสตร์เท่านั้น

 หารู้ไม่ว่า ศาสนาพุทธ ก็เป็นหลักวิทยาศาสตร์ ซึ่งแม้แต่นักวิทยาศาสตร์เอกของโลก อย่างไอน์สไตน์ และผู้คนมากมายบนโลกนี้ยอมรับนับถือเพราะได้เห็นผลจากการปฏิบัติจิตตภาวนา อีกทั้งหลายประเทศก็ได้นำพระพุทธศาสนาเป็นอีกหนึ่งศาสนาประจำชาติของเขาไปเรียบร้อยแล้ว นั่นหมายความว่า หลักสูตรการศึกษาในประเทศของเขามีวิชาพระพุทธศาสนาบรรจุลงไปด้วย และมีพระไปสอนการทำสมาธิวิปัสสนาให้กันในชั้นเรียนตั้งแต่เด็กๆ เลยทีเดียว คิดดูว่าเมื่อพวกเขาโตขึ้น ประเทศของเขาจะมีคนมีคุณภาพที่่เก่งทั้งข้างนอก และข้างในก็เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณธรรมเพียงใด

ยิ่งกลัวปัจจัยภายนอกจะรุกราน ทำลาย ยิ่งต้องสร้างปัจจัยภายในให้แข็งแกร่งพอ มาสู้ๆ กับกิเลสกันเถอะ

ยิ่งกลัวโรคภัยไข้เจ็บจะรุกรานเท่าใด ยิ่งต้องออกกำลังสร้างภูมิต้านทานภายใน (Immune system) ให้เข้มแข็งไว้ เพราะหลักการรักษาโรคที่ดีที่สุด คือการป้องกันโรค ฉันใด, หลักการป้องกันความเสื่อมของพุทธศาสนา ที่ดีที่สุด ก็คือการทำให้พุทธศาสนิกชนได้เข้าถึงหัวใจของศาสนาได้จริงๆ จังๆ อย่างกว้างขวาง ฉันนั้นแล

หากทุกวันนี้ ชาวพุทธยังคงเมาบุญ หลงงมงายต่อการร้องขอพร ปรารถนามุ่งหวังผลให้บังเกิด โดยไม่สร้างเหตุปัจจัยที่สอดคล้องอยู่ร่ำไป ไม่ต้องมีศาสนาไหน มาเบียดเบียน รุกราน พุทธศาสนาหรอก ชาวพุทธที่หลงผิดจำนวนมหาศาลนี่แหละครับ ที่ทำให้พระศาสนาค่อยๆ อ่อนกำลังลง ด้วยพลังอวิชชาจากหมู่คณะนั่นเอง

ปัจจัยภายใน จึงย่อมสำคัญกว่าภายนอกเสมอ!

แก้เขา เราคงเหนื่อยเปล่า

แก้ที่เรา จะง่ายกว่าไหม

แก้ภายนอก หาสิ้นสุดไม่

แก้ภายใน ภายนอกจะจบเอง

คนไม่เข้าใจพระพุทธศาสนา ย่อมมีปัญหา อยู่เรื้อรัง

ยิ่งแก้ยิ่งติดตัง เหมือนลิงแก้แห

แก้ที่จิตตน จนเห็นธรรมแน่

เรื่องอื่นจะแก้ ได้ง่ายโดยปริยายฯ