ไลฟ์สไตล์

ปัญหาธรรมาภิบาลอุดมศึกษา แก้ได้หากทุกคนในสภาต่างทำหน้าที่

ปัญหาธรรมาภิบาลอุดมศึกษา แก้ได้หากทุกคนในสภาต่างทำหน้าที่

09 ต.ค. 2559

โดย ผศ.รด.รัฐกรณ์ คิดการ ประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย(ทปสท.)

            จากกรณีข่าวปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสถาบันอุดมศึกษา ไม่ว่าจะเป็น การทุจริต คอรัปชั่น ความขัดแย้งจากการสรรหาแต่งตั้งผู้บริหาร การเปิดหลักสูตรไม่มีคุณภาพ ปัญหาการบริหารบุคคล ฯลฯ ซึ่งปัญหาเหล่านี้อาจเรียกโดยรวม ว่า "ปัญหาการขาดธรรมาภิบาล" ซึ่งที่จริงปัญหาเหล่านี้ควรจะได้รับการแก้ไขให้จบได้ภายในของแต่ละสถาบัน ที่มีสภามหาวิทยาลัยทำหน้าที่กำกับดูแลการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยภายใต้การบริหารงานของอธิการบดี ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ตามหลักธรรมาภิบาล หากแต่สภาสถาบันหลายแห่ง กลับไม่ได้ทำตามบทบาทหน้าที่ของตนเอง ดังนั้นปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสถาบันแทนที่จะได้รับการแก้ไขให้จบสิ้นในสถาบัน กลับยืดเยื้อบานปลาย กลายเป็นปัญหาระดับชาติ จนถึงขนาดต้องใช้อำนาจพิเศษเข้ามาแก้ไข    

            แม้ว่าองค์ประกอบของสภาสถาบันจะมาจากคนหลายกลุ่ม คือ นายกสภา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ตัวแทนฝ่ายบริหาร ตัวแทนฝ่ายคณาจารย์ และกรรมการโดยตำแหน่ง(อธิการบดี ประธานสภาคณาจารย์ ฯลฯ) แต่เมื่อมารวมกันเป็นองค์คณะคนเหล่านี้กลับคิดและปฏิบัติไม่ต่างกัน คือ"เห็นชอบ" "อนุมัติ" แทบทุกเรื่องทุกอย่างตามที่ฝ่ายบริหาร(อธิการบดี) เป็นผู้เสนอ ที่สำคัญการตัดสินใจของสภามักตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลแค่ในแฟ้มเท่านั้น ทั้งที่หลายเรื่องจำเป็นต้องใช้ทั้งข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริง และเหตุผลเชิงจริยธรรมประกอบ แต่ส่วนใหญ่พวกเขาเหล่านั้นมักจะใช้เพียงแค่ข้อมูล(อาจจะด้านเดียวที่มีอยู่ในแฟ้ม)บวกกับความรู้สึกและประสบการณ์ของตัวเอง แล้วมีมติตามเสียงส่วนใหญ่(หรือคนที่เป็นใหญ่) ลองดูแนวโน้มความเป็นไปได้ในการตัดสินใจของกรรมการสภาแต่ละกลุ่มกันดูนะครับ 

          กลุ่มแรก นายกสภาและกรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ กลุ่มนี้ถือเป็นคนกลุ่มใหญ่และมีอิทธิพลที่สุดในการกำหนดมติใดๆ ขอสภา แต่กลับเป็นกลุ่มที่แทบไม่มีความรู้ความเข้าใจในปัญหาของสถาบัน หรือรู้น้อยที่สุด แต่ความเห็นของกลุ่มนี้กลับเป็นตัวชี้เป็นชี้ตายในสถาบัน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกและแต่งตั้งผู้บริหารทุกระดับ(ทั้งที่ไม่รู้จักไม่เคยเห็นหน้าคนที่ตัวเองเลือกด้วยซ้ำ) การมีมติในเรื่องสำคัญๆ หรือแม้แต่ "กรณีพนักงานถูกกลั่นแกล้งถูกให้ออกจากงานอย่างไม่เป็นธรรมจากฝ่ายบริหาร" ถ้ากรรมการกลุ่มนี้ใส่ใจ หาข้อมูล ศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้อง(ในสภามีคนเก่งกฎหมายเยอะแยะมากมาย แต่ไม่เคยอ่านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันที่ตัวเองเป็นกรรมการสภาอยู่) และมีความกล้าหาญทางจริยธรรม คิดว่าตัวเองมาทำหน้าที่เพื่อสังคมและประเทศชาติ ไม่ใช่มาตอบแทนบุญคุณอธิการบดีที่ให้โอกาส ให้ค่าตอบแทนการมาเป็นกรรมการสภา ปัญหาต่าง ๆในสถาบันอุดมศึกษาคงแทบไม่มี หรือมีก็คงไม่มาก

ปัญหาธรรมาภิบาลอุดมศึกษา แก้ได้หากทุกคนในสภาต่างทำหน้าที่

           กลุ่มต่อมาคือ ตัวแทนฝ่ายบริหาร กลุ่มนี้คงไม่ต้องพูดถึง ไม่กล้าพูด กล้าค้านอธิการบดีอยู่แล้ว(เรียกว่ามานั่งให้ครบองค์ แล้วรับเบี้ยประชุมไปตามระเบียบแค่นั้น) กลุ่มสำคัญที่น่าจะรู้ข้อมูลต่างๆ ในสถาบันดีที่สุดและควรมีบทบาทในการนำเสนอข้อมูลอีกด้านต่อสภาได้ดีที่สุด คือผู้แทนคณาจารย์ แต่ความเป็นจริงอาจกลับตรงกันข้าม โดยเฉพาะปัจจุบันผู้แทนคณาจารย์ส่วนใหญ่มาจากพนักงาน ซึ่งมีจุดอ่อนทั้งเรื่องสัญญาจ้าง การประเมินที่ฝ่ายบริหารกุมบังเหียนไว้เสร็จสรรพ หากเห็นต่าง หรือแสดงความคิดเห็นคัดค้าน ก็มักจะถูกหาเรื่องไม่ต่อสัญญา ยกเลิกสัญญา ประเมินไม่ผ่าน ดังที่ปรากฎเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ ในทางกลับกันหากเป็นคนที่ฝ่ายบริหารส่งลงสมัครตั้งแต่ต้น ก็เชื่อได้เลยเงียบสนิทตลอดวาระเลยทีเดียว  นอกจากนี้การเสนอความคิดเห็นอะไรของผู้แทนคณาจารย์ก็มักไม่ได้รับความสนใจ เนื่องจากถูกมองว่าด้อยทั้งวัยวุฒิและประสบการณ์ โดยเฉพาะตัวอธิการบดีจะมองผู้แทนคณาจารย์เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาอยู่ตลอดเวลาถึงขนาดขู่ในที่ประชุมยังเคยมี  

          กลุ่มต่อมาคือ กรรมการสภาโดยตำแหน่ง จะเรียกเป็นกลุ่มคงไม่ใช่ เพราะต่างคนต่างมีที่มาต่างกัน กลุ่มอาจประกอบด้วยอธิการบดี และประธานสภาคณาจารย์ (ในส่วนของมหาวิทยาลัยราชภัฏมีประธานคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย) ประธานสภาคณาจารย์ น่าจะมีบทบาทมากในสภามหาวิทยาลัย แต่ก็มักจะถูกตราหน้าว่าเป็นฝ่ายค้าน แม้จะเสนอความคิดเห็นที่เป็นจริงมีข้อมูลและเหตุผลดีแค่ไหน  แค่ยกมือขอพูดก็มักถูกมองว่าเป็นการคัดค้านตีรวนตลอด จึงเป็นการยากอย่างยิ่งในการปฏิบัติหน้าที่ของประธานสภาคณาจารย์ อย่างไรก็ตาม ยังมีเรื่อง คุณสมบัติ ความรู้ ความสามารถ คุณวุฒิ วัยวุฒิ สถานะ(การเป็นข้าราชการหรือพนักงาน) และประสบการณ์ของประธานสภาคณาจารย์เอง ก็มีผลอย่างมากในการปฏิบัติหน้าที่ในสภามหาวิทยาลัย ยิ่งถ้าบางแห่งประธานสภาคณาจารย์เป็นคนของฝ่ายบริหารด้วยแล้วก็ไม่ต้องพูดถึงมติสภาจะออกมาอย่างไร

        ดังนั้นจึงอยากฝากไปยังทุกท่านที่นั่งอยู่ในสภาของแต่ละสถาบันว่าท่านได้ทำหน้าที่ ให้ดีที่สุดตามบทบาทหน้าที่ที่ท่านได้ขันอาสาเข้ามาทำหน้าที่หรือยัง คงไม่มีใครถูกบังคับให้มาหรือแม้จะถูกบังคับ เมื่อเข้ามาแล้วท่านก็ควรทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ของมหาวิทยาลัย ซึ่งก็คือของนักศึกษา บุคลากร ผู้มีส่วนได้เสีย สังคมและประเทศชาติเป็นหลัก "ไม่ใช่เพียงเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง พวกพ้อง หรือผลประโยชน์ของใครคนใดคนหนึ่งเท่านั้น"