
‘ภูมิสังคม’ คือ ‘ภูมิคุ้มกัน’
คอลัมน์ คลินิกคนรักบ้าน กับ ดร.ภัทรพล
จากการที่ผมได้รับเชิญไป “ศรีลังกา” เมื่อสัปดาห์ก่อน ทำให้มีโอกาสนั่งนิ่งๆ เงียบๆ ทบทวนแบบ “เหลียวหลังเพื่อแลหน้า” ซึ่งเป็นเหมือนกับการได้ประเมินและตรวจสอบตัวเองเป็นระยะๆ ทำให้นึกถึงเมื่อหลายปีก่อนในช่วงเวลาอันแสนสุขที่ได้มีโอกาสทำงานรับใช้ “มูลนิธิชัยพัฒนา” ครั้งที่ดำรงตำแหน่ง “ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา” ของ “มหาวิทยาลัยศิลปากร” มีโอกาสทำงานร่วมกับทั้งคนเก่งและคนดี ผมนึกถึงคำพูดของ “ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล” ซึ่งท่านเป็น “เลขาธิการมูลนิธิฯ” ที่ได้พูดถึง “ภูมิสังคม” ในทัศนคติและมุมมองของผมแล้ว มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งครับ เพราะเป็นเสมือนการสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” ให้กับทั้งตัวผมเอง และบรรดาผู้คนรอบตัวผม
จากการที่ผมได้ติดตามข่าวสารข้อมูลต่างๆ ก็ได้รู้ว่า “สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” ได้แจ้งให้ทราบถึงสภาวะเศรษฐกิจและสังคมไทยไว้อย่างน่าสนใจว่า ในขณะที่ “เศรษฐกิจมหภาค” ได้เติบโตตามเป้าหมายไม่น้อยกว่า 3% ของ “จีดีพี” (ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ) แต่ในภาพที่มองต่างมุมนั้นกลับมีปัจจัยบ่งชี้ให้เห็นถึงการเลิกจ้างคนงานที่เพิ่มขึ้นถึง 34.8% ในไตรมาสที่ 2 สาเหตุเป็นเพราะในช่วงเดือนกรกฎาคมกำลังผลิตของภาคอุตสาหกรรมลดลงถึงระดับ 62.34% เพราะการส่งออกลดลง 8.4% ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดให้เห็นถึงปัญหาและอุปสรรคที่รอการแก้ไขอย่างเร่งด่วนอยู่ในอนาคต
ดังนั้น สาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้จึงขอนำเสนอแนวคิดในการพัฒนาสร้างเสริม “จุดแข็ง” และ “ภูมิคุ้มกัน” ตนเองใน “บริบท” ของวิถีคิด “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่ผมได้เรียนรู้จาก “ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล” ที่ว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ทรงเน้นการพัฒนา “จุดแข็ง” ของตัวเองในเรื่องของ “การระเบิดจากข้างใน” และการสร้าง “ภูมิสังคม” เหมือน “ภูมิคุ้มกัน” ตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเทศของเรามีจุดแข็งจากเกษตรกรรมที่อุดมสมบูรณ์แต่กลับไปมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมที่ไม่มีเทคโนโลยีเป็นของตัวเองจึงเป็นการพัฒนาผิดทิศผิดทางครับ
“เลขาธิการมูลนิธิฯ” ให้ข้อคิดเกี่ยวกับเงื่อนไขในทฤษฎี “เศรษฐกิจพอเพียง” ของ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ไว้ 3 ระดับ โดยเฉพาะเมื่อทรงทราบเป็นที่ชัดแจ้งว่าภาคเกษตรกรรมเป็นจุดแข็งของประเทศ คือ ข้อที่ 1. ทรงมีพระราชประสงค์ให้เกิดการรวมกลุ่มกันในระดับครัวเรือนของเกษตรกร การรวมกลุ่มกันจะทำให้เกิดข้อที่ 2 ตามมา คือ แบ่งปันทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างเท่าเทียมกัน เมื่อบริบทของข้อ 1 กับข้อ 2 ดำเนินไปอย่างมีบูรณาการร่วมกัน ก็ย่อมจะทำให้เกิดข้อที่ 3 คือ มีความเข้มแข็งในการสร้างคุณภาพประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงการสร้าง “แบรนด์” ทำให้สามารถต่อรองหรือเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อขยายการผลิตและตลาดจากท้องถิ่นสู่ตลาดต่างประเทศหรือในระดับโลกได้
อย่างไรก็ตาม อุปสรรคของสังคมไทยดูเหมือนจะอยู่ตรงที่ไม่สามารถจะก้าวต่อไปในขั้นของการสร้าง “แบรนด์” หรือผลผลิตที่ดีมีคุณภาพและแข่งขันได้ ด้วยเหตุเพราะไม่มีความรอบรู้เพียงพอ ไม่นำเอางานวิจัยต่างๆ มาสนับสนุนภาคการผลิต และไม่ใช้นวัตกรรมใหม่ๆ ให้เกิดประโยชน์อย่างจริงจัง การที่พระองค์ทรงมุ่งพัฒนาเรื่องน้ำ, ป่าและการเกษตรมาโดยตลอด เพราะทรงประจักษ์ชัดว่า การทำให้ภาคเกษตรรุ่งเรือง รวมถึงสภาพธรรมชาติและสภาพแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ดีเป็นจุดแข็งของประเทศ แต่แทนที่จะพัฒนาไปในแนวทางที่ยึดจุดแข็งของตน ก็กลับหันไปพัฒนาในหนทางที่ตัวเองไม่มีความพร้อม
“ประเทศไทยไม่เลือกยืนอยู่บนจุดแข็งของตนเอง มีความพยายามพัฒนาไปในด้านต่างๆ ที่ไม่มีความพร้อม ต้องพึ่งพิงทั้งเทคโนโลยีและทุนจากต่างประเทศ เพราะเราไม่มีความรู้ ความพร้อม และละเลยภาคเกษตร ซึ่งเป็นจุดแข็งของตัวเอง จึงทำให้เกิดความไม่สมดุล และเกิดปัญหาอื่นๆตามมามากมาย”
จากการทรงงานของพระองค์ที่ทรงสอนมาตลอดคือ การสร้าง “ภูมิสังคม” สิ่งนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากเพราะการพัฒนาใดๆ ก็ตาม ต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงสภาพแวดล้อม ทั้งทางภูมิศาสตร์ และทางสังคม เช่น ในยามที่ทรงงานในท้องถิ่นทุรกันดาร จะทรงถือแผนที่ในพระหัตถ์ตลอดเวลาเพื่อศึกษาสภาพแวดล้อม ภูเขา ที่ราบ ทางน้ำแต่ไม่ใช่เท่านั้น จะทรงศึกษาสภาพทางสังคมของคนด้วยว่ามีอุปนิสัย วัฒนธรรมอย่างไร เพราะแม้แต่คนที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน ก็มีวัฒนธรรมความเชื่อที่ไม่เหมือนกัน จนทรงเข้าพระราชหฤทัยอย่างที่สุด การพัฒนาต่างๆ จึงสำเร็จ เพราะได้รับความร่วมมืออย่างดีจากคนในพื้นที่นั้น
อยากให้ท่านผู้อ่านลองนำเอาแนวคิด “ภูมิสังคม” คือ “ภูมิคุ้มกัน” ไปนำปรับประยุกต์ใช้กันดู ผมเชื่อว่าน่าจะเหมาะสมที่สุด และได้ผลที่สุดในยุคที่สภาพสังคมเศรษฐกิจ การเมือง ตกอยู่ในสภาวะอึมครึมจับต้นชนปลาย กันไม่ถูกเช่นนี้ครับ



