ไลฟ์สไตล์

ทักษะแห่งอนาคตที่เด็กควรมี

ทักษะแห่งอนาคตที่เด็กควรมี

07 ต.ค. 2559

เตรียมลูกให้พร้อม ต้อนรับโลกและสังคมแบบ 4.0 นักวิชาการชี้ หนทางไปต่อ เผยทักษะแห่งอนาคตที่เด็กควรมี!!!

 

 

       โลกและสังคมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หลังเทคโนโลยีสายพันธุ์ใหม่อย่างนวัตกรรม ถาโถมเข้ามาให้เรียนรู้ทุกวัน!! ขนาดผู้ใหญ่ยังงง แล้วนับประสาอะไรกับลูกหลานที่เดินตามหลัง จริงอยู่แม้เขาเกิดมาพร้อมเทคโนโลยีมากมาย แต่ก็ใช่ว่าจะใช้เป็น ดังนั้นการเตรียมลูกให้พร้อมรับมือกับโลกยุคใหม่เป็นสิ่งที่พ่อแม่ยุคนี้ต่างเป็นกังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงประเทศเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งโครงสร้างเศรษฐกิจจะถูกขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีอันทันสมัย ต่อไปจะเป็นยุคที่ “สมองกล” ถูกนำมาใช้แทนแรงงานและ “สมองคน” เด็กที่ปรับตัวไม่ทันจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เด็กไทยยุคต่อไปนี้จึงต้องพัฒนาตัวเองโดยมีคุณพ่อคุณแม่เป็นแรงผลักดันสำคัญ!! ในการสร้างสมองรับอนาคต

ทักษะแห่งอนาคตที่เด็กควรมี

      ดร.การดี เลียวไพโรจน์ กรรมการผู้จัดการ C asean คอมมิวนิตี้เพื่อสร้างเครือข่ายแห่งอนาคตของหนุ่มสาวรุ่นใหม่ เพื่อสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือในการพัฒนาภูมิภาคอาเซียน พ่วงตำแหน่งคุณแม่ยุคใหม่ของลูกสาวสองคน อธิบายว่า

          “ไทยแลนด์ 4.0 คือแนวทางของประเทศที่ต้องการก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) เพื่อรับมือกับสภาพประชาคมโลกที่เปลี่ยนไป เราจึงต้องวางแผนเพื่อสร้างสังคมและเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ซึ่งจะทำได้หากมีทรัพยากรที่ดีพร้อม และทรัพยากรบุคคลก็เป็นสิ่งแรกที่ต้องพัฒนา เพราะเยาวชนเป็นเจเนอเรชั่นของอนาคต และอนาคตก็เป็นยุคสมัยของพวกเขา ฉะนั้นการลงทุนจึงต้องเริ่มที่เยาวชนก่อน แต่การลงทุนในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลไม่ได้ความถึงแค่เม็ดเงิน แต่หมายถึงเวลาและการพัฒนาศักยภาพในทุกด้าน

 

ทักษะแห่งอนาคตที่เด็กควรมี

  ดร.การดี เลียวไพโรจน์

            “การจะพัฒนาไปสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ได้ เราต้องพร้อมทุกองค์ประกอบ ถ้าไม่พร้อมเราจะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีทันที เพราะในวันข้างหน้าอุตสาหกรรมที่จะโดดเด่นคือ หุ่นยนต์ สมองกล ทักษะที่สำคัญจึงเป็นความแตกต่างทางความคิด มากกว่าการคิดแก้ปัญหาให้เร็วอย่างที่ผ่านมา ดังนั้น การคิดวิเคราะห์ที่ฉับไว(Critical thinking) และความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) จึงสำคัญมาก จึงมองว่าการเลี้ยงลูกในทุกวันนี้พ่อแม่ไม่ใช่คนวางแผนทุกอย่างให้ลูก แต่จะทำหน้าที่เปิดประตูแห่งโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้ และสามารถเลือกด้วยตัวเองได้

            “เรามีโครงการหนึ่ง ร่วมมือกับทางสิงคโปร์ ให้พ่อแม่สอนเลขกับลูก เพราะเขามองว่า คณิตศาสตร์ไม่ใช่วิชา แต่เป็นพื้นฐานที่จะสร้างสมองของคนให้รู้จักตรรกะหรือความเป็นเหตุเป็นผล ที่สำคัญการเรียนรู้ทุกอย่างรวมถึงคณิตศาสตร์เกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน แค่การแบ่งพิซซ่ากับเพื่อนให้ลงตัวก็สามารถทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้เรื่องสัดส่วนได้แล้ว ที่สำคัญการเชื่อมโยงแบบนี้ยังเพิ่มทักษะ การร่วมมือกันทำงานและการแบ่งปัน (Collaboration) รวมทั้งทักษะการสื่อสาร (Communication) ที่ดีให้แก่ลูกได้อีกด้วย

          ดังนั้น การเตรียมสมองของลูกให้พร้อมสำหรับก้าวทันโลกนั้น ทำได้ทั้งผ่านการฝึกฝนทางความคิดและการเตรียมพร้อมผ่านโภชนาการ ซึ่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ กุมารผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม และรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า  

            “พ่อแม่ต้องมีความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการในแต่ละช่วงวัยของเด็กเพื่อที่จะสามารถส่งเสริมได้อย่างถูกต้อง เช่น 4 ทักษะแห่งอนาคต อาทิ การคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ การร่วมมือกันทำงานและการสื่อสาร ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน

            “แต่ก่อนที่จะเสริมทักษะเหล่านี้ สมองเด็กควรต้องพร้อม ซึ่งช่วงเวลาที่เด็กจะพัฒนาสมองมากที่สุดคือ ตั้งแต่ปฏิสนธิจนถึงสามขวบปีแรกของชีวิต เพราะเป็นช่วงที่โครงสร้างของสมองจะมีการพัฒนาระบบการทำงานที่ซับซ้อน นั่นคือการพัฒนาสิ่งที่เราเรียกว่า ไซแนปส์ (synapse) ที่จะเชื่อมโยงระหว่างเซลล์สมองเกิดเป็นโครงข่ายเส้นใยประสาทนับล้านโครงข่าย ก่อให้เกิดการสื่อสารระหว่างเซลล์อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะได้มาจากสารอาหารที่เด็กได้รับ ร่วมกับการกระตุ้นผ่านกิจวัตรประจำวัน อย่างการคิด พูด ฟัง มองเห็น การเคลื่อนไหว

“ดังนั้นสารอาหารที่ครบถ้วนจึงเป็นส่วนสำคัญในการเตรียมสมองและพัฒนาทักษะของเด็ก ตั้งแต่ขวบปีแรกอาหารหลักคือนม จากนั้นเริ่มเพิ่มอาหารเสริมตามวัยได้หลังจากอายุสี่ถึงหกเดือน หลังจากหนึ่งขวบเป็นต้นไป อาหารหลักก็คืออาหารสามมื้อที่มีสารอาหารครบห้าหมู่ และมีนมเป็นอาหารเสริม”

            ปัจจุบัน มีงานวิจัยหลายชิ้นระบุว่านมที่มี DHA ในปริมาณที่เหมาะสม มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการสร้างปลอกไขมันหุ้มเส้นใยประสาท (Myelin Sheath) ในสมองซึ่งเป็นฉนวนให้กระแสไฟฟ้าวิ่งได้อย่างรวดเร็ว ช่วยเพิ่มความเร็วในการรับและส่งสัญญาณกระแสประสาท (Nerve Impulse) ระหว่างเซลล์ประสาท เพิ่มการเชื่อมต่อและสื่อสารระหว่างแสนล้านเซลล์สมองของลูก ส่งผลต่อการเรียนรู้ทำให้การเรียนรู้ 4 ทักษะแห่งอนาคตมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น