
เมื่อลูกเป็นมะเร็ง (1)
การเลือกวิธีการรักษาอย่างไร เป็นการชี้ชะตาชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งเลยทีเดียว เพราะจะส่งผลไปถึงจะหายหรือไม่หาย
“มะเร็ง” เป็นโรคที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับตัวเองหรือคนใกล้ชิดที่เรารัก ถ้าเลือกได้เหมือนเราเลือกซื้อสิ่งของก็คงดี แต่นี่เป็นสิ่งที่เลือกไมได้ เมื่อเกิดขึ้นกับตัวเราหรือคนใกล้ชิดที่เรารักแล้ว ก็ต้องทำใจยอมรับแต่โดยดี จากนั้นค่อยหาทางแก้ไข
เมื่อป่วย หมอตรวจแล้วได้รับคำตอบว่าเป็น “มะเร็ง สิ่งแรก คือ ช็อก รับไม่ได้ ทำใจไม่ได้ บางคนถึงกับเข่าอ่อน หมดกำลังใจ ห่อเหี่ยว สิ้นหวัง สุขภาพจิตถูกกระทบอย่างหนัก เหมือนดั่งได้รับคำพิพากษาประหารชีวิตเลยทีเดียว
หลังจากนั้นเข้าสู่กระบวนการรุกไล่ล่าฆ่าพิฆาตทำลายมะเร็ง พยายามแสวงหาสิ่งที่เรียกว่า “ดีที่สุด” ไม่ว่าจะเป็นการให้คีโม ฉายแสง สมุนไพรทั้งจีน หรือ ไทย รวมถึงวิชาพื้นบ้านต่างๆ ที่เล่าขานแนะนำปากต่อปากกันมาว่าดี ในยามเช่นนี้นอกจากตัวเอง ญาติพี่น้องจะเสาะแสวงหาข้อมูลมากมายในตำรา อินเทอร์เน็ต หนังสือต่างๆแล้ว ยังมีคำแนะนำหลากหลายมากมายจากความหวังดีของผู้คนรอบข้าง นำความสับสนมาให้เลือกจนไม่รู้จะเลือกอย่างไรดี นี่คือปัญหาของคนที่เป็น “มะเร็ง”และญาติต้องเผชิญ
การเลือกวิธีการรักษาอย่างไร เป็นการชี้ชะตาชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งเลยทีเดียว เพราะจะส่งผลไปถึงจะหายหรือไม่หาย สามารถอยู่ร่วมกับมะเร็งอย่างสันติ ยืดชีวิตให้ยืนยาวได้แค่ไหน ซึ่งเราเองก็ไม่รู้เลยว่าที่สิ่งเลือกนั้นถูกต้องที่สุดแล้วหรือว่าผิด ในยามเช่นนี้ เราเหมือนยืนอยู่ทาง 3 แพร่ง จะเลือกไปทางไหนดี และที่ตัดสินใจเลือกแล้วนั้นจะถูกต้องจริงหรือ
ผู้เขียนเจอปัญหานี้มาด้วยตัวเอง เป็นประสบการณ์จริงที่พบเจอมา เมื่อกลางปี 54 ลูกสาวที่เพิ่งเรียนจบแพทย์แผนจีนมาหมาดๆ มีอาการปวดท้องบ่อยๆ (ช่วงเรียนมีอาการปวดท้องด้านขวาเป็นช่วงๆ แต่ประจำเดือนมาปกติ จึงไม่คิดว่าจะมีปัญหาอะไรมาก ไปตรวจเป็นครั้งคราวไม่พบความผิดปรกติอะไร จึงเรียนต่อไปจนจบ )
พอกลับเมืองไทย อาการปวดท้องและท้องโตเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนทนไม่ไหว (เพราะรอให้สอบจบก่อน) จึงไปโรงพยาบาล ตรวจพบว่าเป็นมะเร็งรังไข่เกือบถึงขั้น 2 ท้องโตมากเท่ากับคนท้อง 9 เดือน ถุงน้ำใหญ่ 30 ซม. มีก้อนเนื้อมะเร็งนอนอยู่ในกลางถุงน้ำ 7 เซนฯ เปรียบเหมือนเด็กทารกนอนในถุงน้ำคร่ำในครรภ์มารดา มะเร็งก้อนนี้ฉลาดมากตัวเองนอนสบาย สร้างน้ำมาเลี้ยงตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ จนท้องลูกสาวตึงแน่น เดินกระย่องกระแย่ง ค่ามะเร็งรังไข่ในเลือดสูงถึง 300 กว่า ปกติจะอยู่ที่ 35
พลันที่ได้รับคำตอบจากคุณหมอว่าลูกสาวเป็นมะเร็งรังไข่ขวา เหมือนถูกหมัดหนักน็อกเข้าที่ปลายคาง มึนไปหมด คิดอะไรไม่ออก จะทำอย่างไรดี ในช่วงนั้น ดูงานศพในทีวี ไม่ได้ เห็นคนใส่ชุดดำไม่ได้ เคยพบเจอคนเป็นมะเร็งเจ็บปวดทรมานจากมะเร็งระยะสุดท้ายมามาก สิ่งเหล่านี้ต้องเกิดขึ้นกับลูกเราอย่างแน่นอน แล้วจะทรมานแค่ไหน สงสารลูกจับใจ คิดไปสารพัด จนตัวเองเริ่มเบลอบ้างแล้ว
ตอนนั้นไปตรวจที่โรงพยาบาลเอกชน คุณหมอใจดีมาก บอกว่า ควรจะไปผ่าตัดที่โรงพยาบาลต้นสังกัดอย่างเร่งด่วน เพราะท้องโตมาก กลัวถุงน้ำแตก จะได้ไม่ต้องเสียเงินมาก ถ้าผ่าที่นี่จะสู้ค่าใช้จ่ายไม่ไหว เพราะการตรวจรักษายังมีอีกหลายอย่างและต่อเนื่องอีกนาน โชคดีที่ได้รับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลจุฬา



