ไลฟ์สไตล์

“สะเต็มศึกษา "สู่อาชีพ

“สะเต็มศึกษา "สู่อาชีพ

02 ต.ค. 2559

สะเต็มศึกษา เป็นกลยุทธ์ในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน  สามารถสร้างความเชื่อมโยงระหว่างการเรียนรู้ในชั้นเรียนและสิ่งที่อยู่รอบตัวได้

 

          “เน้นนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตจริง รวมทั้งพัฒนากระบวนการหรือผลผลิตใหม่ ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต และการทำงาน”  บทสัมภาษณ์ช่วงหนึ่งของ ดร.พรพรรณ  ไวทยางกูร ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ได้บอกเล่าถึงวัตถุประสงค์สำคัญของโครงการสะเต็มศึกษาเพื่อพัฒนาอาชีพเชิงพาณิชย์สำหรับเยาวชนไทย  หรือ E2STEM (STEM Education for The Development of Youth Entrepreneurship)  โดยโครงการ E2STEM ดำเนินโครงการตามนโยบายสะเต็มศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ  ซึ่งมุ่งเน้นให้ผู้เรียนใช้ความรู้เชิงสะเต็มศึกษาเป็นกลยุทธ์ในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน  สามารถสร้างความเชื่อมโยงระหว่างการเรียนรู้ในชั้นเรียนและสิ่งที่อยู่รอบตัวได้

“สะเต็มศึกษา "สู่อาชีพ

          เหตุผลของกลยุทธ์ความรู้เชิงสะเต็มศึกษา ในการนำการบูรณาการวิทยาศาสตร์ , เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ เพราะ “ไม่มีหลักสูตรวิชาใดเพียงวิชาเดียวที่สำเร็จรูป และสามารถนำไปใช้แก้ปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงได้”  เป็นโอกาสให้ผู้เรียนได้เลือกใช้ความรู้ ความสามารถ ความคิด และทักษะที่หลากหลาย ตามความถนัดของตนเอง นำมาต่อยอดในโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งถือเป็นการเตรียมพร้อมให้กับนักเรียนที่กำลังเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคตอันใกล้ ได้ลงสนามเรียนรู้กระบวนการ หรือขั้นตอนการประกอบธุรกิจ รวมความคิดรังสรรค์ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่สามารถพัฒนาเป็นอาชีพเชิงพาณิชย์ สร้างมูลค่าให้เพิ่มให้แก่ตัวนักเรียน  โรงเรียน  ชุมชน และประเทศไทย

          กลยุทธ์สำคัญของโครงการสะเต็มศึกษา หรือ E2STEM ผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องระบุ และแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นตามบริบทแวดล้อมในชุมชนของตน เพื่อแก้ปัญหา และพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือบริการ  โดยจำลองการทำงานในรูปแบบของบริษัท  จัดตั้งคณะกรรมการบริษัท  จัดวางระเบียบแบบแผนให้เป็นขั้นตอน และลงมือปฏิบัติ พัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้เป็นไปตามความต้องการของตลาด หรือกลุ่มเป้าหมาย

“สะเต็มศึกษา "สู่อาชีพ

          “ปรุงความคิด..แต่งเติมแผนธุรกิจ ต่อยอดให้เกิดความสำเร็จ”  ภูมิปัญญาไทยในวังหลวง น้ำปรุง น้ำหอมแห้ง ผลิตภัณฑ์จากการรังสรรค์ร่วมกันของกลุ่มนักเรียน โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ กรุงเทพฯ  1 ใน 5 โรงเรียน ที่ผ่านการคัดเลือก  โดยการเรียนรู้ และนำกลยุทธ์ที่ได้จากโครงการสะเต็มศึกษา มาพัฒนาผลิตภัณฑ์ ภายใต้การบริหารงานบริษัทจำลอง “Wisdom Enterprise”  จากความภูมิใจในการเรียนวิชาเกี่ยวกับการประกอบอาชีพ ซึ่งนำจุดเด่นเรื่องของวัตถุดิบ นั่นคือ ดอกไม้ต่างๆ ของโครงการหลวงมาต่อยอด จนชนะใจกรรมการคว้ารางวัลชนะเลิศในการประกวดแข่งขันผลิตภัณฑ์ในโครงการ E2STEM

 

       ด.ช.พงศธร  แก้วทะเล โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ กรุงเทพฯ ประธานกรรมการบริษัท Wisdom Enterprise ได้เล่าให้ฟังถึงที่มาในการประสบความสำเร็จในธุรกิจ และสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศการประกวดว่า สิ่งที่ได้จากโครงการฯ นั่นคือ ความรู้ในเรื่องการบริหารธุรกิจ การต่อยอดผลิตภัณฑ์ การใช้สะเต็มในการแก้ปัญหา การเริ่มต้นทำธุรกิจจากปัญหาหนึ่งปัญหาที่ทุกคนมองข้าม หรือปัญหาที่ทุกคนสนใจ หรือปัญหาในชีวิตประจำวัน  โดยเริ่มจากความสนใจในวิชาการเรียนเกี่ยวกับภูมิปัญญาไทยในวังหลวง

“สะเต็มศึกษา "สู่อาชีพ

        โดยนำวัตถุดิบมาต่อยอด คิดค้นเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน และพัฒนาสร้างจุดเด่นให้กับผลิตภัณฑ์ เช่น การสกัดสีจากดอกไม้ เพื่อใช้ผสมในน้ำปรุง  โดยหลังจากเข้าร่วมโครงการนี้ ได้นำความรู้ในการบริหารจัดการสินค้า และพัฒนา สร้างจุดเด่นให้ผลิตภัณฑ์มีความหลากหลายมากขึ้น เช่น จากเดิมผลิตภัณฑ์มีเพียงน้ำปรุง น้ำหอมแห้ง ก็จะเพิ่มเป็นโลชั่น ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้มากขึ้น

      “อะไรนะ มะแฮะ” ประโยคคำถามชวนสงสัยนี้ เป็นชื่อบริษัทจากการรวมกลุ่มเปิดบริษัทจำลองของโรงเรียนมัธยมพระราชทานนายาว จ.ฉะเชิงเทรา โดยบริษัท อะไรนะ มะแฮะ นำผลิตภัณฑ์ “ชามะแฮะ” เข้าร่วมประกวดในโครงการฯ และคว้ารางวัลรองชนะเลิศมาครอง เพราะนอกจากการบริหารจัดการในบริษัทฯ ที่สามารถใช้ได้จริงแล้ว ยังโดดเด่นด้วยการตั้งใจศึกษาค้นคว้า หาจุดเด่น สร้างจุดขาย ให้ “ชามะแฮะ” เรียกความสนใจให้กับผู้พบเห็นได้อย่างดี

“สะเต็มศึกษา "สู่อาชีพ

       น้องๆ ผู้บริหารบริษัท อะไรนะ มะแฮะ พูดถึงแรงบันดาลใจในการผลิตผลิตภัณฑ์จากประโยชน์ของ “ใบมะแฮะ” ที่สามารถช่วยบำรุงเลือด ระบบไหลเวียนของเลือด ลดน้ำตาลในเส้นเลือด ศึกษา พัฒนา จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ “ชามะแฮะ” และสามารถต่อยอดเป็นธุรกิจ โดยเริ่มส่งขายให้กับทางสหกรณ์โรงเรียน ซึ่งมีน้องๆ นักเรียนให้ความสนใจ และซื้อกลับไปฝากผู้ปกครอง หลังจากนั้นจึงเริ่มกระจายสินค้าส่งไปขายให้กับแม่บ้านของภูฟ้า รวมถึงบริษัทออกร้านจัดจำหน่ายเองตามตลาดนัดต่างๆ ซึ่งสิ่งที่ได้จากการเข้าร่วมโครงการฯ นั่นคือ การได้เรียนรู้การทำงานกับคนหมู่มาก การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างบริษัท (โรงเรียนอื่นๆ) ก่อเกิดมิตรภาพที่สร้างความประทับใจ และได้ประสบการณ์จากโครงการฯ ที่สามารถนำมาต่อยอดในการทำธุรกิจในอนาคต

“สะเต็มศึกษา "สู่อาชีพ

        “แรงบันดาลใจที่อยากจะอนุรักษ์ผลิตภัณฑ์พื้นบ้านของเกาะเกร็ด มาใช้ในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้” นั่นคือจุดเริ่มต้นของบริษัท ปากเกร็ด เคาท์เจอร์ (Pakkred Culture หรือ PKC) บริษัทจำลองที่ประกอบด้วยกรรมการบริหารจากโรงเรียนปากเกร็ด จ.นนทบุรี ซึ่งมุ่งมั่น สานต่อ ศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่น ศึกษา พัฒนาให้เครื่องปั้นดินเผา สามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่เข้ากับยุคสมัย อย่างกระถางคอนโด และแก้วกันความร้อน ตอบโจทย์ในเรื่องความสะดวกสบายให้กับผู้บริโภคที่ทำงานอยู่ในเมือง ซึ่งถูกหลักเกณฑ์ ถูกใจกรรมการ คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 มาการันตีความสำเร็จของบริษัทฯ

       นายวิชกร ยศบุญเรือง โรงเรียนปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี กรรมการบริหาร บริษัท ปากเกร็ด เคาท์เจอร์ (Pakkred Culture หรือ PKC)บอกเล่าถึงประสบการณ์ที่ได้เข้าร่วมกับโครงการฯ ว่าได้เรียนรู้ และใช้หลักการสะเต็ม สามารถมองปัญหาที่เกิดขึ้นในบริษัทฯ และสามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด โดยนำความรู้จากการอบรม เน้นช่องทางการตลาด ซึ่งเลือกใช้ช่องทาง Social Media ในการประชาสัมพันธ์สินค้า และจัดจำหน่าย ทำให้ผู้บริโภคสามารถสั่งซื้อ

“สะเต็มศึกษา "สู่อาชีพ

         รวมถึงรับข่าวสาร หรือข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้ง่าย ตอบโจทย์วิถีชีวิตคนยุคใหม่ นอกจากนี้โครงการฯ ยังเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้บริษัท ปากเกร็ด เคาท์เจอร์ (Pakkred Culture หรือ PKC) ได้ร่วมออกร้าน จัดจำหน่าย ซึ่งถือเป็นประสบการณ์สำคัญในการพบปะกับผู้บริโภค ได้ร่วมพูดคุย รับฟังคำติชม จนสามารถนำกลับมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคสูงสุด

          “สิ่งที่ได้ อาจยังไม่ใช่ผลกำไรที่มากมาย..แต่สิ่งที่ได้ คือประสบการณ์ และการเตรียมพร้อมก่อนลงสนามจริง” เพื่อเป็นกำลังคนที่มีคุณภาพ รวมถึงเป็นฐานในการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อไปในอนาคตข้างหน้า ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่ง พร้อมสามารถแข่งขันกับนานาประเทศ

 

“กลยุทธ์ ที่ประกอบด้วยกลไกอันสมบูรณ์แบบ นั่นหมายถึงการนำมาซึ่งการขับเคลื่อนให้ทุกก้าวของชีวิตประสบความสำเร็จ”

          โดย : ฝ่ายสื่อสารองค์กรและวิเทศสัมพันธ์ สสวท.