
กล่องใสสแกนเส้นฝ่ามือระบุตัวคนได้เหมือนลายนิ้ว
อาจารย์ "เทคโนฯ ลาดกระบัง" คิดค้นกล่องใสระบุตัวตนบุคคล ตรวจสอบจากลวดลายเส้นเลือดบนฝ่ามือ เผยอาศัยหลักการเดียวกับการยืนยันตัวบุคคลผ่านลายนิ้วมือ คาดสิ้นปีพัฒนาสำเร็จได้กล่องต้นแบบสำหรับใช้เช็กชื่อนักศึกษาในห้องเรียน
นายสรพงษ์ วชิรรัตนพรกุล อาจารย์จากสาขาวิชาวิศวกรรมสารสนเทศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า เครื่องระบุตัวตนจากเส้นเลือดบนฝ่ามือ หากวิจัยแล้วเสร็จจะสามารถประยุกต์ใช้งานในทุกองค์กร ไม่ต่างจากเครื่องสแกนลายนิ้วมือ โดยมั่นใจว่าอุปกรณ์จะสามารถระบุตัวบุคคลได้แม่นยำถึง 99.99%
นักวิจัยได้พัฒนาอุปกรณ์ใสคล้ายกล่องสำหรับวางฝ่ามือ ภายในติดตั้งกล้องดิจิทัลความละเอียด 2 ล้านพิกเซล และหลอดไฟที่ให้แสงสีขาวสำหรับส่องไปที่ฝ่ามือขณะถ่ายภาพ
การทำงานของระบบดังกล่าว กล้องจะถ่ายภาพเก็บไว้ 3 ช็อต จากนั้นส่งภาพไปยังเซิร์ฟเวอร์ โดยผู้ดูแลระบบเป็นผู้คัดเลือกรูปที่สมบูรณ์ หรือเห็นเส้นเลือดชัดเจนที่สุดเพียง 1 รูป และบันทึกข้อมูลเจ้าของฝ่ามือเข้ายังฐานข้อมูล เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันแสดงตัวตนในครั้งต่อไป
ผลทดสอบจากการเก็บข้อมูลฝ่ามือนักศึกษา 50 คนเพื่อดูประสิทธิภาพการทำงาน และความสามารถในการยืนยันตัวบุคคล พบความแม่นยำอยู่ที่ 30% จึงยังต้องพัฒนาและปรับปรุงอุปกรณ์ต่อไป
“สิ่งที่ต้องปรับปรุงคือ แสงส่องสว่างขณะถ่ายภาพ แม้ว่าแสงไฟสีขาวในอุปกรณ์ต้นแบบจะทำให้เห็นเส้นเลือดได้จริง แต่ยังไม่ถึงกับดีที่สุด หากนำไปใช้งานจริงในอนาคตจะต้องเป็นแสงที่เป็นตัวช่วยให้กล้องสามารถถ่ายเห็นเส้นเลือดได้ชัดยิ่งกว่าเดิม” นักวิจัย สจล.กล่าวและว่า เทคโนโลยีระบุตัวตนดังกล่าวน่าจะพัฒนาแล้วเสร็จก่อนสิ้นปีนี้ โดยได้รับทุนวิจัยจากสถาบันต้นสังกัด 1 แสนบาท เบื้องต้นจะใช้ภายในสถาบันสำหรับเช็กชื่อนักศึกษาเข้าเรียน
เครื่องตรวจสอบเอกลักษณ์จากเส้นเลือดบนฝ่ามือฝีมือไทยนี้ สามารถทดแทนการนำเข้าเครื่องในลักษณะเดียวกันจากต่างประเทศ ซึ่งมีราคาเครื่องละ 3-4 แสนบาท เหลือเพียงหลักหมื่นบาทเท่านั้น เพราะวัสดุที่นำมาใช้หาได้ในประเทศทั้งหมด อีกทั้งขั้นตอนการใช้งานก็เหมาะกับคนไทยมากกว่าด้วย
กลุ่มเป้าหมายสำหรับเครื่องระบุตัวตนจากเส้นเลือดบนฝ่ามือ เป็นหน่วยงานหรือองค์กรที่สนใจทุกแห่ง โดยประสิทธิภาพของระบบนอกจากยืนยันตัวบุคคลได้แล้ว ยังประยุกต์ใช้ในการกำหนดขอบเขตพนักงานในบริษัท ได้จากการลงทะเบียนเปิดปิดประตูเข้าห้องปฏิบัติงาน
อย่างไรก็ตาม หากสิ้นปีนี้เครื่องต้นแบบยังพัฒนาไม่สำเร็จ อาจจะขยายเวลาการวิจัยไปเป็นเฟส 2 และจะหาพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับเครื่องดังกล่าวมาร่วมพัฒนาและทดสอบ ก่อนจะเผยแพร่เทคโนโลยีให้หน่วยงานที่สนใจต่อไป



