
4+1 อ.สำหรับ ‘คนรักษ์สุขภาพ’
คอลัมน์ คลินิกคนรักบ้าน กับ ดร.ภัทรพล
สาระน่ารู้สำหรับแฟนๆ ชาวคนรักบ้านในสัปดาห์นี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเตรียมตัวเตรียมใจสำหรับอนาคตที่ยังไงก็มาแน่ เกี่ยวกับจำนวนผู้สูงวัยที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งมีการประมาณการโดยอาศัยข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขว่า ในปี พ.ศ.2568 ประชากรในบ้านเราจะมีผู้สูงวัยเพิ่มขึ้นกว่า 14 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขมหาศาลครับ ผลที่ตามมาคือ สังคมไทยต้องแบกภาระที่ต้องดูแลเอาใจใส่คนเหล่านี้ หากพูดถึง “เบี้ยยังชีพ” ที่รัฐบาลได้จัดให้สำหรับผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 59 ปีขึ้นไป จึงได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล เพียงเดือนละ 600 บาท เฉลี่ยวันละ 20 กว่าบาท จนนึกไม่ออกครับว่าจะกินจะอยู่อย่างไร
ที่เห็นได้ชัดเจนคือ หากไปตามโรงพยาบาลของรัฐในสถานที่ต่างๆ ยกตัวอย่างใน กรุงเทพฯ เช่น โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลรามาธิบดี และ โรงพยาบาลราชวิถี ฯลฯ จะเห็นได้ว่าเต็มไปด้วยผู้ป่วยสูงอายุและกำลังเจ็บป่วยในโรคยอดนิยม อาทิ โรคความดัน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคตับ โรคไต และโรคมะเร็ง และโรคอื่นๆ ที่ตามมาเป็น “แพ็กเกจ” แบบ “โปรโมชั่น” ซึ่งโรคเหล่านี้ที่ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับบรรดานายแพทย์ทั้งแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์แผนไทย แพทย์แผนจีน และแพทย์ทางเลือก ก็มีความเห็นคล้ายๆ กันครับว่า โรคเหล่านี้นั้นไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค ไม่ว่าจะเป็นโรคความดัน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคไมเกรน โรคเครียด โรคที่เกี่ยวกับคอเลสเตอรอล ไตรกรีเซอร์ไรด์ ลามไปถึงโรคมะเร็ง ล้วนเกิดจากวิถีการกินอยู่ การใช้ชีวิต ตลอดจนการดูแลสุขภาพแบบ “องค์รวม”
ผมมีที่ปรึกษาหลายท่านที่มีอายุขึ้นต้นด้วยเลข 6 และเลข 7 แต่ยังดูดีกระฉับกระเฉง มีสุขภาพทั้งกายและใจดี ดูอ่อนวัยแบบย้อนวัยไปกว่า 20 ปี อะไรคือเคล็ดลับที่สำคัญทำให้ผู้คนเหล่านี้มีสุขภาพดี จริงๆ แล้วก็เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวแต่เรามักจะคาดไม่ถึงและเรามักจะมองข้าม จากการที่ผมได้คุยกับ “หมอบุณย์” ซึ่งท่านเป็นแพทย์ทางเลือกอันดับต้นๆ ของประเทศ มีความรอบรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพแบบ “องค์รวม” ท่านให้ข้อคิดที่น่าสนใจ 4 ประการ ที่เรียกว่า “4 อ.” ถ้าใครสามารถทำได้ให้ถึงพร้อมรับรองว่า “โรคาพยาธิ” ต่างๆ จะไม่มาเบียดเบียน มีสุขภาพทั้งกายและใจที่สมบูรณ์แข็งแรง ไม่เป็นภาระแก่ใคร ทั้งคนใกล้ชิดและลูกหลาน เมื่อถึงเวลาอันสมควรก็เป็นไปตามกฎของธรรมชาติที่ว่าด้วย “ไตรลักษณ์” คือ เกิดขึ้น คงอยู่และแตกดับ ก็ละสังขารไปด้วยอาการสงบสุขและสันติ
“อ.ที่ 1” คือ “อากาศ” ซึ่งมีความจำเป็นที่สุดในการดำรงชีวิต หากขาดอากาศหายใจเพียงไม่กี่นาทีก็สิ้นลมกันแล้วครับ ดังนั้นการใช้ชีวิตอยู่ในสถานที่อากาศบริสุทธิ์ อากาศที่มีการถ่ายเทและอากาศที่ไร้มลพิษจึงเป็นสาระสำคัญอันดับแรก
“อ.ที่ 2” คือ “อาหาร” จำเป็นที่จะต้องเป็น “อาหาร” ที่มีสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นอาหารประเภท “ออร์แกนิก” หรือปลอดสารเคมีก็จะดีเป็นอย่างยิ่ง ต้องสร้างเสริมนิสัยให้กินแต่น้อยเน้นคุณภาพไม่เน้นปริมาณหรือรสชาติ ไม่กินตามปากหรืออารมณ์อยาก กินเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตให้มีสุขภาพดี
“อ.ที่ 3” คือ “อารมณ์” ซึ่ง “อารมณ์” เป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง จะต้องเป็นคนอารมณ์ดี เป็นคนประเภทคิดบวก ต้องท่องคาถาที่ว่า “ปัญหาทุกปัญหา จะไม่ใช่ปัญหา ถ้าเจ้าของปัญหาไม่เป็นตัวปัญหา เป็นการแก้ไขปัญหา” หมายความง่ายๆ ว่า ทุกปัญหาน้อยใหญ่ทุกครั้งที่เกิดขึ้นก็จะเป็นบ่อเกิดอารมณ์ที่หมองเศร้า ที่ต้องทนทุกข์ทรมานนั้น เมื่อปัญหาเกิดได้ก็แก้ได้และสามารถทำให้ดับลงได้ หากถึงพร้อมด้วย “สติ” และ “ปัญญา” ไม่นำพา “อารมณ์” เข้ามาเกี่ยว เมื่อเราเป็นคนที่มี “อารมณ์” ดีก็จะเป็นที่รักของคนรอบข้าง ใครๆ ก็อยากเข้ามาใกล้ชิด จึงทำให้เป็นคนที่อบอุ่นดึงดูดผู้คนจากทั่วทุกสารทิศเข้ามาหา
“อ.ที่ 4” คือ “ออกกำลังกาย” ก็ต้องยอมรับนะครับว่า ผู้คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันแทบจะไม่ได้ออกกำลังกายกันเลย ถือว่าเป็นบ่อเกิดของบรรดา “โรคาพยาธิ” ทั้งหลายทั้งปวงจากการที่ท่านไม่ได้ “ออกกำลังกาย” นี่แหละครับ
“อุจจาระ” ซึ่ง “อ.” ในข้อนี้หมายถึงการขับถ่ายของเสีย ทั้งอุจจาระและปัสสาวะ เพราะทุกสิ่งอย่างที่ท่านรับประทานหรือดื่มเข้าไป เมื่อได้ถูกร่างกายย่อยสลายนำไปใช้งานแล้วก็ต้องขับถ่ายของเสียออกมา ถ้าใครสามารถอุจจาระได้ทุกวันก็จะสุขภาพดีโดยอัตโนมัติครับ
แต่สำหรับผมแล้ว “4 อ.” ยังไม่เพียงพอครับ ยังเหลือ “อ.” สุดท้าย คือ “อยู่อาศัย” หมายถึงอาคารบ้านเรือนที่ถูกออกแบบและก่อสร้างอย่างถูกสุขลักษณะ สร้างถูกต้องตามหลัก “เคหศาสตร์” หรือเรียกว่าหลัก “ฮวงจุ้ย” ถ้าแปลตรงตัว คือ “ลม+น้ำ” ซึ่งเป็นคำที่สั้นๆ ง่ายๆ แต่ลึกซึ้งมากครับ จะต้องให้ลมสามารถถ่ายเทได้อย่างสะดวกทั้งยังไม่อับชื้น ในทางการออกแบบสถาปัตยกรรมเรียกว่า “Cross Ventilation” รวมไปถึงการออกแบบวางผังอาคารโดยใช้หลัก “Universal Design” ที่หมายถึงอาคารที่เหมาะสมสำหรับทุกเพศทุกวัยบางท่านเรียกว่า “อารยสถาปัตย์” คิดเผื่อทางลาดสำหรับรถเข็น เผื่อว่าในอนาคตจำเป็นต้องใช้
นี่คือหลัก “4 อ. + 1” ที่ผมนำมาปรับประยุกต์ใช้ก็ได้ผลเป็นอย่างดียิ่งครับ ท่านลองนำเอาไปปรับประยุกต์ใช้กัน หลัก “5 อ.” หรือ “4 อ.+1” ก็ขอฟันธงและคอนเฟิร์มว่าท่านได้รับประโยชน์อย่างแน่นอนครับ



