
สธ.ดันผลิตวัคซีนกันหวัดเป็นวาระแห่งชาติ
สธ.ดัน ผลิตวัคซีน เป็นวาระแห่งชาติ พร้อมปัดฝุ่นตั้ง สถาบันวัคซีนแห่งชาติ แถมเดินหน้าตั้งโรงงานกึ่งอุตสาหกรรมผลิตวัคซีนไข้เลือดออก-เจอี งบร้อยล้าน หลังทดลองในลิงได้ผลดี กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้
ที่กระทรวงสาธารณสุข เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 13 ส.ค. นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ ครั้งที่ 1/ 2552 ว่า การประชุมในวันนี้ (13 ส.ค.) ถือเป็นการประชุมครั้งแรกหลังจากที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ เมื่อปี 2544 เนื่องจากที่ผ่านมาติดปัญหาเมืองทำให้ไม่สามารถจัดการประชุมได้ ทั้งนี้ที่ประชุมซึ่งประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญทางด้านวัคซีนจากมหาวิทยาลัยต่างๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีความเห็นตรงกันว่า ขณะนี้ต้องให้ความสำคัญในการพัฒนาและผลิตวัคซีนอย่างจริงจัง หลังจากที่เมื่อ 20 ปีแล้ว ไทยเป็นประเทศอันดับต้นๆ ที่มีศักยภาพในการผลิตวัคซีน แต่ภายหลังถูกทิ้งโดยไม่ได้ให้ความสำคัญ โดยแค่สั่งซื้อเข้ามาใช้ในประเทศเท่านั้น ทำให้ขณะนี้ศักยภาพการผลิตวัคซีนของไทยจึงอยู่ในระดับที่วิจัยคิดค้นเท่านั้น แต่ไม่สามารถข้ามไปสู่การผลิตระดับอุสาหกรรม
“ในอดีตการผลิตวัคซีนถูกมองว่า เป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า โอกาสคืนทุนต้องใช้ระยะเวลาถึง 15 ปี หรือใช้ระยะเวลานานกว่านั้น และหากผลิตวัคซีนแล้ว แต่กลับไม่มีการแพร่ระบาดของโรค วัคซีนก็กลายเป็นสิ่งไม่มีประโยชน์ไป แต่วันนี้หลายมหาวิทยาลัยได้มีการพัฒนาวิจัยวัคซีนหลายตัวที่เป็นประโยชน์ ดังนั้นจึงต้องมีการกำหนดนโยบายที่ชัดเจนในการส่งเสริมการผลิตวัคซีน ซึ่งถือเป็นความมั่งคงของประเทศที่ไม่ต้องยืมจมูกคนอื่นๆ หายใจ โดยเฉพาะหากเกิดวิกฤตโรคแพร่ระบาดจะไม่มีประเทศใดยอมขายวัคซีนให้แน่นอน” นายวิทยา กล่าว และว่า ฉะนั้นที่ประชุมจึงเห็นร่วมกันว่าต้องเร่งผลักดันให้การผลิตวัคซีนเป็น “วาระแห่งชาติ” ซึ่งจะนำเสนอต่อที่ประชุม ครม.ต่อไป และที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีได้เห็นความสำคัญและสนับสนุนมาโดยตลอด จะเห็นได้จากการปรับเพิ่มงบประมาณการวิจัย ซึ่งเดิมเคยได้เพียงแค่ 0.2% ของจีดีพี โดยได้เสนอเพิ่มเป็น 1% ของจีดีพี
ด้าน นพ.สมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เลขานุการคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ กล่าวว่า การผลักดันการผลิตวัคซีนเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากเกิดการแพร่ระบาดของโรค คำตอบสุดท้ายก็คือวัคซีน ดังนั้นที่ประชุมจึงเป็นชอบให้ผลักดันการผลิตวัคซีนเป็นวาระแห่งชาติ เนื่องจากมีโรคหลายชนิดจำเป็นต้องใช้วัคซีนเป็นเครื่องมือในการป้องกันโรค อีกทั้งยังเป็นค่าใช้จ่ายในการป้องกันโรคที่ถูกว่าหลายเท่าเมื่อเปรียบเทียบกับค่ารักษาที่เกิดขึ้น และขณะนี้เพียงแค่วัคซีนพื้นฐานที่ฉีดให้กับเด็กก็มีอยู่หลายชนิด เช่น คอตีบ บาดทะยัก โปลิโอ และมีวัคซีนใหม่ๆ เพิ่มเติมอีกหลายตัว เช่น วัคซีนป้องกันไข้สมองอักเสบ วัคซีนป้องกันวัณโรคชนิดใหม่ ซึ่งหากไทยผลิตได้เองน่าจะดีกว่า
“การจัดตั้งสถาบันวัคซีนแห่งชาติ เป็นข้อเสนอเดิมในอดีต แต่ที่ประชุมเห็นตรงกันว่า การผลิตวัคซีนเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน ควรมีสำนักงานกลางในการประสานงานเพื่อให้เกิดคล่องตัว จึงควรตั้งเป็นสถาบันวัคซีนแห่งชาติขึ้น โดยขณะนี้ร่าง พรบ.จัดตั้งสถาบันวัคซีนแห่งชาติ อยู่ระหว่างการนำเสนอ รมว.สาธารณสุข เพื่อนำเสนอต่อ ครม.ต่อไป” นพ.ม.ล.สมชาย กล่าว และว่า สำหรับงบประมาณที่จะนำมาดำเนินการนั้น จะนำมาจากงบประมาณมาจากโครงการเมืองไทยเข้มแข็ง
นพ.ม.ล.สมชาย กล่าวว่า การผลิตวัคซีนในบ้านเราขณะนี้มีเฉพาะวัคซีนบีซีจี เพื่อป้องกันวัณโรค และเซรุ่มแก้พิษงู ซึ่งเป็นการผลิตเพื่อใช้ในประเทศเท่านั้น ไม่สามารถส่งออกได้ เนื่องจากไม่ได้มาตรฐานจีเอ็มพี ส่วนวัคซีนอื่นๆ ที่ใช้อยู่ขณะนี้เป็นของบริษัทเอกชนที่เซ็นสัญญานำเข้ามา ดังนั้นจึงควรมีการลงทุนและผลิตวัคซีนใช้เอง รวมทั้งส่งออกด้วย ซึ่งจะเป็นแนวทางที่ดีกว่า ทั้งนี้วัคซีนที่อยู่ระหว่างการวิจัยในประเทศนั้น ได้แก่ วัคซีนไข้เลือดออก ไข้สมองอักเสบ เป็นต้น โดยวัคซีนทั้ง 2 ชนิดนี้ที่ประชุมเห็นชอบให้เสนอจัดตั้งโรงงานนำร่องในการผลิต
ขณะที่ นพ.จรุง เมืองชนะ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ เห็นชอบผลักดันการผลิตวัคซีน 4 ชนิด นอกจากวัคซีนหวัด 2009 ที่ดำเนินไปแล้ว คือ 1.วัคซีนไข้สมองอักเสบ 2.วัคซีนไข้เลือดออก 3.วัคซีนวัณโรคปอด (New TB.) และ 4.วัคซีนรวม คอตีบ ไอกรน บาดทะยัง โดยวัคซีนไข้สมองอักเสบ และวัคซีนไข้เลือดออก ซึ่งวิจัยโดยมหาวิทยาลัยมหิดลขณะนี้ ควรมีการจัดตั้งโรงงานนำร่องเพื่อผลิตวัคซีนระดับกึ่งอุตสาหกรรมและทดสอบทางคลินิก เสนอจัดตั้ง 3 แห่ง คือ องค์การเภสัชกรรม กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งโรงงานแห่งนี้สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อผลิตวัคซีนอื่นๆ ได้
“การลงทุนคาดว่าจะใช้งบประมาณ 100 ล้านบาท โดย 80 ล้านบาทใช้ผลิตวัคซีนไข้เลือดออก และอีก 20 ล้านบาทใช้ผลิตวัคซีนไข้สมองอักเสบ อย่างไรก็ตามการลงทุนนี้ถือว่าน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับการสั่งซื้อวัคซีน เพราะแค่วัคซีนหวัด 2009 ที่ไทยสั่งนำเข้ามาเพียง 2 ล้านโดส ต้องใช้งบประมาณถึง 600 ล้านบาท” นพ.จรุง กล่าว และว่า สำหรับความคืบหน้าในการวิจัยวัคซีนทั้งไข้เลือดออกและไข้สมองอักเสบ ทราบว่าขณะนี้ได้มีการฉีดทดลองในลิงแล้ว ผลมีการกระตุ้นภูมิต้านทานที่ดี โดยองค์การอนามัยโลกได้เข้ามาดูด้วย
นพ.จรุง กล่าวต่อว่า สำหรับวัคซีนวัณโรคปอดนั้น ที่ประชุมเห็นด้วยให้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตจากประเทศยุโรปและอเมริกา ซึ่งวัคซีนนี้หากผลิตขึ้นจะเป็นประโยชน์อย่างมาก ไม่แต่เฉพาะประเทศไทยแต่สามารถส่งออกไปยังประเทศในภูมิภาคเอเชียและแอฟริกาได้ ที่มีการแพร่ระบาดเช่นกัน ทั้งนี้วัคซีนวัณโรคปอดนี้ต่างจากวัคซีนวัณโรคที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเพราะเพียงแต่ป้องกันวัณโรคแพร่กระจายไปยังสมองและตับเท่านั้น แต่สำหรับที่ปอดกับไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกันเท่าที่ควร
ด้าน ศ.ดร.สุธี ยกส้าน ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาวัคซีน มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงความคืบหน้าในการทดลองวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออกในเชื้อไวรัสเดงกี่ 4 ชนิด ว่า จากการทดลองโดยฉีดในลิงพบว่าได้ผลดี มีภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นทั้ง 4 ชนิด โดยมีภูมิคุ้มกันต่อต้านโรคไข้เลือดออก และตรวจพบเชื้อไวรัสในเลือดของลิงแค่ระยะสั้น หรือบางตัวไม่พบเลย แสดงว่าเราได้วัคซีนที่เหมาะสมแล้ว และสามารถนำไปทดลองในคนได้ต่อไป และจะไม่เกิดผลข้างเคียง อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่สามารถเดินทางทดลองในคนได้ เพราะตามระเบียบการทดลองในคนนั้นจะต้องมีโรงงานนำร่องรองรับ ซึ่งเรายังไม่มีโรงงาน แต่ถือเป็นเรื่องที่ดีที่คณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติเห็นความสำคัญและผลักดันให้มีการจัดตั้งโดยเร็ว และหากทาง ครม. เห็นชอบคาดว่า จะมีการก่อสร้างแล้วเสร็จใน 1 ปี ซึ่งจะเดินหน้าทดลองในคนต่อไป โดยในขั้นตอนทดลองในคนคาดว่าจะใช้งบประมาณ 40 ล้านบาท ซึ่งหากทำสำเร็จจะสามารถผลิตส่งออกได้ถือว่าคุ้มค่า
ส่วนวัคซีนโรคไข้สมองอักเสบนั้น ศ.ดร.สุธี กล่าวว่า ขณะนี้ได้เริ่มทดลองแล้วใน 2 แบบ คือ วัคซีนเชื้อตาย และวัคซีนเชื้อเป็น โดยวัคซีนเชื้อตายได้ทดลองฉีดในสัตว์ทดลองแล้ว และคิดว่าคงไม่ทำต่อ เนื่องจากการทดลองในวัคซีนเชื้อเป็นเห็นว่า น่าจะมีความปลอดภัยกว่าเพราะได้มีการตัดต่อยีน ทำให้ปลอดเชื้อแล้ว เป็นเทคโนโลยีเดียวกับยุโรปและอเมริกา โดยวัคซีนเชื้อเป็นได้เพาะเชื้อไว้วัคซีนต้นแบบ และเตรียมเริ่มต้นนำทดลองในหลอดทดลองและฉีดในสัตว์ทดลอง คาดว่า 1-2 ปี จะได้ผล



