
ตาดห้วยปิง ... หนึ่งเสน่ห์ลาวใต้
คอลัมน์... ชวนเที่ยว เรื่อง / ภาพ... นพพร วิจิตร์วงษ์
“ทริปสำรวจ” คำนี้เหมือนกับเวทมนตร์ลึกๆ ที่ทำให้เราต้องออกเดินทางตามไปได้ง่ายๆ ทั้งๆ ที่บอกกับตัวเองหลายต่อหลายครั้งว่า ผ่านพ้นช่วงเวลาของการพิสูจน์อะไรแล้ว ไม่ว่าจะเพื่อพิชิต หรือค้นหาเส้นทางสายใหม่ แต่ ... มันก็อดไม่ได้ ยิ่งต่อท้ายทริปสำรวจที่ว่า เป็นตาดยักษ์แห่งป่าดงหัวสาว ป่าสงวนแห่งชาติบนที่ราบสูงบอละเวน แถวเมืองปากซองในดินแดนลาวใต้ ใครจะนิ่งเฉยอยู่ได้
จริงๆ มีนักท่องเที่ยวสายธรรมชาติและผจญภัยจากไทยไปเยือนดินแดนแถบนี้อยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะรถเข้าเกือบถึง หรือต้องเดินป่า รวมถึงโหนสลิงผ่านป่าก็มีอยู่ ที่ป่าดงหัวสาวแห่งนี้
“ห้วยปิง” ชื่อลำห้วยสายไม่ใหญ่ ไหลผ่านแนวหุบป่า ก่อนจะทิ้งตัวดิ่งลงจากหน้าผาสูงเป็นตาดขนาดยักษ์อีกตัว ที่นักท่องเที่ยวยังเข้าถึงไม่มากนัก วันที่เราเข้าไปถึง จึงได้รู้ว่า น่าจะเป็นกลุ่มที่ 3 ที่เดินถึงเป้าหมาย
ด้วยความที่ข้อมูลการเข้าถึงตัวน้ำตกน้อยมาก การเตรียมพร้อมเลยต้องมากหน่อย อย่างน้อยก็ต้องเป้เบา เพราะอาจจะต้องเดินเร็วขึ้นหน่อย เดินนานขึ้นอีกนิด แน่นอนว่า ทริปนี้เกาะกลุ่มไปกับพี่ “กัณฑ์ คนแบกเป้” บุรุษหนวดงามที่เข้าไปบุกเบิกการท่องเที่ยวในดินแดนลาวใต้แห่งนี้เมื่อ 10 กว่าปีก่อน กะทั่งมีรายการโทรทัศน์ตามเข้าไปทำรายการสารคดีออกเผยแพร่สู่สายตานักท่องเที่ยวชาวไทย
ถึงจะไป "หุบห้วยปิง” ที่อยู่กันคนละหมู่บ้าน คนละเส้นทาง แต่เราก็ยังไปตั้งต้นที่ บ้านหนองหลวง เมืองปากซองหรือปากช่อง ของแขวงจำปาสัก ระยะทางจากช่องเม็กไป ก็ราวๆ 100 กม. เพราะนัดคนนำทาง ลูกหาบ รวมถึงรถที่จะมารับเข้าไปส่งชายป่าภูป่ง
ราวบ่าย 2 รถสองแถวที่ว่าจ้างก็เข้าไปส่งถึงบ้านหนองหลวง ขนข้าวของลงมาเตรียมการ เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดเดินป่าที่ทะมัดทะแมงพร้อมลุยป่า ลุยฝนมากขึ้น รถที่จะมารับไปส่งชายป่าพร้อมแล้ว เย้ยยยย....รถทหาร เป็นรถเหล็กขนาดใหญ่จริงๆ ด้วย ตอนแรกที่อ้ายหลุยส์ มือหาบคนก่งจากบ้านหนองหลวงบอกยังไม่เชื่อ
เส้นทางแม้จะไปตามทางลูกรัง เละบ้าง น้ำขังบ้าง แต่นั่นยังไม่เท่ากับความสูงของรถที่ระกิ่งไม้ กวาดทุกอย่างลงมาใส่คนบนรถ เป็นระยะๆ ทั้งกิ่งไม้ ใบไม้ หนอน แมลง มด เรียกว่ามีฮาไปตลอดทาง แถมบางช่วงติดหล่มต้องใช้วินซ์ถึง 2 ครั้ง แต่ด้วยความเป็นทางที่เหมือนลงเนินเล็กๆ ก็เลยไม่ยากเย็นนัก ร่วม 2 ชั่วโมงที่นั่งหวั่นๆ ปนฮากว่าจะถึงจุดหมายเป็นที่พักของชาวบ้านที่ไปทำไร่กาแฟ
ดินแดนแห่งที่ราบสูงบอละเวน เมืองปากซอง ขึ้นชื่อนักเรื่องกาแฟสายพันธุ์อาราบิก้า ที่ให้รสชาติดี แถมผลิตส่งกาแฟแบรนด์ดังของโลก และของลาว กระทั่งดินแดนแถบนี้แทบจะกลายเป็นไร่กาแฟ แม้จะทั้งนักธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องดื่มไทยยังไปกว้านซื้อที่ปลูกกาแฟเป็นหมื่นไร่ แต่สำหรับชาวบ้าน เขาปลูกกันตามดงตามดอยแบบนี้แหละ ถ้าไม่ได้มีที่ทางอยู่แถวบ้านหรือหมู่บ้านที่ตัวเองอยู่ ถึงเวลาก็เข้าไปดูแลกันที เคยถามไถ่เรื่องนี้ได้ความว่าทางการอนุญาตให้เฉพาะคนหมู่บ้านกันชนเข้าไปทำกินได้ แต่ห้ามเรื่องการซื้อขายเด็ดขาด
รุ่งขึ้นพอรู้ว่าจะต้องนั่งรถไปส่งอีกระยะหนึ่ง ราวๆ ไม่เกิน 5 กม. เลยขอเดิน(ดีกว่า) ส่งเป้ขึ้นรถแล้วเดินไปตามทาง สบายกว่ากันเยอะ
แล้วก็ไปถึงไร่กาแฟสุดท้าย ท้ายสุด จากนั้นก็ขึ้นเป้ เดินผ่านไร่กาแฟลงเนินไปเรื่อยๆ จนไปสุดชายน้ำ ที่แม้จะใสแต่ก็ดูลึกจนต้องให้เพื่อนตัวสูงไปหยั่งเชิง เอาวะ! ยังไม่ถึงสะโพกเขา อย่างมากก็เอวเรา แล้วก็เดินตามๆ กันไป ขึ้นอีกฝั่งได้ คราวนี้เป็นทางขึ้นเขาอย่างเดียว ขึ้นและขึ้นจนต้องพักหอบไปหลายยก แล้วไม่นานก็โผล่ขึ้นไปถึงลานหินด้านบนเหนือน้ำตกสายเล็ก ที่พอเดินเข้าไปใกล้ก็เห็นเป็นแค่ธารน้ำเล็กๆ
ยังไม่ทันจะปลายฝนดี แต่ก็เริ่มได้เห็นดอกไม้ดินจำพวก สร้อยสุวรรณา หญ้ารากหอม ออกดอกทักทายไปตามรายทางแล้ว ขาดก็แต่สีม่วงๆ ของดุสิตา มาปะปน ส่วนเปราะภูเริ่มน้อยลงไป หลังจากที่ออกดอกชุกไปแล้วก่อนหน้า
จากตรงนี้ เดินไปตามลานหินชุ่มน้ำ มีมอสเกาะเป็นรูปร่างแปลกๆ เป็นระยะๆ ดอกสร้อยสุวรรณาสีเหลือง ตัดกับแนวสน และฟ้าหลังฝนที่สดใส หม้อข้าวหม้อแกงลิง มีมากมายเต็มไปหมด กำลังออกดอกกันพอดี จะว่าไปฉันเคยเห็นบรรยากาศคล้ายๆ กันนี้ ที่ทุ่งโนนสน อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง จ.พิษณุโลกของไทยเรานี่แหละ แต่ก็ไม่ทำให้อารมณ์และบรรยากาศทับซ้อนจนไม่รู้สึกถึงความแตกต่างไปได้ ....เสน่ห์ของลานหินและผืนดินชุ่มน้ำมันเป็นอย่างนี้นี่เอง
จากเดินกลุ่มต้นๆ กลายไปเป็นเดินปิดทายขบวน หลุดจากลานหินก็เข้าโซนน้ำตกที่มีน้ำไม่มากนัก เรายังต้องลัดไปลงเนิน คราวนี้ก็ลงอย่างเดียวกระทั่งไปสุดทางที่ลานหินน้ำตกอีกสายหนึ่ง แม้จะไม่มีน้ำไหลมากมาย แต่หินแทบจะทุกก้อนเป็นสีเขียวไปด้วยมอสและตะไคร่น้ำ พอตัดขึ้นอีกทุ่ง ก็ถึงที่พัก .... ริมห้วยปิง
สายน้ำกลางแคมป์ เป็นทุกอย่าง ทั้งกิน อาบ นั่งแช่ ทำกับข้าว เหลือเชื่อว่าเราไปถึงตั้งกะบ่ายต้นๆ เร็วจนไม่อยากจะคิด จากนี้ก็เป็นช่วงเวลาของการพักผ่อน ละเลียดธรรมชาติและสายน้ำ ไปจนกระทั่งเย็นย่ำ
กลางดึก ฝนตกลงมาอย่างหนัก ใครกางฟรายชีตกันฝนไม่ดีก็มีเปียก หรือเต็นท์ไม่กันน้ำก็แทบไม่ต้องนอนกันทีเดียว แต่ฝนมาแบบนี้ ทำให้ใจชื้นว่า น้ำตกน่าจะอลังการกว่าเมื่อวานแน่ๆ
สายๆ หลังมื้อเช้า เริ่มเดินกันอีกครั้ง เป็นการเดินตัวเปล่า เข้าหาน้ำตกใหญ่ ใชเวลาเดินราวๆ ชั่วโมงกว่า ผ่านผ่า ข้ามห้วยเล็กๆ ดอกไม้ดินจำพวกหญ้าข้าวก่ำทักทายอยู่ในรายทาง เจอยี่โถปีนังออกดอกอยู่ไม่กี่ดอก ไม่น่าเชื่อว่าที่ลาวก็มี เพราะเคยเห็นแต่ที่ป่าฮาลาบาลา ที่ภาคใต้ของเราเอง
ทุ่งหญ้า และป่าสนก่อนตัดลงตัวน้ำตกเหมือนเป็นดินแดนของสายหมอก ขนาดสายแล้ว หมอกยังปกคลุมครึ้ม เห็นต้นใหญ่ในเงาลางๆ นี่เลยบรรยากาศที่อยากนั่งอยู่เฉยๆ ไม่ต้องเดินไปไหนอีก แต่ ... ในความเป็นจริง ต้องเดินตัดลงข้างเขา ลง และลง กระทั่งได้ยินเสียงน้ำกระแทกหิน น้ำตกที่เห็นเบื้องหน้า แม้น้ำจะยังไม่เต็มหน้าผา หากแต่ลดหลั่น 2-3 ชั้น ลงมาสู่เบื้องล่าง และยังมีลงต่อไปอีก เราหยุดกันแค่ชั้นนี้ ชมความสวยงาม ใสเย็น และยิ่งใหญ่ นี่ถ้าฝนใหญ่ๆ อีกไม่กี่ครา น้ำเต็มหน้าผา คงจะยิ่งใหญ่กว่านี้อีกเท่าตัว
ครู่ใหญ่ที่ทั้งถ่ายรูป เล่นน้ำกันฉ่ำปอด ค่อยเดินทางกลับแคมป์ กินขาวเที่ยง เก็บข้าวของแล้วเดินย้อนกลับทางเก่าออกมาชายป่า ซึ่งรถมารออยู่แล้ว ระยะทางวันนี้แม้จะเดินไกลกว่าเมื่อวานเพราะบวกเส้นทางไปน้ำตกด้วย แต่ก็ยังทำเวลากันได้ดี ราวๆ บ่ายสองกว่าๆ ก็ออกมาถึงรถ
คราวนี้ หลายคนเลือกที่จะเดินกลับ ยังพอรู้ว่ามีทางเดินลัดที่ย่นระยะไปได้กว่าค่อนทาง แต่ฉันกับเพื่อนอีกกลุ่มเลือกไปกับรถ แล้วก็ไม่วายระทึกทิ้งท้าย เพราะดันกวาดงูลงมาทักทาย แล้วยังติดหล่มอีก โดยเฉพาะตอนหลังไปติดอยู่กลางหนองน้ำ
นาฬิกาเดินไปเรื่อยๆ อากาศก็เย็นลงเรื่อยๆ จนเริ่มหนาว กับความไม่รู้ว่า ยังเหลือระยะทางอีกแค่ไหน และเมื่อไหร่จะหลุดจากตรงนี้ไปได้ ท้องฟ้าเริ่มมีดวงดาว และทางช้างเผือกที่เริ่มปรากฏลางๆ ให้ตายเถอะ ตอนตั้งใจไปตามหากลับไม่เจอ แต่ดันมาเจอกันในช่วงเวลาแบบนี้
ช่วงเวลาที่อยู่กับเสียงหัวใจตัวเอง เสียงผู้คนรอบข้าง เสียงพูดตัดบทกันไปมา จะด้วยปลอบใจตัวเองหรือเพื่อนร่วมทาง แต่เชื่อว่าในใจคงคิดถึงเป้าหมายเดียวกัน .... ขอให้รอดออกไปโดยไม่ต้องเท้าเปียกน้ำหรือต้องเดินเหนื่อยอีก
2 ชั่วโมงกับการชมทางช้างเผือกด้วยกัน กลางหนองน้ำ ในเส้นทางชายป่า มันดูจะมากเกินไป แต่นี่แหละ อาจจะเป็นทริปสำรวจที่ไม่ต้องเดินเหนื่อย เพราะมันเป็นการสำรวจภาวะจิตใจของแต่ละคนในสภาวะคับขันก็เป็นได้
เส้นทางสายใหม่ในดินแดนที่ราบสูงบอละเวน แม้บางช่วง บางจังหวะให้อารมณ์ของลานหิน ผืนดินชุ่มน้ำ ดอกไม้ดิน ไม้ใหญ่ สายหมอก แต่โดยรวมๆ แล้ว มีเสน่ห์เหลือเกิน ....เสน่ห์แห่งลาวใต้



