ไลฟ์สไตล์

‘MLR’ทางเลือกอันเป็นทางรอดใหม่ของการลงทุน‘อสังหาฯ’

‘MLR’ทางเลือกอันเป็นทางรอดใหม่ของการลงทุน‘อสังหาฯ’

10 ก.ย. 2559

‘MLR’ ทางเลือกอันเป็นทางรอดใหม่ ของการลงทุน ‘อสังหาฯ’ ในอนาคต : คอลัมน์ คลินิกคนรักบ้าน กับ ดร.ภัทรพล

 

           หลายเดือนที่ผ่านมาผมนั่งคิดพินิจพิจารณาแบบนิ่งๆ เงียบๆ ว่าอะไรคือคำตอบของการลงทุนใน “อสังหาริมทรัพย์” ในอนาคต พอพูดถึงการลงทุนใน “อสังหาริมทรัพย์” นั้น ผมเชื่อว่าทุกท่านจะไม่สามารถหลบลี้หนี้พ้นการลงทุนใน “อสังหา ฯ” น้อยใหญ่ในรูปแบบต่างๆ ได้ ซึ่งผมหมายถึงท่านอาจจะเล่นบทบาทในบางโอกาสเป็นทั้งผู้ซื้อ, ผู้ใช้บริการ หรืออาจจะเป็นผู้ขายหรืออาจจะเป็นเจ้าของโครงการ เพราะอย่างไรเสียท่านก็จะเป็นหนึ่งในนั้นครับ 

           สำหรับ “อสังหาริมทรัพย์” ของผมนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะถือว่าเป็นหนึ่งใน “ปัจจัย 4”  ของมนุษย์ ซึ่งจะว่าไปแล้วก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าปัจจัยที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร,เครื่องนุ่งห่ม, (รวมไปถึงเครื่องใช้ไม้สอย) ยารักษาโรคและ “ที่อยู่อาศัย” หมายถึง “อสังหาริมทรัพย์” ครับ จะเห็นได้ว่าในธุรกิจการลงทุนใน “อสังหาฯ” จะประกอบไปด้วย ผู้ที่ลงทุนและผู้ซื้อ ซึ่งเป็นผลผลิตจากการลงทุนไม่ว่าจะเป็น “ที่ดินเปล่า”, “บ้านเดี่ยว”, “บ้านแฝด”, “ทาวเฮ้าส์”, “อพาร์ทเม้นท์”, “คอนโดฯ”, “โฮสเทล”, “โรงแรม”, “รีสอร์ท”  ฯลฯ หมายถึงจะมีทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย รวมทั้งผู้ใช้บริการรวมกันอยู่ในเวลาเดียวกันเสมอ 

           บางครั้งเราก็เป็นผู้ใช้บริการ เช่น พักในโรงแรม, รีสอร์ท, เช่าอพาร์ทเม้นท์ ฯลฯ ในบางครั้งเราเป็นผู้ขาย เช่น ลงทุนทำตึกแถวขาย,ลงทุนทำทาวเฮ้าส์ขาย หรือ ขายที่ดินเปล่า,ขายบ้านตัวเอง,ขายคอนโดฯ ตัวเอง ฯลฯ เป็นการขายเพื่อปรับเปลี่ยนมือเพื่อที่จะขยับขยายไปสู่ “อสังหาฯ” ที่มีมูลค่าและคุณค่าสูงขึ้น สามารถตอบโจทย์กับรูปแบบชีวิตที่ดีขึ้นและเหมาะสมยิ่งขึ้น

           ดังนั้น ความเข้าใจให้ถึง “แก่นแท้” ของ “อสังหาฯ”  จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งครับ ไม่ใช่ว่าเป็นแค่สิ่งที่ควรรู้ แต่แท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่เราจำเป็นต้องรู้ เพราะตั้งแต่วันแรกที่เราเกิดขึ้นมาลืมตาดูโลก จวบจนวันสุดท้ายที่เราหลับตาละสังขารเดินทางจากโลกนี้ก็ต้องไปเกี่ยวเนื่องไม่ทางใดทางหนึ่งกับ “อสังหาริมทรัพย์” ไม่รูปแบบใดก็รูปแบบหนึ่งครับ จากการที่ผมได้ถูกฝึกมาให้เป็นคนประเภท “น้ำไม่เต็มแก้ว” และสนใจใฝ่รู้ ประกอบกับการที่ผมเป็นคนที่โชคดีมากครับที่รอบๆ ตัวผมล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยผู้รู้ระดับ “กูรู” ในศาสตร์ต่างๆ หลายหลากแขนง จึงทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรต่างๆ มากมายที่สามารถนำมาปรับประยุกต์ใช้เกี่ยวกับการลงทุนใน “อสังหาริมทรัพย์” ครับ

           เมื่อเราพบว่า “แก่น” ของ “อสังหาริมทรัพย์” นั้น ประกอบไปด้วยทั้ง “ผู้ซื้อ” และ “ผู้ขาย” ในเวลาเดียวกัน การมอง “อสังหาฯ” ในแต่ละประเภทแต่ละโครงการก็จำเป็นจะต้องมองให้ครบถ้วนแบบ 360 องศา ในทุก “มิติ” หรือ “Matrix” ซึ่งผมเรียกว่า “MLR” เป็นศัพท์ใหม่ที่ผมบัญญัติขึ้นครับ คือ “Multi Level Real Estate (Investment)” หมายความถึง “หลายมิติที่ซ้อนทับกันในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์” เราเคยได้ยินคำว่า “MLM” หรือ “Multi Level  Marketing” ที่มักใช้ในธุรกิจ “ขายตรง” ที่มีการปันผลเป็นชั้นๆ ซ้อนทับกันหรือ “MLC” หมายถึง “Multi Level  Consumer” 

           แต่สำหรับการลงทุนใน “อสังหาฯ” คือ “MLR” หรือ “Multi Level Real Estate (Investment)” แต่ที่เหมือนกันและคล้ายคลึงกันของทั้ง MLM, MLC และ MLR ก็คือ การสร้าง“Networking” หรือ เครือข่ายรวมไปถึง “Plate form” และ “Application” ของทั้ง ผู้ผลิต, ผู้จำหน่าย และ ผู้ซื้อ ซึ่งจะก่อให้เกิดผลดีทั้งระบบ นอกจากที่ ผู้ซื้อ จะสามารถซื้อ “อสังหาฯ” ในราคาที่ถูกลงจากท้องตลาดที่ประกาศขายอย่างน้อย 20% - 40% ก็ยังจะได้รับข่าวสารข้อมูลเชิงลึกที่ถูกต้องแม่นยำโปร่งใสตรงไปตรงมา รวมถึงได้รับสิทธิประโยชน์คืนกลับไปในรูปแบบต่างๆ 

           ไม่ว่าท่านจะซื้อหรือจะขาย “อสังหาฯ”  คำจำกัดความสั้นๆ ง่ายๆ รวบรัดตรงไปตรงมาของ “MLR” หรือ Multi Level Real Estate (Investment) คือ “ซื้อก็รวย,ขายก็รวย,อยู่ก็รวย,ร่วมด้วยช่วยกันรวย” เพราะในโลกแห่งความจริงนั้นหากเราเป็น “ผู้ซื้อ” และ “ผู้ขาย” “อสังหาริมทรัพย์” ในทำเลที่ถูกต้อง ในราคาที่ถูกต้อง ในจังหวะและโอกาสที่ถูกต้อง อย่างไรก็กำไรครับ เพราะในแง่ “Capital Gain” นั้น “อสังหาฯ” ในราคาและทำเลที่เหมาะสมถูกต้อง มีแต่ทวีมูลค่าขึ้นตามกาลเวลาไม่มีด้อยค่าลงครับ

           สาระน่ารู้ของ “MLR” ที่ผมคิดขึ้นและบัญญัติศัพท์ขึ้นเป็นคนแรก ถือได้ว่าเป็น “นวัตกรรมทางความคิด” ในด้านการลงทุน “อสังหาริมทรัพย์” ในอนาคต ยังมีรายละเอียดที่น่ารู้และควรที่จะรู้อีกมากครับ เพราะพื้นที่หมดโปรดติดตามกันต่อในตอนต่อไป เพื่อไปดูกันว่าการใช้แนวคิดของ “MLR” ของผมจะทำให้ “อสังหาฯ” ที่มีอยู่เกลื่อนกลาดดาษดื่นกันไปทั่วสามารถลดราคาลงได้ถึง 20-40% ได้หรือไม่ และทำได้อย่างไร เช่น คอนโดมิเนียมพื้นที่ 30 ตารางเมตร หากราคาในท้องตลาดตารางเมตรละ 50,000 บาท ถึง 60,000 บาท ก็จะมีราคาประมาณ 1,500,000++ บาท ถึง 1,800,000++ บาท จะมีราคาลดลงเหลือ 700,000++ บาท ถึง 900,000++ บาท กันได้อย่าง ไร และแนวคิดของปรามาจารย์ “ขงจื้อ” เมื่อกว่าสองพันปีล่วงแล้ว ที่ว่าด้วยทฤษฎี “ม้าหิวน้ำ” เกี่ยวข้องอะไรกับ “MLR” ของผม และผมได้นำมา “ต่อยอด” ด้วยการ “ปรับ+ประยุกต์” ใช้อย่างไร ก็ห้ามพลาดตอนต่อไปอย่างเด็ดขาดครับ แล้วพบกันนะครับอีกสองสัปดาห์หน้า