รักที่อิสระ
รักที่อิสระ : บาตรเดียวท่องโลก โดยพระพิทยา ฐานิสสโร
หญิงชาวอเมริกันท่านหนึ่งได้มาขอคำปรึกษาช่วงงานภาวนาที่จัดขึ้น ณ สถานปฏิบัติธรรมป่าเมเปิล รัฐเวอร์มอนท์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เธอสนใจการนั่งสมาธิ เจริญจิตตภาวนามาเป็นเวลานาน เมื่อหลายปีที่แล้วเธอเคยคิดที่จะบวชเป็นภิกษุณี เพราะรู้สึกว่ามันเป็นชีวิตที่เรียบง่ายสงบ แต่ในที่สุดเธอเลือกที่จะมีคู่ชีวิต เธอรู้สึกเสียใจหลายครั้งที่เธอมิได้ทำตามความตั้งใจที่อยากบวช เธอคิดว่าสามารถปฏิบัติด้วยกันได้ขณะที่เลือกใช้ชีวิตคู่ร่วมกันเพราะเธอเห็นอาจาร์สอนภาวนาที่เป็นฆราวาสหลายคู่ที่เลือกใช้ชีวิตคู่พร้อมการปฏิบัติภาวนาเพื่อเกื้อกูลกันและกันเติบโตในทางจิตวิญญาณ
แต่สำหรับคู่ของเธอ มันกลับมิได้ง่ายอย่างที่คิด หลายครั้งความคิดที่ขัดแย้งเกิดขึ้นกับตัวเธอและคู่ชีวิต จนรู้สึกเหมือนขาดอิสรภาพ
ความสงบสงัดจากสิ่งรบกวนภายนอก อยู่กับธรรมชาติบริสุทธิ์ มีภาระน้อย ได้อยู่ลำพัง สันโดษ จากการเสพ บริโภค ใช้ กินแต่น้อย เจริญภาวนาให้มากสม่ำเสมอ ในอิริยาบถหลัก อิริยาบถย่อย คือปัจจัยสำคัญ ที่ช่วยเกื้อกูล หนุนส่งให้นักปฏิบัติเพื่อแสวงหาอิสรภาพจากสิ่งทั้งปวง เจริญก้าวหน้าได้ง่าย แต่ก็ไม่มีสูตรสำเร็จใดที่ตายตัว แต่เมื่อเราเลือกที่จะมีใครสักคนมาเป็นคู่ชีวิต คงมิใช่เรื่องง่ายที่เราจะได้อิสรภาพอย่างแท้จริง เพราะเรายังต้องการกันและกัน เพื่อเติมเต็มบางสิ่งบางอย่างที่ยังขาดอยู่ในจิตใจตัวเอง
ถึงแม้การมีชีวิตคู่ อาจช่วยเกื้อกูลการปฏิบัติกันและกันในช่วงแรก แต่ในที่สุดแล้วเราก็ต้องเป็นอิสระจากกันโดยสิ้นเชิง เพราะทั้งหมดของชีวิตคู่ในที่สุดมันคือภาระแห่งจิตใจ วิถีวิเวกจึงจะพบกับอิสรภาพที่แท้จริง ซึ่งไม่ใช่เป็นรูปแบบหลอกๆ แต่ต้องทำจริง ซื่อสัตย์กับตนเอง
เพราะการใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ความผูกพันยังมีอยู่ ถ้าภายในจิตใจของเราหรือคนที่อยู่ร่วมด้วยยังมีความอบอุ่นก็ไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าเมื่อไรความรักไม่เพียงพอภายในตัวเอง เขาหรือเธอจะเรียกร้องหาความรัก ความเห็นใจ ความเข้าใจ จากคนที่อยู่ด้วย ทำให้ขาดพื้นที่ภายในจิตใจให้ตัวเองและคนที่รัก จึงเป็นเหตุให้เกิดกระทบกระทั่งได้ง่าย บางครั้งอาจถึงขั้นหวาดระแวง ไม่ไว้วางใจ จิตปรุงแต่งคลุกเคล้าไปกับอารมณ์และความเห็นที่ผิดของตน สร้างความไม่พอใจ หงุดหงิด ขุ่นเคืองให้ตนเองและคนที่รักได้ง่ายและบ่อยครั้ง ส่งผลให้เกิดความอึดอัด ไม่สบายใจ เมื่ออยู่ด้วยกัน แต่จะคิดถึง โหยหาเมื่อห่างกัน
ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์ คำตรัสแห่งพระพุทธองค์ยังเป็นความจริงเสมอไม่ว่าเวลาใด สมัยใด โลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร แต่ความจริง ไม่เคยเปลี่ยน ไม่ว่ารัก แบบแม่รักลูก สามีรักภรรยา คู่ครองรักกัน ฯลฯ ล้วนเป็นความรักที่ทำให้เกิดทุกข์ได้ตลอดเวลา เพราะความคาดหวังจะเกิดขึ้นเสมอ เมื่อจิตของเรายังไม่สามารถเติมเต็มความเหงา ความโดดเดี่ยวในตัวเองได้ จิตนั่นจะไขว่คว้าวิ่งหาความสุข ความเพลิดเพลิน หลงใหลจากบุคคล ความสะดวกสบาย ความพอใจทางประสาทสัมผัสจากสิ่งภายนอกอยู่อย่างไม่รู้จบ
ไม่มีความอยากใด ยิ่งเติมยิ่งเต็ม แต่ความอยากยิ่งเติม กลับยิ่งเพิ่มความพร่องมากยิ่งขึ้น เพราะความคาดหวัง ความยึดมั่น ถือมั่นต่อบุคคล ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ความทุกข์ย่อมรอผลที่ปรากฏไม่ว่าเวลาใดเวลาหนึ่ง เมื่อเหตุปัจจัยพร้อม
เมื่อเราต้องตัดจากสิ่งที่เราหลงรัก หลงยึดมากๆ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลหรือสิ่งของ จิตใจของเราแทบจะแตกสลาย เมื่อจำเป็นต้องจากกัน เป็นสิ่งที่บ่งบอกชัดว่า จิตใจเรายังพร่องอยู่มาก เรายังทำใจรับความจริงของความพลัดพรากไม่ได้ เรากลัวที่จะต้องอยู่คนเดียว กลัวความสูญเสีย จึงไม่มีอิสระที่จะอยู่คนเดียว ทั้งที่อยากต้องการอิสระ
ความขัดแย้งในใจเกิดขึ้นเสมอ ในบุคคลที่ยังไม่พบความจริงแห่งชีวิต หากเราไม่พบความจริงในตัวเอง เราจะพบความจริงจากผู้อื่นได้อย่างไร เราจะเมตตาต่อคนที่เรารักได้อย่างไร เพราะเรายังไม่เมตตาตัวเราเลย
เราต่างตกเป็นเหยื่อของความไม่รู้ ความยึดมั่นถือมั่น ตราบใดที่เรายังไม่สามารถดูแลตัวเองให้จิตใจเป็นปกติ ไม่ว่าจะอยู่ร่วมหรือจากกัน ความทุกข์ก็จะรุมๆ อยู่ เดี๋ยวสุขบ้าง แล้วทุกข์ก็ปรากฏสลับกันไป พอมีเหตุต้องจากกันก็แทบอยู่ไม่ได้อย่างเป็นสุขสงบ เพราะไม่อาจยอมรับความจริงได้ จิตใจจะหาเหตุผลเพื่อไม่ต้องจากกัน แต่ถ้าจะจากกันหลายคู่ก็ต้องหาเหตุผล เพื่อจากกันด้วยความเกลียดชังจึงสามารถจากกันได้ ตัดกันได้ แต่ไม่ตัดอย่างแท้จริง เพราะยังมีกรรมร่วมกัน ในทิศทางตรงกันข้าม
ปรารถนาได้อิสรภาพ แต่ไม่ปล่อยในสิ่งที่ยึด
อิสรภาพจึงไม่มีอยู่จริง
รักแท้ไม่ปรากฏ ในจิตที่ไร้ซึ่งอิสระ



