ไลฟ์สไตล์

ธรรมแก้ทุกข์ ...จากเจ็บ ตาย

ธรรมแก้ทุกข์ ...จากเจ็บ ตาย

18 ส.ค. 2559

ธรรมแก้ทุกข์ ...จากเจ็บ ตาย : วิปัสสนาบนหน้าข่าว โดยพิสุทธิ์ เกรียงบูรพา เรื่อง ธัชดล ปัญญาพานิชกุล ภาพ

           ครั้งหนึ่ง ผู้เขียนเคยได้รับโอกาสขึ้นไปห้องผู้ป่วย ถวายหนังสือธรรมะและปัจจัยแด่พระที่อาพาธถึงข้างเตียงคนไข้ รูปต่อรูป เตียงต่อเตียง ได้สัมผัส รับรู้ถึงความรู้สึกพระอาจารย์
           ที่กำลังได้รับทุกขเวทนาเหล่านั้น ช่างเป็นประสบการณ์ตรง ที่น่าสังเวชใจไม่น้อยเลยทีเดียวครับ      
           เพราะเคยคิดว่าพระสงฆ์ผู้เจริญมรรคทั้งหลายน่าจะมีภูมิธรรม กำลังจิตกำลังใจ เผชิญทุกขเวทนาทางร่างกายได้เป็นกรณีพิเศษ คือ ต้องรับมือได้ดีกว่า ระดับชาวบ้านทั่วๆไป แต่นี่กระไร เห็นในแววตาของพระสงฆ์หลายๆ รูป ส่อแววเศร้า หม่นหมอง บ้างเพ้อพร่ำคร่ำครวญว่าถูกญาติโยมนำมาทิ้ง แล้วหายไป จะมีก็ส่วนน้อย ที่ท่านยังมีสุขภาวะทางจิตอยู่บนร่างที่กำลังอาพาธได้อยู่      
           พระสงฆ์บางรูปก็มีอาพาธหนักจริงๆ แต่ท่านก็ยังอุตส่าห์เมตตาจะโยกตัว ลุกขึ้นจากเตียง มานั่งให้พรให้ได้ ผมได้แต่แนะท่านว่า ไม่เป็นไร ท่านนอนให้พรก็ได้ หรือท่านส่งผ่านทางจิตก็ได้ หลายท่าน ดีใจ ฉายแววทางสายตา ผมกับครอบครัว นิ่งอึ้ง น้ำตาซึม คนหรือพระ หากตกอยู่ในสภาพนี้ ก็ไม่แตกต่างกันเลยจริงๆ     
           อีกครั้งหนึ่งไปเยี่ยมภรรยาเพื่อนที่ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ทรมานมาเนิ่นนานและกำลังจะจากไป ตามคำขอร้องของเพื่อน ... ผมใช้เวลาเกือบ ๒๐ นาที พูดจาเกลี้ยกล่อม ให้กำลังใจทางโลก และให้ปัญญาทางธรรม พร้อมแนะวิธีกำหนดสติ ดูลมหายใจให้แก่เธอ
           (อานาปานสติ) เวลาผ่านไป วินาทีต่อวินาที ทีแรกก็คิดว่า เธอคงตั้งใจฟังและพิจารณาตามไป สุดท้ายพอมอร์ฟีนหมดฤทธิ์ เธอตะโกนลั่นห้องว่า …
           “ใครก็ได้ช่วยเอามอร์ฟีนมาฉีดที่แขนเธออีก ๒ เข็ม ฉันเจ็บจนทนไม่ไหวแล้ว !?! "
           จึงเห็นว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่จะยกโพชฌังคปริตร มาพิจารณากันแบบให้เห็นผลกันเลย อย่างน้อยก็เพื่อลดความเจ็บปวด ทุกข์ทรมานทางร่างกาย ไปจนกระทั่งถึงอย่างมาก (เล็งผลเลิศ) ให้ได้เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ถึงขั้นบรรลุธรรม เลิกเกิดแก่เจ็บตาย กันไปเลย
           โพชฌงค์ องค์ธรรม ๗ แห่งการตรัสรู้ มาเกี่ยวอะไรกับ การรักษาความเจ็บไข้ได้ป่วย?
           มีหลักฐานพิสูจน์มาแล้วว่า พระคาถานี้ พระพุทธเจ้าใช้ได้ผล กับการช่วยพระโมคคัลนะให้หายอาพาธ ถึง ๒ ครั้ง และ ๑ ครั้ง ที่พระองค์ทรงให้พระมหาจุนทะ สวดแสดงจนทรงหายประชวร เข้าใจว่า การจะทำให้พระคาถานี้ได้ผล ต้องเข้าใจ พิจารณาตามองค์ประกอบทั้ง ๗ โดยเริ่มจาก สติ-ธัมมวิจยะ- วิริยะ-ปีติ-ปัสสัทธิ-สมาธิ- อุเบกขา,

           ๑.สติ …  เป็นเครื่องดึงจิต ให้ออกจากอารมณ์อันไม่พึงปรารถนาได้ ผู้พิจารณาเป็น ฝึกได้ถึงขั้นย้ายสติ ออกจากความเจ็บปวดนั้นๆ ไปยังที่อื่นได้ เช่น ลมหายใจ ก็ช่วยให้บรรเทาเบาบางไปได้เยอะ

           ๒.ธัมมวิจยะ หรือธัมมวิจัย คือใช้ปัญญา ไตร่ตรอง พิจารณาสอดส่อง เฟ้นธรรม ที่เหมาะกับสถานการณ์นั้นๆ ขณะที่เจ็บไข้ได้ป่วยอยู่ ก็อาศัยทุกขเวทนาอาการนั้น เป็นครูสอนธรรมไปในตัวเลย หรืออาศัยสิ่งแวดล้อม ธรรมชาติ โยนิโสมนสิการ เข้ามา เห็นใบไม้ร่วง ก็สะท้อนถึงอนิจจัง ความไม่เที่ยงแท้แน่นอน สังขารร่างกายเคยปกติแข็งแรง ก็ต้องมาเจ็บป่วย คนเรา เกิดมาแล้วก็ต้องตาย ร่วงหล่นลงดิน เฉกเช่นใบไม้นั้น เป็นต้น

           ๓.วิริยะ ความเพียร ... ยังดีแล้วหนอ ที่ยังมีความรู้สึกนึกคิด เห็นว่าป่วยขนาดนี้ อาจอยู่ได้อีกไม่กี่วัน อาศัย ช่วงเวลานาทีทองแบบนี้ ปรารภความเพียร พิจารณา ปฏิบัติธรรม บนเตียงคนไข้นี้แหละ ตราบจนนาทีสุดท้ายเลย 

           ข้อนี้ มีตัวอย่าง ครูกำพล ทองบุญนุ่ม ...ที่ใช้ร่างกายอันพิการมานานหลายสิบปี เป็นเครื่องฝึก เครื่องพิจารณา จนสำเร็จประโยชน์ ไม่เพียงแต่ทำจิตตัวท่านเองให้เป็นปกติสุข ท่านยังกลายเป็นครูสอนวิปัสสนา ให้แก่คนอื่นได้มากมายอีกด้วย

           ๔.ปีติ ... เอ๊ะ คนป่วย จะปีติ ได้อย่างไร บางคนอาจแย้ง แต่ลองพิจารณาให้ดีๆ ท่านจะรู้ว่า กายและจิต นั้นแยกกันเป็นคนละส่วน ถึงขนาดผ่าตัดเล็ก ทำการเย็บบาดแผลได้โดยไม่ต้องการวางยาสลบ หรือกินยาแก้ปวดแต่อย่างใด อย่างเราๆ ท่านๆ เอาแค่ ฝึกทำใจให้ปกติได้ แม้ขณะที่ร่างกายกำลังเจ็บป่วยได้ ผมก็ถือว่าประเสริฐมากแล้วครับ

           ๕.ปัสสัทธิ ... ความผ่อนคลาย (ต่างจากปีตินะครับ) ทำใจสบายๆ ไม่กระสับกระส่าย ไม่สะดุ้ง หวาดกลัว เพราะเข้าถึงสัจธรรมชีวิต ร่างกายต้องเจ็บป่วยเป็นธรรมดา คนเราทุกคน

           ย่อมต้องเดินเข้าสู่ความตายทุกขณะ เมื่อเห็นความเป็นเช่นนั้นเองๆ อยู่เสมอ จึงผ่อนคลายได้ในทุกสถานการณ์

           ๖.สมาธิ ... มีจิตตั้งมั่น (สมาธิยังเป็นขุมกำลังของสติ) คนฝึกสมาธิอยู่เสมอ จะเอามาใช้ก็ช่วงวิกฤตนี้ สมาธิทำให้มีพลังจิตตานุภาพ เหนือค่าเฉลี่ยของคนธรรมดาสามัญทั่วไป เรื่องแบบนี้ไม่เห็นโลงไม่หลั่งน้ำตานะครับ ยามวิกฤติ ทุกขเวทนาสุดท้ายที่กำลังทำหน้าที่ให้ธาตุขันธ์ร่างกายต้องแตกสลายลงนั้น มันรุนแรงมาก แม้คนที่ฝึกสมาธิมาบ้าง บางกรณียังเอาไม่อยู่เลยครับ

           เพราะฉะนั้นผู้ที่ไม่เคยฝึกมาเลย ต่อให้พระพุทธเจ้าเสด็จลงมาโปรดก็คงช่วยอะไรไม่ได้แล้ว จำเป็นเหลือเกินที่ทุกท่านต้องหมั่นฝึกสมาธิตั้งแต่ยามปกติสุขนะครับ

           ๗.อุเบกขา ... การวางเฉยอย่างผู้มีปัญญา สามารถควบคุมสถานการณ์ของจิตใจได้ในทุกโอกาส ป่วยแล้วก็เข้ารับการรักษา รักษาแล้วไม่มีโอกาสหาย ก็ไม่ขอยื้อชีวิต หนีธรรมชาติ ไม่ฝืนสังขาร (เขียนจดหมาย ใช้สิทธิ ปฏิเสธการรักษาเพียงเพื่อดื้อดึง ยื้อชีวิตไว้แต่เนิ่นๆ นะครับ) รักษาแล้ว หายก็ได้ – ตายก็ดี เพราะ ไม่มีฉัน ไม่มีตัวกูของกู นะครับ นี้คือหลักอุเบกขา อย่างผู้มีปัญญา เขาพิจารณากัน

           พระพรหมคุณาภรณ์ ท่านแนะให้บูรณาการเข้าด้วยกันในโพชฌังคปริตรทั้ง ๗ องค์ เพื่อให้การใช้พระคาถานี้ได้ผล สมบูรณ์ยิ่งขึ้น 

           ขอแถม สัญญา ๑๐ ที่พระพุทธองค์ ทรงโปรดแนะให้พระอานนท์นำไปแสดงแก่พระคิริมานันทะ แทนพระองค์ อันประกอบด้วย ....

           ๑.อนิจจสัญญา .... กำหนดหมาย ความไม่เที่ยงในสังขาร

           ๒.อนัตตาสัญญา ... กำหนดหมาย ความเป็นอนัตตาในธรรมทั้งปวง สรรพสิ่งทั้งปวงไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน แม้ร่างกายที่กำลังเสวยทุกขเวทนาอยู่ขณะนี้ ก็มิใช่ตัวเราของเรา เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่กำลังดำเนินไปอย่างธรรมดาของมัน

           ๓.อสุภสัญญา ... รูปกายนี้มีแต่ความไม่งาม ไม่นานก็ต้องกองเป็นศพเน่าเปื่อย ถูกเขานำไปเผาไฟ 

           ๔.อาทีนวสัญญา ... กำหนดหมาย โทษทุกข์ของกาย เกิดมาก็เป็นทุกข์ ร่างกายเป็นรังของโรค ทุกข์จากความเจ็บป่วย ส่งสัญญาณเตือนเรา นับครั้งไม่ถ้วน ควรแล้วต้องพิจารณาเสียที

           ๕.ปหานสัญญา ... กำหนดหมายเพื่อละอกุศลกรรมทั้งหลาย, ความเจ็บป่วย มันมาเตือนให้เราได้สติ อยากประพฤติพรหมจรรย์ ทำแต่ความดี ละชั่วทั้งหลายทั้งปวง

           ๖.วิราคสัญญา ... กำหนด วิราคะ เป็นธรรมอันปราณีต เห็นโทษแห่งทุกข์ทั้งหลายแล้ว ก็เกิดเบื่อหน่ายคลายจาง (นิพพิทา) แล้ว วิราคธรรม ก็ส่องประกายตามมา ปรารถนาเพียงความหลุดพ้น ไม่อยากเกิด ดับ เกิดดับ อีกต่อไปแล้ว

           ๗.นิโรธสัญญา ... หน่วงเอาพระนิพพานเป็นอารมณ์ นิพพานัง ปะระมัง สุขขัง, ปะระมัง สุญญังฯ

           ๘.สัพพะโลเก อะนะภิระตะสัญญา ... โลกนี้ ไม่มีอะไรที่น่าเอา – น่าเป็นสักอย่างเลย

           ๙.สัพะสังขาเรสุ อนิฏฐะสัญญา ... กำหนด ความไม่น่าปรารถนา ในสังขารทั้งปวง เพราะ เกิดสังขาร ก็จะหมุนวงปฏิจจสมุปบาท เกิดเป็น ทุกข์ได้อีก จิตที่เกิดปัญญาเช่นนี้แล้ว จึงมุ่งแต่จะดับสังขาร

           ๑๐.อานาปานสติ ... เป็นสิ่งที่ทำได้ทุกขณะหากยังลมหายใจ สำหรับการมุ่งบรรเทาสารพัดทุกขเวทนา ทั้งทางกายและทางจิต ทำให้หายจากความเจ็บปวดได้ตลอดเวลาทีกำหนดสติอยู่ ทั้งยังต่อยอดไปได้ ถึงขั้นดับทุกข์สิ้นเชิง ได้เลย ดังมีพุทธพจน์รองรับ อานิสงส์แห่งการเจริญอานาปานสติอย่างสม่ำเสมอไว้ว่า ผลที่ได้มีเพียง ๒ ประการเท่านั้น คือ อานาคามิผล และอรหัตผล !

           อะไรจะคุ้มค่าขนาดนั้น ลงทุนแค่ลมหายใจกลับได้ถึงขั้นสภาวนิพพานกันเลย

           หวังใจไว้ว่าบทความชิ้นนี้จะช่วยผู้ที่กำลังทุกข์ยากสาหัสจากความมีโรค อาการเจ็บป่วย ไว้ได้ทุกกรณีนะครับ

           ธรรมโอสถและเมตตาอันไม่มีประมาณแห่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั้น แก้ไขโรคทางจิตวิญญาณได้ทุกประการแน่นอนครับ ขอให้ลองพิจารณาตามกันดู ... สาธุครับ

           ใครเล่า จะพ้น จากทุกข์โศก

           รังของโรค คือร่างกาย ต้องเจ็บป่วย

           บ้างทรุดหนัก ลมหายใจ อ่อนระทวย

           ใครจะช่วย ใครได้ ทั้งพระ, คนฯ

           โรงพยาบาล พระสงฆ์ ฉันไปมา

           ท่านอาพาธ ส่งแววตา ดูหมองหม่น

           แทบไม่ไหว ลุกให้พร โปรดผู้คน

           สวดโพชฌงค์ วิจัยให้ชัด ขจัดทุกข์พลันฯ