ไลฟ์สไตล์

ดอยปุยนำงานวิจัยจากหิ้งสู่ห้าง
สมัครดูแลการผลิต "พลับหวาน"

ดอยปุยนำงานวิจัยจากหิ้งสู่ห้าง สมัครดูแลการผลิต "พลับหวาน"

11 ส.ค. 2552

พลับ (Persimmon) ถือเป็นผลไม้พิเศษที่มีคุณค่าทางด้านโภชนาการสูง และที่สำคัญคนจีนถือว่าเป็นผลไม้มงคล นำมาใช้ในพิธีการต่างๆ มากมาย สถานีวิจัยดอยปุยเห็นว่าการบริการทางด้านวิชาการในรูปแบบ "การสมัครดูแลการผลิตพลับหวาน" ตั้งแต่ต้นเป็นวิธีการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่

 อ.วิสิฐ กิจสมพร หัวหน้าสถานีวิจัยดอยปุย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เผยว่า ในทางพืชสวนแบ่งพลับออกเป็น 2 พวกใหญ่ๆ คือ พลับฝาดและพลับหวาน ซึ่งพลับทั้ง 2 พวกดังกล่าวยังแบ่งย่อยออกได้อีกเป็น 2 ชนิด คือ ชนิดสีเนื้อคงที่และชนิดสีเนื้อเปลี่ยนแปลง เมื่อได้รับการผสมเกสร ซึ่งพลับชนิดนี้ถ้าไม่มีการผสมเกสร สีของเนื้อจะเป็นสีเหลืองอ่อนและมีรสฝาด แต่ถ้ามีการผสมเกสรหรือมีเมล็ดเกิดขึ้นสีของเนื้อจะเปลี่ยนจากสีเหลืองอ่อนไปเป็นสีน้ำตาลแดงและไม่มีรสฝาด

 "พลับไม่ฝาดชนิดที่สีของเนื้อเปลี่ยนแปลงไปตามการผสมเกสรหรือการมีเมล็ดนั้น ปริมาณสารละลายแทนนินจะไม่ปรากฏ ถ้าหากว่ามีเมล็ดอย่างเพียงพอ โดยปกติแล้วจะมีเมล็ด 4-5 เมล็ด แต่ถ้าการเกิดของเมล็ดมีน้อย 1 หรือ 2 เมล็ด บริเวณบางส่วนของผลที่ไม่มีเมล็ดเนื้อจะยังคงฝาดอยู่ ส่วนพลับพวกที่ไม่ฝาดและสีเนื้อคงที่ สามารถจะรับประทานได้เลยในขณะที่ผลยังแข็งอยู่"

 หัวหน้าสถานีดอยปุยระบุอีกว่า พลับสามารถเจริญเติบโตได้ดีในระดับความสูง 1,000 เมตรขึ้นไปจากระดบัน้ำทะเล ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพันธุ์ แต่พันธุ์ที่มีคุณภาพดีและเป็นที่ต้องการของตลาดมักจะต้องการความหนาวเย็นค่อนข้างสูง อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตของพลับควรมีค่าเฉลี่ย 14-25 องศาเซลเซียส ปัจจุบันพลับหวานที่ได้รับความนิยมปลูกในปัจจุบันคือพันธุ์ฟูยู (Fuyu) เป็นพลับหวานชนิดสีของเนื้อคงที่ ลักษณะผลกลมแต่ค่อนข้างแบนเล็กน้อย ขนาดปานกลางจนถึงใหญ่ สีเหลืองสดจนถึงอมส้ม ปลูกได้ดีในบริเวณที่มีความสูงตั้งแต่ 1,000 เมตรขึ้นไป ต้องการอากาศหนาวเย็นกว่าพันธุ์อื่น

 "พลับที่ปลูกกันมากในปัจจุบันจะเป็นพันธุ์ซือโจ หรือซิชู หรือ พี2 (Xichu or P2) ซึ่งเป็นพลับฝาดชนิดสีเนื้อคงที่ ลักษณะผลค่อนข้างแบน ขนาดเล็กกว่าพันธุ์ฟูยู เนื้อสีเหลืองอ่อนๆ ขึ้นได้ดีตั้งแต่ระดับความสูง 790 เมตร ใบแก่ก่อนที่จะร่วงมีสีส้มอมแดง เป็นพันธุ์ที่มีความแข็งแรง เจริญเติบโตเร็วให้ผลผลิตสูง แต่ราคาสู้พันธุ์ฟูยูไม่ได้ อย่างที่วางขายตามตลาดทั่วไปพี2 อยู่ที่กิโลละ 35-40 บาท ขณะฟูยูอยู่ที่ 120 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งมีประมาณ 5-6 ลูก แต่ถ้านำเข้าจากต่างประเทศตกลูกละ 60 บาท" 

 อ.วิสิฐ ยอมรับว่า สาเหตุพลับพันธุ์ฟูยูยังไม่มีการปลูกกันอย่างแพร่ในหมู่เกษตรกรบนพื้นที่สูงเหมือนกับพันธุ์พี2 ก็เนื่องมาจากการส่งเสริมของหน่วยงานภาครัฐในอดีตนั้นจะเน้นพันธุ์พี2 เพราะว่าพลับสายพันธุ์นี้จะปลูกได้ตั้งแต่ระดับความ 790 เมตรขึ้นไป ที่สำคัญยังให้ปริมาณผลผลิตต่อต้นมากกว่าพันธุ์ฟูยูหลายเท่าตัว แต่มีข้อเสียในเรื่องรสชาติที่ฝาด ทำให้ไม่ค่อยได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเหมือนพันธุ์ฟูยู

 "ตอนนี้โครงการหลวงเริ่มส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกพันธุ์ฟูยูกันมากขึ้น แต่ทำได้ในวงจำกัดเฉพาะพื้นที่เหมาะสมเท่านั้น ในส่วนของสถานีวิจัยดอยปุยก็นำมาปลูกอยู่ที่สวนสองแสนประมาณ 300 ต้น และมีอยู่ประมาณ 100 กว่าต้น พร้อมให้ผลผลิตและเปิดให้คนทั่วไปจับจองเป็นเจ้าของได้แล้ว โดยเสียค่าใช้จ่ายเพียง 1,000 บาทต่อปี ผลผลิตทั้งหมดก็จะเป็นของเจ้าของต้นพลับ อย่างปีที่ผ่านมาแต่ละต้นจะให้ผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 60-80 กิโลกรัม สนใจโทร.0-5321-1142 หรือ 08-1885-4866" หัวหน้าสถานีวิจัยดอยปุยเผย

   พลับพันธุ์ฟูยูนับเป็นอีกก้าวของสถานีวิจัยดอยปุยในการปรับปรุงพัฒนาสายพันธุ์พลับหวานให้มีคุณภาพและเหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศในบ้านเราก่อนนำไปส่งเสริมให้เกษตรกรบนพื้นที่สูงปลูกต่อไป

"สุรัตน์ อัตตะ"