ไลฟ์สไตล์

เรื่องของวันแม่

เรื่องของวันแม่

11 ส.ค. 2552

“แม่นี้มีบุญคุณอันใหญ่หลวง ที่เฝ้าหวงห่วงลูกแต่หลังเมื่อยังนอนเปล แม่เราเฝ้าโอละเห่ กล่อมลูกน้อยนอนเปลไม่ห่างหันเหไปจนไกล...ฯลฯ” วันนี้ต้องขอเอาเพลง “ค่าน้ำนม” ของอาจารย์ไพบูลย์ บุตรขัน มาจั่วหัวคอลัมน์สักนิด ก็อย่างที่เราทราบกันดีว่าวันที่ 12 สิงหา

 ความจริงแล้ววันแม่ของชาวไทยเราได้ถูกกำหนดขึ้นมาหลายครั้ง แต่ไม่สามารถกำหนดเป็นมาตรฐานได้ โดยครั้งแรก กระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนด วันที่ 10 มีนาคม 2486  เป็นวันแม่ แต่หลังจากนั้นได้เกิดสงครามโลกขึ้น จึงทำให้ล้มเลิกการจัดงานวันแม่ในปีต่อๆ มาโดยปริยาย จนกระทั่งเมื่อ ปี พ.ศ. 2493 รัฐบาลได้กำหนดให้ วันที่ 15  เมษายน 2493 เป็นวันแม่แห่งชาติ โดยมี สภาวัฒนธรรมแห่งชาติ ให้การสนับสนุนมาโดยตลอด และหลังจากนั้นอีกไม่กี่ปี กระทรวงวัฒนธรรม ได้ถูกยุบจึงทำให้สภาวัฒนธรรมขาดผู้สนับสนุน จึงทำให้วันแม่ 15 เมษายน ก็ถูกยกเลิกไปอีกครั้ง

 ต่อมาใน ปี พ.ศ. 2515 วันแม่ได้ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง โดย สมาคมคาทอลิกแห่งประเทศไทย ได้เห็นความสำคัญของวันแม่ ว่าสมควรที่จะได้รับการจัดกิจกรรมหรือจัดงานของภาครัฐและเอกชนอีกต่อไป จึงได้กำหนด วันที่  4  ตุลาคม 2515  เป็นวันแม่อีกครั้ง  แต่ก็จัดได้เพียงปีเดียวก็ถูกยกเลิกไปอีก และในที่สุด คณะกรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์  ก็เห็นว่าควรที่จะกำหนดวันแม่ให้เป็นที่แน่นอน หรือเป็นมาตรฐานไปเสียทีเนื่องจากที่ผ่านมาได้เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาหลายครั้ง และจึงได้ลงความเห็นว่า วันพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เป็นวันที่เหมาะสมมากที่สุดที่จะกำหนดให้เป็น วันแม่ของชาวไทย 

 ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็คือ  วันที่  12  สิงหาคม  2519 ได้ถูกกำหนดให้เป็นวันแม่ของชาวไทย  ถึงวันนี้นับเป็นเวลา 33 ปี พอดี และผมคิดว่าคงจะมีต่อไปอีกนับร้อยปีเหตุผลก็คือ พระบารมีของพระองค์ท่าน นั่นเองครับ

 อย่างไรก็ดี วันแม่ของชาวไทยไม่ได้ถือว่าเป็นประเทศแรก ที่มีการกำหนดวันแม่ โดยที่ สหรัฐอเมริกา มีการกำหนดวันแม่ขึ้นมาก่อน โดย ท่านประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน โดยกำหนดให้ อาทิตย์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคม ของทุกๆ ปีเป็นวันแม่แห่งชาติ แต่ก่อนหน้านี้ผู้ที่ฝ่าฟันที่จะพยายามกำหนดวันแม่ของประเทศสหรัฐอเมริกากลับไม่ใช่ท่านประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน แต่กลายเป็น ครูแห่งรัฐฟิลาเดลเฟีย คนบ้านเดียวกันกับ ทอดด์ ทองดี นั่นเอง ซึ่งเป็นผู้หญิงมีชื่อว่า แอน เอ็ม จาร์วิส ซึ่งเธอได้ใช้เวลาถึง 2  ปี พยายามเรียกร้องจนเป็นผลสำเร็จ ทำให้ท่านประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน ยอมสถาปนาวันแม่แห่งชาติของสหรัฐอเมริกา และได้กำหนด ดอกคาร์เนชั่นสีขาว เป็นดอกไม้ประจำวันแม่ ส่วนดอกไม้เอกลักษณ็ประจำวันแม่ของชาวไทย คิดว่าทุกๆ ท่านคงทราบกันดีว่าคือ...ดอกมะลิ  นั่นเอง  และทำไมถึงต้องเป็นดอกมะลิ  ก็เพราะว่า  ดอกมะลินั้นมีสีขาวบริสุทธิ์ ออกดอกได้ตลอดปี แถมมีกลิ่นหอม จึงเปรียบได้กับเป็น ความรักที่บริสุทธิ์ของแม่ที่มีต่อลูก

 ส่วนวันแม่ในประเทศอื่น ส่วนใหญ่ก็จะมีการกำหนดวันแม่กันเกือบทุกประเทศ เช่น นอร์เวย์ ยึดถืออาทิตย์ที่ 2 ของเดือนกุมภาพันธ์  ฝรั่งเศส ถืออาทิตย์แรกของเดือนมิถุนายน อาร์เจนตินา ก็ถืออาทิตย์ที่ 2 ของเดือนตุลาคม ส่วนประเทศในแถบตะวันออกกลาง ประกอบด้วย การ์ตา  ซาอุดิอาระเบีย บาห์เรน สหรัฐอาหรับอามิเรตส์ โอมาน รวมถึง อินเดียปากีสถาน และมาเลเซีย จะมีวันแม่เป็นวันเดียวกัน  ก็คือ วันที่ 10 พฤษภาคม ของทุกปี 

 เห็นอย่างนี้แล้วคงคิดว่า วันที่  10  พฤษภาคม เป็นการกำหนดวันแม่ของประเทศต่างๆ ที่มากที่สุดในโลก แต่ความจริงแล้ววันที่มีประเทศต่างๆ ได้กำหนดให้เป็นวันแม่ที่มากที่สุดในโลก ก็คือ วันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคม ซึ่งตรงกับวันแม่ของสหรัฐอเมริกา  นั่นเอง โดยประกอบไปด้วยประเทศต่างๆ คือ  แคนาดา จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ เดนมาร์ก ตุรกี ฮอลแลนด์ เบลเยียม  ฟินแลนด์ เยอรมนี ลัตเวีย สโลวาเกีย ออสเตรีย เอสโตเนีย อิตาลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ บราซิล  เปรู

 ...เป็นยังไงล่ะครับ เกือบจะครึ่งโลก ยึดถืออาทิตย์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคม เป็นวันแม่ ก็ต้องถือว่า มากที่สุดของวันแม่ และก็ยังไม่แค่นี้นะครับ ยังมีอีกหลายประเทศที่กำหนดวันแม่ของประเทศเขาเอง อีกมากมายหลายประเทศ ก็ต้องบอกว่า คนทั้งโลกรักแม่กันทุกคน ถ้าใครไม่รักแม่ก็คงจะไม่ใช่มนุษย์ที่อยู่บนโลกอย่างแน่นอน ล่ะครับ...เนอะ  เนอะ
                     "ขุนอิน"