ไลฟ์สไตล์

"แสงแดด" อันตราย

"แสงแดด" อันตราย

11 ส.ค. 2552

ประเทศไทยเป็นเมืองร้อน สายลมและแสงแดดแผดจ้าในทุกเวลาในทุกฤดูกาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันพบว่าชั้นบรรยากาศของโลกเริ่มบางลงและเกิดรูรั่วของชั้นโอโซน จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้แสงแดดหรือรังสีอัลตราไวโอเลตตัวร้ายสามารถสาดส่องลงมายังพื้นผิวโลกได้อย่างง่ายดาย และ

รังสีอัลตราไวโอเลตแบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ
 1. UVC เป็นรังสีที่มีความยาวของคลื่นสั้นที่สุด ซึ่งจะไม่ทำอันตรายต่อผิวมากนักเนื่องจากถูกดูดซับโดยโอโซนในชั้นบรรยากาศ
 2. UVA เป็นรังสีที่มีช่วงคลื่นยาว ทำให้ผิวหนังมีสีคล้ำมากขึ้น ผิวจะแดง แต่น้อยกว่า UV-B เพราะเป็นรังสีที่ผ่านทะลุเข้าไปทั้งชั้นหนังกำพร้าและชั้นหนังแท้ซึ่งทำอันตรายต่อโครงสร้างและเซลล์ผิวหนัง ทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่นรวมทั้งช่วยเสริมฤทธิ์ของ UV-B ทำให้เกิดเป็นอัยตรายต่อผิวหนังมากขึ้น
 3. UVB เป็นรังสีช่วงคลื่นสั้นกว่า จะผ่านทะลุหนังกำพร้าและหนังแท้ชั้นบนเท่านั้น ทำให้เกิด SUNBURN ซึ่งมีอาการผิวบวมแดงและอาจพองปวดแสบร้อน ผิวไหม้และแห้งกร้านคล้ำ หรือถ้าในระยะยาวอาจลุกลามจนกลายเป็นมะเร็งผิวหนังได้
 โรคที่จะเกิดเมื่อเจอแสงแดดมีอะไรบ้าง รังสียูวีในปริมาณเล็กน้อยจะเป็นประโยชน์ต่อร่างกายซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้ในการผลิตวิตามินดี และใช้ในการรักษาโรคบางชนิด เช่น โรคกระดูกอ่อน โรคดีซ่าน เป็นต้น แต่การสัมผัสกันรังสียูวีในระยะยาวอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อผิวหนัง ตา และระบบภูมิต้านทาน คือ
 - ทางผิวหนัง : รังสียูวีทำให้ผิวหนังร้อนแดงและเกิดผื่น (แดง) ถ้าได้รับปริมาณมากจะทำให้เกิดเม็ดพุพอง และจะทำลายผิวหนังชั้นบนซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดริ้วรอยก่อนวัย ฝ้า กระ และอาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้
 - ตา : เกิดภาวะกระจกตาอักเสบ และเยื่อตาขาวอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดต้อเนื้อและต้อกระจก ซึ่งสามารถป้องกันได้โดยการส่วมแว่นกันแดด
 - ระบบภูมิคุ้มกัน : ถ้ารับในปริมาณมากและเป็นเวลานานจะทำลายภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้เกิดติดเชื้อ เช่น แบคทีเรียหรือไวรัสได้ง่ายและลดประสิทธิภาพของวัคซีนด้วย

ออกแดดบ่อยต้องป้องกัน
 การป้องกันสามารถทำได้โดยการหลีกเลี่ยงการตากแดดในช่วงที่มีรังสีอัลตราไวโอเลตมากๆ คือเวลาประมาณ 10.00-15.00 น. หากจำเป็นต้องตากแดดก็ควรปกปิดผิวพรรณด้วยการใส่เสื้อแขนยาว คอปิด กางร่ม หรือใส่หมวกปีกกว้าง สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรละเลยเป็นอย่างยิ่งก็คือ การทาครีมกันแดดเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ

เลือกใช้ครีมกันแดด
 พิจารณาจากค่า SPF และค่า PA ซึ่งค่า SPF คือค่าการปกกันผิวจากรังสี UVB โดยจะสังเกตจากค่าตัวเลขที่ต่อท้าย SPF ค่าตัวเลขยิ่งมากก็หมายถึงค่าการปกป้องก็จะมากตามตัวเลขไปด้วย
 - SPF 1 จะสามารถปกป้องผิวได้นานประมาณ 20 นาที ดังนั้นจึงควรเลือกใช้ตั้งแต่ระดับ SPF 20 ขึ้นไป
 - ค่า PA หรือค่าการปกป้องผิวจากรังสี UVA โดยที่ค่า PA+ หมายถึงค่าการปกป้องผิวได้ 2-3 เท่า
 - ค่าที่มากที่สุดคือ PA+++ หมายถึง ค่าการปกป้องถึง 8 เท่า
 ค่า SPF และ PA จะทำให้ระยะเวลาของการปกป้องผิวแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคน และความเข้มข้นของแสงแดด ที่สำคัญควรทาผลิตภัณฑ์ป้องกันแดดก่อนที่จะออกเผชิญหน้ากับแสงแดดประมาณ 15-30 นาที ควรหมั่นทาทุกๆ 2 ชั่วโมง ทั่วทั้งลำคอและช่วงไหล่อย่างสม่ำเสมอ
โรงพยาบาลเจ้าพระยา
โทร.0-2434-1111, 0-2434-0117