ไลฟ์สไตล์

การศึกษาต้องปั้นคนดีคืนสู่สังคมไทย

การศึกษาต้องปั้นคนดีคืนสู่สังคมไทย

10 ส.ค. 2552

ในบรรดา "ผู้บริหาร" สถาบันอุดมศึกษาของไทยยุคนี้ "พรพิสุทธิ์ มงคลวนิช" อธิการบดีวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม จัดได้ว่าเป็น "ผู้นำ" ที่อายุน้อยที่สุด ด้วยวัยเพียง 39 ปี ดีกรีนักเรียนนอก เพราะจบปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์ (ไฟฟ้า) จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน อยากมีความรู้ด้า

 "ผมคิดว่าเรียนปริญญาเอกควบคู่กับการทำงานแล้วจะไหว แต่เมื่อมาทำงานต้องกำกับดูแลทุกอย่างช่วงสถาบันเปิดใหม่ๆ ก็ไม่ไหว ผมคิดว่าปีหน้าคงมีเวลาไปเรียนให้จบดอกเตอร์ เพราะเหลือเพียงการทำวิทยานิพนธ์เท่านั้น" อธิการบดีหนุ่ม ย้อนอดีต

 "วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม" ถือกำเนิดมาจากรากฐานประวัติศาสตร์ที่แข็งแกร่ง เพราะเป็น "โรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชนแห่งแรกของประเทศไทย" ในชื่อ "โรงเรียนช่างกลสยาม" เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2508 ได้รับเกียรติจาก "หม่อมหลวง ปิ่น มาลากุล" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มาเป็นประธานพิธีเปิด มี "ดร.ณรงค์ มงคลวนิช" เป็นผู้ริเริ่มและก่อตั้ง จากนั้นเปลี่ยนชื่อเป็น "โรงเรียนเทคโนโลยีสยาม" จัดสอนหลักสูตรระดับปวช.(ประกาศนียบัตรวิชาชีพ) มีช่างยนต์ ช่างไฟฟ้า และช่างอิเล็กทรอนิกส์

  4 ปี "วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม" มีนักศึกษา 1,500 คน เปิดสอนระดับปริญญาตรี 4 คณะ ได้แก่ บริหารธุรกิจ เทคโนโลยี ศิลปศาสตร์ บัญชี ระดับปริญญาโทเปิดสอนสาขาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการบริหารการศึกษา

 "ที่เปิดหลักสูตรปริญญาตรี เพื่อต้องการรับ ปวช. และปวส.เข้ามาเรียนต่อยอดความรู้ ความสามารถในเชิงการบริหาร จริงอยู่เขามีความรู้ ผมเป็นผู้อำนวยการ ร.ร.เทคโนโลยีสยาม มาก่อน คุ้นเคยนักเรียนปวช.-ปวส.เป็นอย่างดี เขาเรียนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ไม่เก่งแต่เขาทำงานได้ อาจจะอธิบายไม่ได้ว่าเพราะอะไรเครื่องยนต์ถึงพัง เด็กเรียนที่นี่มีทั้งจบปวช. ปวส. และม.6 การคัดเด็กเข้าเรียนไม่สอบวัดความรู้เท่านั้น อย่าลืมว่าเราสร้างช่าง ต้องเน้นการทำงานได้จริงมากกว่าการวัดความรู้จากการทำข้อสอบ เด็กช่างต้องลงมือปฏิบัติได้จริง"

 ด้วยความหลากหลายของนักศึกษาที่เข้าเรียน ทำให้ 2 ปีแรกมีปัญหาในการเรียนการสอนมาก เช่นเด็กจบอาชีวศึกษามีปัญหาในการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์มาก วิทยาลัยต้องปรับพื้นฐานให้นักศึกษากลุ่มนี้ รวมถึงวิชาภาษาอังกฤษ และวิชาคอมพิเเตอร์ แม้มีความรู้แล้วเด็กกลุ่มนี้ยังมีปัญหาในการเรียนต่อยอดระดับปริญญาตรี การเรียนด้านเทคโนโลยีค่อนข้างยากลำบากสำหรับเด็กกลุ่มนี้

 "เมื่อนักศึกษามีปัญหาทางด้านการเรียน เราก็พยายามปรับพื้นฐานความรู้ให้ เราให้นักศึกษามาพบกับอาจารย์ หากอ่อนวิทยาศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์ ก็ต้องมาพบอาจารย์ตรงตามวิชาที่อ่อน ซึ่งนักศึกษาแต่ละคนมีพื้นฐานความรู้ที่แตกต่างกัน เมื่อพบกับอาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์จะให้การบ้านและต้องไปพบอาจารย์ทุกๆ สัปดาห์ที่ห้องพักอาจารย์เพื่อติวเข้มรายวิชาแบบตัวต่อตัว อาจารย์ก็ต้องมีวิธีแก้ปัญหาที่แตกต่างกัน เพราะในที่สุดอาจารย์ก็ต้องสอนวิชาเหล่านั้นให้แก่นักศึกษาคนนั้น"

 ไม่เพียงเท่านั้น การเตรียมพร้อมบัณฑิตก่อนสำเร็จการศึกษา เป็น "หัวใจ" สำคัญ อธิการบดีพรพิสุทธิ์ จึงให้สำรวจความต้องการของภาคธุรกิจอุตสาหกรรม พบว่าความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารจำเป็นเช่นเดียวกับ คณิตศาสตร์ และคอมพิวเตอร์ แต่ภาษาอังกฤษและคอมพิวเตอร์เป็นจุดอ่อนเด็กอาชีวะมาก ต่างจากเด็กที่จบม.6 จะมีพื้นฐานความรู้วิทยาศาสตร์ คอมพิวเตอร์สูงกว่าเด็กอาชีวะ

 เพื่อ "กำจัดจุดอ่อน" วิทยาลัยได้จัดเรียนภาษาอังกฤษ โดยความร่วมมือกับสถาบันภาษาเอยูเอ ทั้งนี้ เด็กแต่ละคนมีพื้นฐานความรู้ด้านภาษาอังกฤษแตกต่างกัน ต้องมาวัดพื้นฐานก่อนเรียน เพราะเป็นวิชาที่ต้องใช้เวลาในการเพิ่มพูนองค์ความรู้ เช่นเดียวกับคอมพิวเตอร์ เรามีความร่วมมือกับบริษัท Aptecs จากอินเดีย ซึ่งเป็นบริษัทที่มีสาขามากที่สุดในโลก มีศักยภาพสูงในการสร้างความเชี่ยวชาญมีฝีมือ ส่วนสาขาวิชาเทคโนโลยียานยนต์ เซ็นสัญญากับบริษัท Bosce Blue Stack และบริษัทน้ำมันคาสโซ่

 "ไอพอf" เทคโนโลยีช่วยสอนจากความร่วมมมือกับบริษัทแอบเปิ้ล ทำให้อาจารย์แต่ละวิชาต้องออกแบบการสอนแบบย่นย่อใส่ไว้ใน "ไอพอด" เพื่อให้นักศึกษาเรียนผ่านบทเรียนที่เป็น "คลิปวิดีโอ" เมื่อเรียนเสร็จนักศึกษาสามารถเก็บบทเรียนเอาไว้ในไอพอด

 "แจกไอพอดเพราะเราต้องการสร้างแรงจูงใจให้นักศึกษารู้จักเชื่อมต่อไอพอดกับคอมพิวเตอร์ นักศึกษาสามารถเก็บหนังสือใส่ไอพอด ที่สำคัญเมื่อเรียนจบหลักสูตร บัณฑิตสามารถถือไอพอด ที่เก็บผลงานการเรียนรู้มา 4 ปี ไปยื่นสมัครงานได้ ผมคิดว่าน่าจะเกิดประโยชน์มากกว่าแจกโน้ตบุ๊ก"

 เหนื่ออื่นใด ก่อนที่นักศึกษาจะทำงานต้องมีความรู้ ที่เป็นมาตรฐานสากล เพราะในฐานะสถาบันการศึกษาทำได้ตามมาตรฐานของเราที่กำหนด แต่มาตรฐานของเราจะต้องให้ธุรกิจเฉพาะทางมารับรองเพราะเราไม่มีทางรู้ว่าสิ่งที่เราสอนมันเป็นสิ่งใหม่และมีประโยชน์ต่อการทำงานปัจจุบันจริงหรือไม่ บางแห่งเราร่วมกันสอน บางแห่งเราทำหลักสูตรร่วมกัน แต่บางแห่งนำหลักสูตรพัฒนาคนของเขามาเทียบโอนเข้ากับหลักสูตรของวิทยาลัย นักศึกษาจะได้ทั้งความรู้ ทำงานได้จริง รู้ลึก รู้จริง

 ฉะนั้นการเปิดคณะสำคัญอย่าง "คณะเทคโนโลยี" แทนที่จะเปิดเป็น "คณะวิศวกรรมศาสตร์" เพราะอธิการบดีพรพิสุทธิ์เชื่อมั่นว่าประเทศไทยต้องการสังคมธุรกิจนักเทคโนโลยีมากกว่าวิศวกร เนื่องจากวิศวกรคือการออกเบบเพื่อผลิต แต่นักเทคโนโลยีคือการนำเอาแบบมาสร้างประยุกต์ให้เกิดประโยชน์ ให้เหมาะสมกับบริบทสังคมไทย จึงใช้วุฒิการศึกษาว่า "เทคโนโลยีบัณฑิต" ซึ่งระดับสากลคุ้นเคยวุฒิการศึกษานี้ แต่ประเทศไทยไม่คุ้น

 "การจัดการศึกษาต้องสร้างคนที่ดีคืนสู่สังคม บัณฑิตเรียนจบแล้วต้องมีงานทำ เป็นประโยชน์ต่อสังคม น่าเสียดายที่การศึกษาบ้านเรา แยกออกจากการทำงาน แยกจากโลกความจริง ถ้าเรารู้ความหมายของการศึกษา ต้องตอบสนองสังคม ต้องสร้างเด็กให้เป็นคนดีและทำงานได้จริง จะเกิดประโยชน์ต่อธุรกิจและประเทศชาติอย่างมาศาล และต้องไม่ใช่เป็นเช่นทุกวันนี้ ที่ทุกคนบ่นกันอยู่" พรพิสุทธิ์ กล่าวทิ้งท้าย
 
 0 กมลทิพย์   ใบเงิน 0 เรื่อง
  0 วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม 0 ภาพ