ไลฟ์สไตล์

ทำงานมานานไม่ได้ค่าจ้าง

ทำงานมานานไม่ได้ค่าจ้าง

08 ส.ค. 2559

เปิดซองส่องไทย : ทำงานมานานไม่ได้ค่าจ้าง

               ผมอยากจะขอความช่วยเหลือจากลุงแจ่มให้ช่วยผมหน่อย คือเรื่องมีอยู่ว่าผมทำอาสากู้ชีพให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ซับสีทอง อ.เมือง จ.ชัยภูมิ ซึ่งมีพนักงานที่ได้รับค่าจ้างเพียงคนเดียวคือ พี่สาวของผมเองทั้งขับรถเเละดูคนป่วยเวลามีคนป่วย ผมเลยมาช่วยพี่สาวเเละได้เข้าพูดคุยกับท่านนายก อบต.หลายครั้งขอเข้าทำงาน
               เเต่กลับได้คำตอบว่าไม่มีเงินสนับสนุนมาว่าจ้าง แต่การออกเคสส่งคนป่วยเเต่ละครั้ง ทางจังหวัดจะจ่ายค่าเคส เคสละ 450 บาทส ซึ่งเดือนหนึ่งมีการส่งเคสไม่ต่ำกว่า 30 เคสด้วยซ้ำไป ผมทำมาได้จะ 7 เดือนแล้ว ไม่เคยได้รับค่าตอบแทนใดๆ เลย ผมก็ไม่มีรายได้อะไร
               ค่าอยู่ค่ากินผมก็ต้องมี เวลาออกส่งคนป่วย บางวันก็แทบไม่มีเงินที่จะซื้อน้ำดื่มเวลาออกส่งคนป่วย ขอความกรุณาผู้ที่เกี่ยวข้องช่วยผมด้วย ถ้าผมเป็นลูกคนรวยผมคงไม่เดือดร้อน ค่าใช้จ่ายในบ้านผมก็ใช้เงินเดือนกับพี่สาวที่ขับรถฉุกเฉินของอบต.ซับสีทองนี้ สองคนได้เงินเพียงเดือนละ 6,500 บาท แต่พอถามอบต.ที่อื่นเขามีพนักงานประจำรถไม่ต่ำกว่า 2-3 คน ได้เงินเดือนคนละ 9,000 บาท แต่ทำไมที่นี่มีเพียงแค่ผมคนเดียว
               ผมขอเข้าทำงานเขาก็ไม่รับสักครั้ง อบรมที่จังหวัดผมก็เคยไปอบรมมาแล้ว ผมอยากขอความกรุณาผมด้วย ผมทำมากว่าครึ่งปีเเล้วไม่เคยได้ค่าจ้างเลยซักบาท ไม่ทราบว่าเป็นเพราะสาเหตุอะไร

อชิรนนท์

ตอบ
               นายน้อย เชื้อจันอัด นายกองค์การบริหารส่วนตำบลซับสีทอง จังหวัดชัยภูมิ ชี้แจงว่า ทางอบต.มีการจัดตั้งเจ้าหน้าที่เวรยาม เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือผู้ที่มีความเดือดร้อนได้อย่างทันท่วงที ด้วยทางพี่สาวของผู้ร้องได้เข้าร่วมทำงานกับทางอบต.ซับสีทอง และการทำงานของพี่สาวของผู้ร้องก็เป็นไปได้ด้วยดีมาโดยตลอด
               เห็นว่าผู้ร้องเองก็ได้เข้ามาช่วยพี่สาวทำงาน โดยที่นายกอบต.ไม่เคยชวน ไม่เคยทำสัญญาว่าจ้างแต่อย่างใดเลย แต่ก็มาช่วยพี่สาวเสมอ ครั้งหนึ่งเคยได้ขอเอกสารทั้งสำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ร้องเรียนเพื่อนำมาพิจารณา แต่ก็ได้รับการแจ้งข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ในองค์กรก่อน ซึ่งข้อมูลที่ได้รับ คือ เรื่องร้องเรียนโจมตีต่อนายกอบต.และองค์กรที่ผู้ร้องเรียนได้ส่งไปทุกที่ที่เป็นสื่อสาธารณะ ทั้งเฟซบุ๊ก และไลน์
               ข้อมูลนี้ส่งผลให้ไม่อยากรับผู้ร้องเรียนเข้ามาทำงาน จึงได้สั่งห้ามผู้ร้องเรียนไม่ให้เข้าไปยุ่งในองค์กรอีก ต่อมานายกอบต.รู้สึกใจอ่อน ทำให้คิดว่าจะว่าจ้างให้เข้ามาทำงาน จนกระทั่งทางลุงแจ่มได้ประสานเรื่องร้องเรียนไปยังนายกอบต. อีกทั้งนายกอบต.ก็ได้ตัดสินใจพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง พร้อมทั้งบอกว่าจะเรียกพี่สาวของผู้ร้องเรียนเข้ามาเพื่อพูดคุยด้วยในเรื่องการว่าจ้างผู้ร้องเรียน และอยากรู้ว่าทำไมผู้ร้องเรียนต้องการที่จะมาทำงานอาสานี้ เพื่อที่จะได้สอบถามเพราะการทำงานแบบนี้ถือว่าเป็นการช่วยเหลือคนที่่อยากทำงานนี้จริงๆ