
สธ.เตือนต้องกินยาต้านหวัดโอเซลทามิเวียร์ครบ10เม็ด5วัน
โฆษก สธ.เตือนผู้รับยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ต้องกินให้ครบ 10 เม็ด ตามเวลา 5 วัน อย่าหยุดกลางคันป้องกันเชื้อดื้อยา คาดคนไทย 3-5 แสนมีภูมิต้านทานแล้ว นักวิชาการย้ำยังไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกกรณีดื้อยา เตรียมเรียกประชุมผู้เชี่ยวชาญถก 10 ส.ค.
หลังมีรายงานว่าโรงพยาบาลรามาธิบดีตรวจพบเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ดื้อยาโอเซลทามิเวียร์ ล่าสุดเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา โฆษกกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ปัญหาการดื้อยาต้านไวรัสมีโอกาสเกิดขึ้นได้ หากมีการใช้ยากับคนเป็นจำนวนมาก ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขระมัดระวังในการใช้ยา โดยกำหนดให้ใช้ยานี้ในผู้ป่วยหนักและผู้ที่เสี่ยงมีอาการป่วยรุนแรง ซึ่งจะให้ผลการรักษาดีที่สุดใน 48 ชั่วโมง หรือ 72 ชั่วโมงแรกที่เริ่มป่วย จึงย้ำเตือนให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้ป่วยที่กำลังกินยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์อยู่ในขณะนี้ หากหลังกินแล้วอาการดีขึ้นก็อย่าหยุดกินยากลางคัน ขอให้กินจนครบตามแพทย์สั่ง คือวันละ 2 เม็ด ครั้งละ 1 เม็ดเช้าและเย็น จนครบ 5 วัน รวม 10 เม็ด เพื่อป้องกันปัญหาเชื้อดื้อยาและแพร่ระบาดไปสู่ผู้อื่น ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถใช้ยาตัวเดิมได้ ดังนั้นผู้ป่วยที่ได้รับยาจะต้องปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัด
นพ.สุพรรณ กล่าวว่า ทั่วโลกรวมทั้งคนไทยมีโอกาสเสี่ยงติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ 2009 เท่ากัน เนื่องจากคนส่วนใหญ่ยังไม่มีภูมิต้านทานเชื้อนี้มาก่อน ในส่วนของไทยคาดว่าจะมีผู้ที่มีภูมิต้านทานโรคนี้แล้วประมาณ 3-5 แสนคน ดังนั้นคนที่ยังไม่ป่วยขอให้ป้องกันตนเองไม่ให้รับเชื้อ โดยสามารถติดเชื้อจากผู้ป่วย 4 กรณีใหญ่ๆ ได้แก่ 1.การอยู่ใกล้กับผู้ป่วยในระยะ 1-2 เมตร เช่น หันหน้าคุยกัน หรือถูกผู้ป่วยไอ จามรด โดยที่ทั้งสองฝ่ายไม่ใส่หน้ากากอนามัย 2.การใช้ของร่วมกับผู้ป่วย เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ หรือกินอาหารจากภาชนะเดียวกันโดยไม่ใช้ช้อนกลาง 3.ใช้มือสัมผัสสิ่งของที่อาจมีน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วยติดอยู่แล้วเอามือขยี้จมูก ปาก หรือตาตนเอง
4.อยู่ในสถานที่ปิดอับทึบ อากาศถ่ายเทไม่ดี และมีผู้ป่วยปะปนอยู่เช่นสถานบันเทิง อาจมีโอกาสรับเชื้อโดยสูดหายใจเอาเชื้อโรคเข้าไป เพราะเชื้อโรคที่ผู้ป่วยไอหรือจามออกมาจะถูกสะสมไว้มากและมีความเข้มข้นสูง ซึ่งเชื้อโรคมีชีวิตอยู่ได้ 4-6 ชั่วโมง มีโอกาสที่จะแพร่กระจายอยู่ในอากาศได้ จึงควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ดังกล่าว
"สำหรับตามบ้านเรือนต่างๆ หากมีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่อยู่ในบ้านหลังเดียวกัน ขอให้หยุดงาน หยุดเรียนให้ครบ 7 วันตั้งแต่วันที่เริ่มป่วย และป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อสู่คนในบ้าน โดยแยกผู้ป่วยให้พักผ่อนเต็มที่อยู่ในห้องส่วนตัว ให้ล้างมือบ่อยๆ แยกของใช้ส่วนตัว กินข้าวแยกต่างหาก สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา อยู่ห่างจากคนอื่นอย่างน้อย 1-2 เมตร และเวลานอนให้อยู่ด้านใต้ลม ส่วนเด็ก คนแก่ ผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือหญิงตั้งครรภ์ให้อยู่ห่างจากผู้ป่วยและหมั่นล้างมือ หากประชาชนมีข้อสงสัยสามารถโทรสอบถามสายด่วนไข้หวัดใหญ่ 1422 ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง" โฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าว
นักวิชาการเตรียมนำข้อมูลดื้อยาถก
นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ ประธานคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาวิชาการและยุทธศาสตร์ด้านการแพทย์และสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีพบเชื้อไวรัสดื้อยาโอเซลทามิเวียร์ว่า ยังไม่ได้รับรายงานอย่างเป็นทางการ คาดว่าวันที่ 10 สิงหาคม คณะอนุกรรมการที่ปรึกษาวิชาการและยุทธศาสตร์ด้านการแพทย์และสาธารณสุข จะมีการประชุมอย่างเป็นทางการเพื่อสอบถามเรื่องนี้ เพราะเบื้องต้นเป็นรายงานผลจากห้องปฏิบัติการ ยังไม่มีการพูดคุยกันอย่างชัดเจน จึงไม่อยากให้ประชาชนตื่นตระหนก เนื่องจากปริมาณการใช้ยาโอเซลทามิเวียร์ในประเทศไทยยังนับว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับประเทศญี่ปุ่น สำหรับรายงานอัตราการดื้อยาทั่วโลก พบมีที่ญี่ปุ่น ฮ่องกง เดนมาร์ก แคนาดา และต้องมีการสอบถามไปยังห้องปฏิบัติการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศิริราชพยาบาลร่วมด้วย
ด้าน นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ผู้เชี่ยวชาญระดับ 11 กรมการแพทย์ กล่าวว่า การดื้อยาโอเซลทามิเวียร์ไม่ใช่เรื่องที่เหนือความคาดหมาย แต่ต้องดูว่ามีปริมาณการดื้อยามากน้อยแค่ไหน หากพบมีอัตราการดื้อยาจริงตามข่าวที่นำเสนอ นับว่ามีปริมาณน้อยมาก ยังไม่ต้องตื่นตระหนกและแนวทางการรักษายังคงต้องใช้แบบเดิม เพราะแม้แต่ประเทศญี่ปุ่นที่มีอัตราการดื้อสูง ยังคงใช้ยาโอเซลทามิเวียร์เช่นเดิม
กรมวิทย์ชี้ดื้อยาโอเซลฯ ยังไม่น่าห่วง
นพ.มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กรมจะประสานไปยัง รพ.รามาธิบดี ในวันที่ 10 สิงหาคมนี้ เพื่อขอตัวอย่างเชื้อดื้อยาโอเซลทามิเวียร์จากยีนของผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 มาตรวจสอบ หากปริมาณเชื้อมีมากพอก็จะนำมาเพาะเลี้ยงเชื้อ เพื่อใช้ทดสอบกับยาโอเซลทามิเวียร์โดยตรง เนื่องจากการตรวจสอบของ รพ.รามาธิบดีเป็นตรวจสอบจากยีนของผู้ป่วยไม่ใช่การนำเชื้อดื้อยามาทดสอบกับยาโอเซลทามิเวียร์โดยตรง
"กรมได้เฝ้าระวังการดื้อยาโอเซลทามิเวียร์อยู่แล้ว ปัจจุบันมีการส่งตรวจสารคัดหลั่งเพื่อดูว่าป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 หรือไม่ วันละ 100-150 ราย และศูนย์ของกรมในต่างจังหวัดอีกกว่า 10 แห่ง รวมกันแล้วเฉลี่ยวันละ 700-1,000 ราย ที่ผ่านมายังไม่เคยพบผู้ป่วยมีเชื้อดื้อยาโอเซลทามิเวียร์เพิ่งจะมีกรณีของผู้ป่วย รพ.รามาธิบดี โดยส่วนตัวคิดว่ายังไม่จำเป็นต้องสำรองยาซานามิเวียร์เพิ่มเพราะเชื้อดื้อยาที่ รพ.รามาธิบดี พบจากผู้ป่วยมาจากยีน 1-2 ตัวและผู้ป่วยก็หายเอง อีกทั้งเมื่อ 3-4 ปีก่อนหน้านี้ในต่างประเทศช่วงแรกที่มีการใช้ยาโอเซลทามิเวียร์ก็พบว่ามีผู้ป่วยดื้อยาแต่ก็ไม่ได้แพร่กระจาย ดังนั้นการดื้อยาจึงเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ ขณะนี้ยังไม่อยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง" นพ.มานิต กล่าว
อภ.มั่นใจ"ยาซานามิเวียร์"มีสำรองพอ
นพ.วิทิต อรรถเวชกุล ผอ.องค์การเภสัชกรรม (อภ.) กล่าวว่า โรงพยาบาลขนาดใหญ่ของคณะแพทย์ในมหาวิทยาลัยต่างๆ รวมถึงโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข มีการเฝ้าระวังการดื้อยาโอเซลทามิเวียร์อยู่แล้ว รวมทั้งผู้ป่วยที่มีอาการหนัก ก็จะให้ยาโอเซลทามิเวียร์ควบคู่ไปกับยาซานามิเวียร์ ส่วนการสำรองยาซานามิเวียร์นั้น หากเชื้อดื้อยาไม่แพร่กระจายออกไป ก็ไม่น่าเป็นห่วงว่าจะมียานี้ไม่เพียงพอ เนื่องจากปัจจุบันกระทรวงได้สำรองยาซานามิเวียร์ไว้แล้ว 2 หมื่นชุด และจะเข้ามาอีก 2 หมื่นชุดในเดือนสิงหาคมนี้ ขณะเดียวกันในส่วนของ อภ.ได้สำรองยานี้ไว้ 3 หมื่นชุด อีกทั้งบริษัทผู้นำเข้ายามีไว้ในสต็อกอีก 2 หมื่นชุด ส่วนจะมีการสั่งสำรองยาเพิ่มอีกหรือไม่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของกระทรวงซึ่งจะต้องมีการประเมินสถานการณ์เป็นระยะ ทั้งนี้ในส่วนของภาครัฐ กระทรวงสาธารณสุขได้มอบให้ อภ.เป็นตัวแทนจำหน่ายยาซานามิเวียร์ทั้งหมด
รบ.เตรียมรณรงค์สู้หวัด 2009 ครั้งใหญ่
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” ถึงปัญหาการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ว่า รัฐบาลกำลังติดตามดูตัวเลขผู้เสียชีวิตเริ่มลดลงชัดเจนหรือยัง ขณะที่ สสส.ได้ทำเว็บไซต์เผยแพร่ข้อมูลสู่ประชาชนที่ www.flu2009thailand.com และเตรียมรณรงค์รวมพลังสู้หวัดครั้งใหญ่ในเร็วๆ นี้ พร้อมมีคำแนะนำผู้ป่วยหากมีอาการดังนี้ให้ไปพบแพทย์ คือไข้สูงร่วมกับอาการปวดหัว เบื่ออาหาร เหนื่อย อ่อนเพลีย ปวดเมื่อย ไอแล้วเหนื่อย เจ็บหน้าอก ท้องเสียหรืออาเจียน ทั้งยืนยันปัญหาไข้หวัดใหญ่ 2009 ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่ประเทศไทย แต่เกิดกับทั่วโลก และการเสียชีวิตก็เพิ่มขึ้นในแทบทุกทวีป
นร.ขาดสอบแกต-แพตอีกอื้อ
ศ.ดร.อุทุมพร จามรมาน ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมการสอบรอบพิเศษ วันที่สอง ซึ่งเป็นการสอบความถนัดทางวิชาชีพ/วิชาการ หรือแพต (PAT) สำหรับนักเรียนที่ป่วยจากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่โรงเรียนศรีอยุธยาว่า การจัดสอบรอบพิเศษทั้งการสอบความถนัดทั่วไป หรือแกต (GAT) และแพต พบว่ามีนักเรียนขาดสอบโดยเฉลี่ยร้อยละ 40 ทั้งที่ก่อนจัดการสอบ สทศ.ได้โทรศัพท์ยืนยันการเข้าสอบเป็นรายบุคคลแล้วก็ตาม ทำให้การจัดสอบรอบพิเศษครั้งนี้เสียงบประมาณโดยใช่เหตุ โดยเฉพาะค่าจัดการข้อสอบ เฉลี่ยตกหัวละ 1 แสนบาท ขณะที่ผู้มาสอบแพตวันนี้มีบางวิชาขาดสอบเกินร้อยละ 50 เช่น แพต1 (คณิต) ผู้มีสิทธิ์สอบ 154 คน ขาดสอบ 64 คน แพต2 (วิทย์) ผู้มีสิทธิ์สอบ 142 คน ขาดสอบ 45 คน แพต4 (สถาปัตย์) ผู้มีสิทธิ์สอบ 23 คน ขาดสอบ 13 คน แพต7 (ภาษาต่างประเทศ) ผู้มีสิทธิ์สอบ 21 คน ขาดสอบ 17 คน สำหรับยอดรวมผู้มีสิทธิ์สอบรอบพิเศษทั้งหมด 247 คน แบ่งเป็นกรุงเทพฯ 100 คน ต่างจังหวัด 147 คน
ผอ.สทศ. กล่าวอีกว่า แม้จะจัดสอบเสริมให้นักเรียนที่ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 แต่ก็ยังพบนักเรียนขาดสอบอีก ทำให้ สทศ.ต้องหาข้อมูลนำเสนอกระทรวงศึกษาธิการ เพื่ออาจให้มีการพิจารณายกเลิกสอบเสริมในแกตและแพตในเดือนตุลาคม 2552 เพราะนักเรียนสามารถสอบได้ 3 ครั้งต่อปีอยู่แล้ว และเลือกเอาครั้งที่ดีที่สุด ส่วนผลสอบทั้งรอบปกติในเดือนกรกฎาคม และรอบพิเศษนี้จะออกพร้อมกัน ในวันที่ 15 สิงหาคมนี้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่จะเร่งตรวจข้อสอบให้เพื่อให้ได้ผลสอบพร้อมกัน



