
องค์การอนามัยโลกหนุนไทยออกกฎหมายคุมยาสูบฉบับใหม่
องค์การอนามัยโลกชี้ “บุหรี่” ขัดขวางการพัฒนาประเทศ แนะ 6 วิธีเพิ่มประสิทธิภาพควบคุมยาสูบ ออกพ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบฉบับใหม่-ขึ้นภาษียาสูบ-พื้นที่ปลอดบุหรี่
เมื่อวันที่ 27 ก.ค.ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ ในงานประชุมวิชาการบุหรี่กับสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 15เรื่อง“นโยบายควบคุมยาสูบกับ เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน”จัดโดยศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายควบคุมยาสูบ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยดร.นิมา แอสการี รักษาการผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทยกล่าวในงานเสวนา เรื่อง นโยบายควบคุมยาสูบกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ว่า ยาสูบเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนเพราะการบริโภคยาสูบเป็นสาเหตุของปัญหาความยากจนและยังเป็นสาเหตุของการตายก่อนวัยอันควร ซึ่งการแก้ไขปัญหายาสูบมีแนวทางมาตรการของ“กรอบอนุสัญญาขององค์การอนามัยโลกว่าด้วยการควบคุมยาสูบ”ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 180 ประเทศที่เข้าร่วม โดยมาตรการควบคุมยาสูบที่สำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เช่น การขึ้นภาษียาสูบ การห้ามทำการตลาด/โฆษณาผลิตภัณฑ์ยาสูบและอุตสาหกรรมยาสูบ ติดตามการบริโภคยาสูบและนโยบายป้องกันการใช้ยาสูบ ปกป้องประชาชนจากผลกระทบของควันบุหรี่ ช่วยเหลือประชาชนให้สามารถเลิกเสพยาสูบ เตือนประชาชนเกี่ยวกับอันตรายจากยาสูบ และการสนับสนุนให้ผู้ที่ประกอบอาชีพเกี่ยวกับยาสูบ มีทางเลือกในการประกอบอาชีพอื่นๆ ที่เหมาะสม เป็นต้น
“ประเทศไทยเป็นแบบอย่างด้านกฎหมายและการปฏิบัติเรื่องการควบคุมยาสูบ เช่น การขยายภาพคำเตือนบนซองบุหรี่ขนาด 85%การตั้งหน่วยงานที่สนับสนุนการควบคุมยาสูบ คือ สสส. และศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ (สายด่วนเลิกบุหรี่ โทร.1600) เป็นต้นอย่างไรก็ตาม การบริโภคยาสูบยังคงเป็นปัญหาสำคัญต่อสาธารณสุขและการพัฒนาของประเทศไทย ดังนั้น การลดการบริโภคยาสูบคือหนทางในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยจะช่วยรักษาชีวิตและลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ซึ่งองค์การอนามัยโลกมีข้อแนะนำแก่ประเทศไทยในการเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมยาสูบให้ดียิ่งขึ้น คือ 1.ให้รีบนำ”ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบฉบับใหม่“มาบังคับใช้โดยเร็ว2.ขึ้นภาษียาสูบให้เหมาะสมกับอัตราเงินเฟ้อ และขึ้นภาษีบุหรี่/ยาเส้นมวนเอง 3.ยกระดับความเข้มงวดของการควบคุมยาสูบในต่างจังหวัดและพื้นที่ห่างไกล 4.บังคับใช้กฎหมายพื้นที่สาธารณะปลอดบุหรี่ 100% 5.ใช้สื่อประชาสัมพันธ์ตอกย้ำความน่ากลัวของภัยจากยาสูบ และ 6.ขยายขอบเขตบริการสนับสนุนการเลิกบุหรี่” ดร.นิมา กล่าว
ด้าน นพ.สุเทพ เพชรมาก รองอธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า การควบคุมการบริโภคยาสูบ เป็นแนวทางหนึ่งในการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยต้องมีกฎหมายที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมยาสูบและเท่าทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะการตลาดของอุตสาหกรรมยาสูบ ที่เน้นในกลุ่มผู้หญิงและเยาวชนเป็นหลัก ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการผลักดันร่าง พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบฉบับใหม่ ให้มีผลบังคับใช้ โดยจะผลักดันให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือนข้างหน้า ซึ่งหลังจากลงประชามติวันที่ 7 ส.ค. 2559 จะเดินหน้า พ.ร.บ.ฉบับนี้ ซึ่งต้องอาศัยพลังจากเครือข่ายทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนและต่อต้านการแทรกแซงจากบริษัทยาสูบข้ามชาติส่วนมาตรการที่ต้องดำเนินการต่อคือ มาตรการ 3 ลด 3 เพิ่มคือ ลดผู้เสพรายใหม่ ลดผู้เสพรายเก่า ลดการรับความบุหรี่มือสอง เพิ่มกลไกการป้องกันการแทรกแซงจากธุรกิจยาสูบ เพิ่มผู้ขับเคลื่อน ระดับจังหวัดพื้นที่และเพิ่มนวัตกรรมควบคุมยาสูบ ซึ่งช่วยให้จำนวนผู้เสพยาสูบที่จากเดิมเพิ่มขึ้นเป็น 11.50 ล้านคนหรือ 21.40% ในปี 2554 สามารถลดลง เหลือ 1.9 ล้านคนหรือ 19.9% ในปี 2558 เรียกว่ามีผลต่อการลดบริโภคยาสูบในเยาวชนและผู้ใหญ่ที่ใช้ยาเส้น ดังนั้น ควรมีการดำเนินการต่อด้วย
ดร.นพ.บัณฑิต ศรไพศาล ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. กล่าวว่า การลดการบริโภคยาสูบถือเป็นต้นน้ำในการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพราะจากการดำเนินงานโรงเรียนปลอดบุหรี่ตั้งแต่ในระยะแรกๆ โดยนำเด็กที่มีปัญหามาทำกิจกรรมที่ดี มีการรณรงค์ให้ความรู้กันเองภายในกลุ่มนักเรียนพบว่า การตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดนั้นลดลงหรือไม่เจอปัสสาวะสีม่วง ดังนั้น การทำลดการบริโภคยาสูบจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากทำเรื่องบุหรี่ไม่สำเร็จ การพัฒนาที่ยั่งยืนก็จะไม่เกิด



