
ค้านตั้งกองทุนใหม่ชดเชยผู้เสียหายจากบริการสาธารณสุข
“หมอเจตน์”ชี้ไม่ควรตั้งกองทุนใหม่ชดเชยผู้เสียหายจากบริการสาธารณสุข ระบุต้องขยายกฎหมายบัตรทอง-ประกันสังคม-สวัสดิการข้าราชการคุ้มครองผู้ป่วย
เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ ประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข(กมธ.สธ.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดทำร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการบริการสาธารณสุข พ.ศ... ว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวมีความคิดเห็นต่างกันระหว่างผู้เสนอร่างกฎหมาย และผู้เห็นต่างมานานหลายปี แต่เป้าหมายที่เห็นเหมือนกันคือ มีความต้องการลดคดีฟ้องร้อง อย่างไรก็ตาม จากเรื่องนี้ได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า แทนที่จะตั้งเป็นกองทุนใหม่จากร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ ควรจะใช้ช่องทางที่มีอยู่แล้ว คือ การขยายความคุ้มครองในมาตรา41 ของพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 รวมเข้ากับมาตรา 63(7)ของพ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2558และสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ แทนการตั้งกองทุนชดเชยความเสียหายฯ
นพ.เจตน์ กล่าวอีกว่า กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)จึงเสนอว่าการขยายมาตรา 41จะต้องแก้ไขร่างพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติและร่างพ.ร.บ.ประกันสังคมร่วมไปด้วยโดยไม่ต้องตั้งเป็นกองทุน แต่ใช้เงินของแต่ละกองทุนบริการสาธารณสุขครอบคลุมบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขทุกวิชาชีพโดยจะมีการเพิ่มวงเงิน แต่จำนวนเท่าไหร่ก็ต้องหารือร่วมกัน ที่สำคัญผู้ได้รับผลกระทบมีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นโดยไม่ต้องพิสูจน์ถูกผิดซึ่งการคุ้มครองดังกล่าวในส่วนสิทธิสวัสดิการข้าราชการนั้น จะมีการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา หมายความว่าทุกสิทธิสุขภาพจะได้รับการคุ้มครองทั้งหมด
“ส่วนที่มีบางกลุ่มมองว่า ยังไม่ตอบโจทย์นั้น ก็ต้องเข้าใจว่า เรื่องนี้มีความเห็นต่างกันมาก แต่ก็ต้องมองกลางๆ ให้ได้รับความพึงพอใจทั้งสองฝ่ายมากที่สุด เพราะฝ่ายเห็นต่างมองว่า หากตั้งกองทุนใหม่ มีเงินเยียวยามากขึ้นก็จะนำไปสู่การฟ้องร้องมากขึ้นหรือไม่ เรื่องนี้จึงต้องหาจุดสมดุลให้มากที่สุด แต่หากใช้การเยียวยาเดิมที่มีอยู่แล้ว และเพิ่มเติมวงเงิน บวกกับเพิ่มเติมไม่มีการพิสูจน์ถูกผิด หากได้รับผลกระทบจะต้องช่วยเหลือทันที ก็น่าจะดีกว่าหรือไม่ ที่สำคัญจะไม่ใช่แค่ช่วยเหลือเงินกับผู้รับผลกระทบเท่านั้น ยังมีการพิจารณาว่า ควรมีการดูแลไปตลอดชีวิต เช่น กรณีได้รับผลกระทบจนพิการตลอดชีวิต หากได้รับเงินในการเยียวยาแต่ก็ไม่เพียงพอในแง่คุณภาพชีวิต จึงมองว่าควรมีศูนย์หรือคลินิกในชุมชนคอยดูแล เหมือนกรณีสธ. ดำเนินการดูแลผู้สูงอายุติดบ้านติดเตียง”นพ.เจตน์กล่าว
นพ.เจตน์ กล่าวด้วยว่า จำนวนเงินชดเชยให้คำนึงถึงหลักการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยพิจารณาจากผลกระทบหรือความเดือดร้อนที่ได้รับ พฤติการณ์แวดล้อม ระดับความรุนแรง การบรรเทาเยียวยาหรือความจำเป็นอื่นประกอบด้วยถ้าผู้ยื่นคำขอไม่พอใจกับจำนวนเงินชดเชยที่กำหนดก็มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อได้ แต่เมื่อผู้ได้รับผลกระทบหรือทายาทตกลงยินยอมรับเงินชดเชยแล้ว สิทธิการฟ้องร้องต่อศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีทั้งปวงเป็นอันจบสิ้นแต่หากจะฟ้องศาลก็ต้องไม่รับเงินชดเชย อย่างไรก็ตาม การจ่ายเงินชดเชยนั้นจะไม่รวมกรณีที่เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นตามปรกติธรรมดาของโรคนั้น และผลกระทบซึ่งหลีกเลี่ยงมิได้จากการให้หรือการรับบริการสาธารณสุขตามมาตรฐานทั้งหมด สธ. อยู่ระหว่างจัดทำประชาพิจารณ์เรื่องนี้ ซึ่งหากผ่านก็จะเสนอต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาต่อไป



