ไลฟ์สไตล์

ทดแทนพระคุณแม่สิ่งที่ลูกต้องตระหนัก

ทดแทนพระคุณแม่สิ่งที่ลูกต้องตระหนัก

08 ส.ค. 2552

เสียงโทรศัพท์มือถือรุ่นกลางเก่ากลางใหม่ดังขึ้น ในห้องพักขนาดพออยู่ได้กลางเมืองกรุง ...แม่ หนูไม่ได้กลับบ้านนะ วันแม่ 12 สิงหาที่จะถึงนี้ พอดีมีงานด่วน แต่ว่าฝากเงินกับน้องไปให้แม่แล้ว 5,000 บาท...ได้หรือยังคะ

จริงหรือลูก แต่ว่าน้องให้แม่แค่ 300 บาทเองนะ... เสียงปลายสายตอบกลับมา แทบจะทำให้โทรศัพท์ร่วงจากมือ อึ้งจนไม่รู้จะพูดอะไรกับแม่ต่อ ได้ยินแต่เสียงของหัวใจตัวเองเต้นถี่ ความดันพุ่งปรี๊ดขึ้นมา 200 ถ้าพูดโทรศัพท์กับแม่ต่อไม่รู้ว่าเสียงตัวเองจะเป็นยังไง ได้ยินแต่แม่ถามว่า เป็นอะไรหรือเปล่าลูก เป็นอะไรหรือเปล่า...

 คำถามดังอึงอลในหัวใจ น้องสาวของเราเอง "ทำไปได้ยังไง" นั่นแม่ของตัวเองนะ แม่ที่อุ้มท้องมาตั้ง 9 เดือนให้เราเกิด แม่ที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย แล้วน้องสาวเราเขาทำไปได้ยังไง ไม่สงสารแม่เหรอ ให้เงินแม่ไปแค่นั้น แล้วจะพอเอาไปทำนาซึ่งทำได้แค่เพียงปีละครั้งได้ยังไง ไหนจะค่ากินค่าอยู่อีก นั่งลงกับพื้นห้องอย่างหมดแรง ในใจคิดแต่ว่าจะหาเงินที่ไหนส่งไปให้แม่ลงนา บริษัทที่ทำอยู่เงินเดือนก็ออกไม่ค่อยจะตรง สงสัยต้องยืมเพื่อนไปก่อนแล้วค่อยส่งไปให้แม่ใหม่

 ชีวิตลูกจ้างปริญญาตรีในเมืองหลวง แม้จะมีเงินเดือนเฉียด 2 หมื่น แต่ค่าใช้จ่ายก็สูง ก้าวขาเดินออกจากบ้านก็ต้องควักกระเป๋าแล้ว บางครั้งเหนื่อย บางครั้งท้อ แต่เมื่อนึกถึงแม่คนที่เลี้ยงดูมา  ความเหนื่อยล้าอิดโรยก็หายเป็นปลิดทิ้ง ได้แต่หวังว่าเมื่อน้องสาวเรียนจบ มีงานทำ วันนั้น แม่จะได้ลืมตาอ้าปากกะเขาบ้าง ตัวเองจะได้เรียนต่อ มีครอบครัวกะเขาสักที

 "โทรไปหาพี่แกซิ สิ้นเดือนแล้วทำไมยังไม่เห็นโอนเงินมาให้ รู้อยู่แล้วว่าต้องส่งมาให้ ไม่เห็นต้องให้ทวงเลย" เสียงคนพูดกันในบ้านหลังหนึ่งในที่แลดูมีอันจะกินในชนบทแถบที่ราบสูงดังขึ้น... ค่ะแม่ ส่งแล้วค่ะพอดีเมื่อวานงานยุ่ง เลยยังไม่ได้จัดการให้ อีก 20 นาทีให้น้องขี่มอเตอร์ไซค์ไปรับได้เลยที่ไปรษณีย์นะหนูส่งแล้ว

 แม่พี่มีลูก 5 คน แยกย้ายกันไปมีครอบครัวแล้ว เหลือน้องสาวคนเดียวไม่แต่งงานอยู่กับแม่ มรดกที่ทางก็แบ่งกันไปหมดแล้ว ขายแล้วก็มีแบ่งกันคนละ 5-6 แสน พี่ไม่เคยไปเอาอะไรกะที่บ้านเลย เขาให้ชีวิตเรามา ส่งเราเรียนหนังสือจนจบปริญญา มีงานดีๆ ทำก็พอแล้ว แต่พี่ๆ น้องๆ คนอื่นเขาไม่ค่อยมีเวลาดูแลแม่ เจ็บป่วย หรือว่าอยากได้อะไร แม่จะโทรหาพี่ตลอด แต่เราก็ถือว่าใครทำอะไรได้อันนั้นก็ไม่ได้ซีเรียสอะไร และมีความสุขทุกครั้งที่ได้ทำอะไรให้แม่ เพราะว่าตอนที่เขาเลี้ยงเรามา เขาลำบากมากมายกว่านี้เป็นร้อยเท่าพันทวีก็ว่าได้ ทดแทนแค่นี้ก็ยังไม่ถึงครึ่งเลย

 พลันเสียงโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานในออฟฟิศมนุษย์เงินเดือนเครื่องหนึ่งก็ดังขึ้น ...ว่างมั้ยไปกินข้าวกัน ไม่เจอตั้งนานแล้วเพื่อน ...ขอโทษเราต้องกลับบ้านพาแม่ไปหาหมอ แล้วว่างๆ ค่อยเจอกันใหม่นะ ...อีกแล้วพักนี้กลับบ้านบ่อยนะ ...อืม...พอดีแม่เราไม่สบายต้องไปดูแล ...ไม่เหนื่อยเหรอ ...ก็เหนื่อยนะ แต่นอนพักก็หาย เพราะคนที่ป่วยอยู่มีบุญคุณกับเรามาก ถ้าไม่มีเขาเราคงไม่ได้เกิด ...เออก็จริงนะ วันแม่เราก็ว่าจะพาแม่ไปตรวจสุขภาพเหมือนกัน เพราะไม่ค่อยได้ดูแลเลย เห็นวันแม่โรงพยาบาลหลายแห่งมีโปรโมชั่นดีๆ เยอะเลย

 "จริงๆ แล้วไม่ต้องการให้ลูกส่งเงินมาให้เลย แค่เขาเลี้ยงดูตัวเองได้โดยไม่ต้องมาขอก็พอแล้ว ถือว่าเรามีหน้าที่เลี้ยงดูเขาให้โต ส่งเสียให้เรียนหนังสือจบปริญญาแล้วก็ทำงานหาเลี้ยงตัวเอง ถ้าอยากเรียนต่อก็ทำงานไปด้วยและเรียนไปด้วยได้ แต่ถ้าเขาให้ก็ดีใจ" สำลี วัย 67 ปี บอกถึงความรู้สึกของผู้ให้กำเนิด

 ฐานะของสำลี ถือว่ามีกินมีใช้อย่างสบาย ส่งเสียลูกสาว 3 คนที่แต่งงานกันหมดแล้วจนจบปริญญาตรี คนโตกลับบ้านและให้เงินแม่สม่ำเสมอเพราะว่าเอาลูกไปให้ สำลี ช่วยเลี้ยง ส่วนคนกลางและคนเล็กกลับบ้านและให้เงินทุกครั้งที่โอกาสอำนวย  

 ชาวบ้านต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "สำลีมีบุญวาสนา เพราะเลี้ยงลูกได้ดี" แล้วในโอกาสวันแม่ 12 สิงหา ที่จะถึงนี้ คุณมีคำตอบในใจหรือยังว่าจะดูแลผู้ให้กำเนิดอย่างไรดี อย่าลืมดูแลท่านในวันที่ยังมีชีวิตอยู่ ทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ เพราะหากว่าหมดบุญไปจะไปเคาะโลงแล้วบอกว่ารักแม่ที่สุดในโลก ก็คงไม่มีประโยชน์ มาดูแลเอาใจใส่หัวใจของแม่กันเถอะ
  
      0 หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ 0