
โลกสวยด้วยมือเรา(2)
โลกจะ สวย หรือ ซวย ก็ด้วยมือของเรา มนุษย์ที่เป็นเจ้าของบ้าน นับแต่นี้ไปข่าวที่เราจะได้ยินได้ฟังทุกวันก็คงหนีไม่พ้นเรื่องราวที่เกี่ยวกับโรคระบาดสายพันธุ์ใหม่ชนิดต่างๆ จากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 วันนี้เรามีไวรัสเอดส์สายพันธุ์ใหม่ โรคที่เคยระบาดแล
ทั้งหมดเป็น “อาการเตือน” ถึงภูมิคุ้มกันที่กำลังเหลือน้อยเต็มทีของของโลก บ้านหลังเดียวของมนุษย์สิ่งที่น่าตกใจคือ นักวิทยาศาสตร์พบว่าป่าอะเมซอน ซึ่งถือว่าเป็น “ปอด” ของโลกก็ว่าได้ กำลังอยู่ในอาการ “เผาไหม้ตัวเอง” เพราะอุณหภูมิที่สูงขึ้นของโลก
สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือเมื่อนักวิทยาศาสต์ด้านพฤษศาสตร์พบว่าเมื่อความร้อนขึ้นถึงจุดๆ หนึ่ง ต้นไม้จะทำหน้าที่กลับตาลปัตร เพราะแทนที่ต้นไม้จะดูดคาร์บอนไดออกไซด์ และคายออกซิเจน ต้นไม้จะดูดออกซิเจนและคายคาร์บอนไดออกไซด์แทน
ถึงตอนนั้นมนุษย์ก็คงถึงกาลอวสาน เพราะเพียงขาดออกซิเจน 3 นาทีมนุษย์ก็ไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้แล้ว สิ่งที่น่าเสียดายก็คือความจริงและข้อสังเกตที่นักวิทยาศาสตร์ที่เฝ้าติดตามการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เป็นผลกระทบมาจากภาวะโลกร้อนนี้ไม่อาจสื่อไปถึง “ผู้นำโลก” ที่จะให้มีมาตรการอย่างทันท่วงทีในการแก้ปัญหา เพราะทุกอย่างโยงใยไปถึง “ผลประโยชน์เฉพาะหน้า” ที่ต้องรักษาของผู้นำเหล่านี้ จึงกลับกลายเป็นว่าภารกิจ “รักษ์โลก” จึงตกเป็นของ “คนเล็กๆ” บนโลกนี้อย่างพวกเราที่ต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือโดยไม่ต้องหวังพึ่งใคร
โลกสวยด้วยมือเราจึงเริ่มต้นด้วยการปลูกต้นไม้ ใช้น้ำอย่างประหยัด ลดขยะ ลดกิจกรรมที่จะทำให้เกิด “ก๊าซเรือนกระจก” ลดการใช้พลังงานที่มาจากฟอสซิล เช่น น้ำมันดิบ ถ่านหิน หันมาใช้พลังงานทางเลือกให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นพลังงานจากน้ำ ลม หรือแสงอาทิตย์ ดำรงชีวิตด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง “ใช้พอดี อยู่พอดี กินพอดี” เพียงแค่การกินพอดีก็ช่วยลดโลกร้อนได้แล้ว เช่น ลดการกินเนื้อสัตว์
ทราบไหมว่า ปศุสัตว์ คือหนึ่งในแหล่งผลิตก๊าซมีเทนและมลพิษที่สำคัญเป็นอันดับต้นๆ ของโลก และที่สำคัญปศุสัตว์มีต้นทุนซ่อนเร้นทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพเป็นอันมาก เช่น ฟาร์มเนื้อวัวขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เนื้อที่จำนวนมากหมายถึงการสูญเสียป่าเปลี่ยนป่าเพื่อปลูกหญ้าให้วัวกิน และต้องใช้น้ำจำนวนมหาศาลในการดูแลหญ้า ฟาร์มหมู ฟาร์มไก่ก็เช่นกัน เป็นแหล่งก่อมลพิษทั้งทางอากาศและทางน้ำ
ที่สำคัญเพราะขี้หมู ขี้ไก่ จำนวนมากนั้นนอกจากจะปล่อยก๊าซมีเทนแล้วมักถูกกำจัดให้ลงไปอยู่ในแม่น้ำลำคลอง มีผลให้แม่น้ำลำคลองเน่าเสีย รวมถึงการใช้ยาปฏิชีวนะ สารเร่งการเจริญเติบโต เร่งฮอร์โมน จำนวนมากที่ผลกระทบสุดท้ายก็ตกถึงผู้กินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เราคงจำได้ว่าวิถีดำรงชีวิตแบบไทยๆ นั้นอาศัยผัก ปลา เป็นหลัก สำรับอาหารไทยนั้น หมูเห็ดเป็ดไก่ ถือเป็นของแถม หรือกินกันในโอกาสพิเศษ การดำรงชีวิตแบบ “รักษ์โลก” ง่ายๆ คือ กลับไปหาอาหารการกินแบบไทยๆ ที่ไม่ทำร้ายสัตว์ ไม่ทำร้ายโลก และเป็นผลดีต่อสุขภาพด้วย ดูเหมือนว่าการกินเนื้อสัตว์เป็นกิจวัตรจนกลายเป็นอาหารหลักนั้นได้นำพาให้มนุษย์ต้องพบกับ “วิบากกรรม” ของโรคภัยไข้เจ็บที่มาจากสัตว์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นโรควัวบ้า ไข้หวัดนกที่ทำให้เราต้องฆ่าชีวิตสัตว์ปีกไปหลายล้านตัว และล่าสุดไข้หวัดหมู
“สัญญาณเตือนภัย” ทั้งหมดนี้ เพื่อให้มนุษย์ “สำเหนียก” ว่าวิธี “รักษ์โลก” ที่ถูกต้องคือ การเคารพต่อธรรมชาติ และสรรพสิ่ง และเคารพในทุกชีวิต การ “เบียดเบียน” ธรรมชาติและสรรพสิ่ง สุดท้ายนำมาสู่การ “เบียดเบียนตนเอง” เข้าสุภาษิต “ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว”
"อาจารย์ยักษ์ มหาลัยคอกหมู"



