
"ไวรัสเดงกี่" จากยุง
"โรคไข้เลือดออก" พบตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายน ปัจจุบันสามารถวินิจฉัย ด้วยการตรวจหา เดงกี่แอนติเจน (Dengue Ag) ซึ่งจะตรวจเลือดในช่วงไข้ 1-4 วันแรกของโรคได้ เชื้อไวรัสเดงกี่ มี 4 สายพันธุ์ (1,2,3,4) เมื่อผู้ป่วยคนหนึ่งมีการติดเชื้อชนิดใดชนิดหนึ่งแล้วจะมีภูมิ
ดังนั้น ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ที่มีไวรัสเดงกี่ชุกชุมอาจจะมีการติดเชื้อได้ถึง 4 ครั้ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุและภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย
ระยะเกิดโรค หลังจากที่ถูกยุงลายตัวนำเชื้อโรคกัดจะประมาณ 5-8 วัน มีเพียงอาการไข้ร่วมกับปวดศีรษะ เมื่อยตัว หรืออาจเกิดอาการไข้สูงกะทันหัน ปวดรอบกระบอกตา ปวดกล้ามเนื้อ ปวดกระดูกและมีผื่น บางรายอาจมีจุดแดงเล็ก เท่าปลายเข็มตามผิวหนัง ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง มักจะมีไข้สูงลอยร่วมกับอาการเลือดออก ตับโต และมีภาวะช็อก
อาการแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ
1.ระยะไข้ จะมีไข้สูง อาจถึง 40-41 องศาเซลเซียส ผู้ป่วยมักจะหน้าแดง อาจตรวจพบคอแดง ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะไม่มีอาการน้ำมูกไหล หรือไอ เด็กโตอาจปวดศีรษะ ปวดรอบกระบอกตา เบื่ออาหาร อาเจียน ปวดท้อง การตรวจโดยวิธีรัดแขนจะพบว่ามีจุดเลือดออกที่ผิวหนังได้ตั้งแต่ 2-3 วันแรกของโรค ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วย จะมีอาการรุนแรง คือ มีภาวะช็อก ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นพร้อมๆ กับที่ไข้ลดลงอย่างรวดเร็ว ระยะเวลาที่เกิดช็อกอาจเกิดได้ตั้งแต่วันที่สามของโรค ผู้ป่วยที่จะเกิดอาการช็อก จะมีอาการเลวลง กระสับกระส่าย มือเท้าเย็น ชีพจรเบา-เร็ว ความดันโลหิตเปลี่ยนแปลง อาจบ่นกระหายน้ำ บางรายอาจมีอาการปวดท้องเกิดขึ้นอย่างกะทันหันก่อนเข้าสู่ภาวะช็อก
2.ภาวะช็อก ในผู้ป่วยที่เกิดขึ้นจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ถ้าไม่ได้รับการรักษาผู้ป่วยจะมีอาการเลวลงและจะเสียชีวิตภายใน 12-24 ชั่วโมงหลังเริ่มมีภาวะช็อก ถ้าผู้ป่วยได้รับการรักษาช็อกอย่างทันท่วงทีและถูกต้องก็จะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว
3.ระยะฟื้นตัว ในผู้ป่วยที่ไม่ช็อก เมื่อไข้ลดส่วนใหญ่ก็จะดีขึ้น ส่วนผู้ป่วยที่ช็อก ถ้าได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ก็จะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ปัสสาวะเพิ่มมากขึ้นและมีความอยากรับประทานอาหารมากขึ้น ระยะฟื้นตัวนี้จะใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน อาการดีขึ้นอย่างชัดเจน อาจจะมีผื่นแดง คันออกตามแขน ขา ลำตัว ระยะเวลาทั้งหมดของไข้เลือดออกเดงกี่ที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน ประมาณ 7-10 วัน
การดูแลรักษา ขณะนี้ยังไม่มียาต้านไวรัสเดงกี่ จะใช้วิธีการรักษาตามอาการ โดยการให้น้ำเกลือในภาวะช็อกหรือการให้เลือดในระยะที่เกล็ดเลือดต่ำ หลักการสำคัญ คือ การวินิจฉัยได้เร็วก่อนที่ผู้ป่วยจะเข้าสู่ระยะช็อกและในระยะไข้สูง ควรใช้ยาลดไข้ พาราเซตามอล ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) หรือ ibuprofen เพราะอาจทำให้เกล็ดเลือดทำงานผิดปกติ ควรใช้ยาลดไข้เป็นครั้งคราว เวลาไข้สูงมากกว่า 39 องศาเซลเซียส และไม่ควรให้ถี่กว่า 4 ชั่วโมง การใช้ยาลดไข้มากเกินไปจะมีภาวะเป็นพิษต่อตับได้ ควรจะใช้การเช็ดตัวช่วยลดไข้ให้ผู้ป่วยได้ดื่มน้ำเกลือแร่มากๆ ควรสังเกตอาการนำของช็อก ซึ่งจะมีอาการเบื่ออาหารมากขึ้น ไม่รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำ หรือถ่ายปัสสาวะน้อยลง มีอาการปวดท้องอย่างมาก มือเท้าเย็น
เมื่อสงสัยว่าจะมีการติดเชื้อไข้เลือดออกเดงกี่ ควรจะไปพบแพทย์เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องตั้งแต่เริ่มแรก โดยการตรวจเลือดหาเดงกี่แอนติเจน (Dengue Ag) ต้องระวังในเรื่องของการให้ยาลดไข้ และปัจจุบันพบผู้ป่วยไข้เลือดออกที่มีอาการอื่นๆ เช่น ไอ มีน้ำมูกร่วมด้วยมากขึ้น จึงควรระวังเมื่อบุตรหลานมีอาการของการติดเชื้อทางเดินหายใจ และไข้ไม่ลดลงใน 2-3 วัน
กุมารแพทย์ โรงพยาบาลเชียงใหม่ ราม
โทร.0-5322-4861



