
พระกรรมฐานสายหลวงตาบัวนัดชุมนุมใหญ่ค้านทส.
พระกรรมฐานสายหลวงตาบัว นัดชุมนุมใหญ่ค้าน ทส.กันพระออกจากป่าอนุรักษ์วันนี้ ชี้ไม่ชอบธรรม วอนใช้มาตรฐานกับการปราบรีสอร์ทรุกที่ป่า
ความคืบหน้า กรณีที่กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาพระสงฆ์ในพื้นที่ป่า เตรียมผลักดันสำนักสงฆ์ จำนวน 68 แห่งออกจากเขตป่าอนุรักษ์ และจะทยอยดำเนินการให้ครบทั้ง 5 , 529 แห่งทั่วประเทศ เนื่องจากมีปัญหารุกขยายพื้นที่เพิ่มเติม ตัดไม้หวงห้าม และบางแห่งมีการสร้างที่พักถาวร และไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2538 ที่มีการทำข้อตกลงเรื่อง แก้ไขปัญหาพระสงฆ์ในพื้นที่ป่าไม้ไว้นั้น
วันที่ 5 ส.ค. พระครูสมุห์สุชิน ปริบุณโณ เจ้าอาวาสวัดธรรมสถิตย์ จ.ระยอง ในฐานะผู้ประสานงานพระกรรม ฐานสายหลวงตามหาบัว กล่าวว่า ขณะนี้กลุ่มพระกรรมฐานสายหลวงตามหาบัว จะถือโอกาสประชุมเกี่ยว กับนโยบายของกรมป่าไม้ ในเรื่องการห้ามพระอยู่ป่า ในวันที่ 6 ส.ค.นี้วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี เพื่อศึกษาข้อกฎหมายหรือกฎระเบียบที่กรมป่าไม้ จะออกมาบังคับ และแม้ว่ากรมป่าไม้ จะอ้างว่ามีการแบ่งเขตพื้นที่ป่า แต่เชื่อว่านโยบายดังกล่าวน่าจะมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง ซึ่งเบื้องต้นมีการหารือแล้วว่าการประชุมชี้แจงของกรมป่าไม้ในวันที่ 27 ส.ค.นี้ คณะของหลวงตามหาบัว คงไม่เข้าประชุม เพราะเป็นการจัดประชุมเพื่ออ้างความชอบธรรม
“ เมื่อนโยบายหรือกฎหมายออกมาไม่ถูกต้องจะให้พระยอมรับได้อย่างไร พระถ้าไม่อยู่ป่าจะให้ไปอยู่ที่ไหน โดยเฉพาะพระกรรมฐาน เกิดก่อนกรมอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ด้วยซ้ำไป และจะมาห้ามพระอยู่ป่าได้ อย่างไร ที่ผ่านมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้พระอยู่ป่า และปลูกป่า อาตมาเชื่อว่าถ้าพระไม่อยู่ป่า ป่าหมดแน่ ที่ผ่านมา กรณีของพระประจักษ์ที่ป่าดงใหญ่ ได้พิสูจน์แล้วว่าการที่รัฐขับพระออกจากป่าป่าก็ถูกทำลายไป ซึ่งภายหลังประชุมแล้วอาจจะมีการทำหนสังสือไปถึงกรมป่าไม้ ” พระ พระครูสมุสุชิน กล่าว
ชี้ใช้มาตรฐานเดียวปราบปรามรุกที่ทำรีสอร์ท
ขณะที่พระครูวัชรธรรมาจารย์ เจ้าอาวาสวัดป่าไชยชุมพล อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ กล่าวว่า นโยบายของทส.ครั้งนี้ถือว่าไม่มีความชอบธรรม และไม่ถูกต้อง เพราะพระและสำนักสงฆ์ที่อยู่ในพื้นที่ป่าส่วนใหญ่อยู่มาก่อนที่จะมีการออกกฎหมายต่างๆออกมา การออกมาจัดระเบียบ จะถูกต่อต้านจากพระและสำนักสงฆ์ทั่วประเทศอย่างแน่นอน พระที่อยู่ในป่าส่วนใหญ่ไม่เคยทำลายป่าตามที่กรมป่าไม้อ้างว่าไปลักลอบตัดไม้ และทำการที่ไม่เหมาะสม มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ส่วนใหญ่พระที่อยู่ในป่าจริงจะตัดไม้มาทำกุฎิ ขออนุญาติจากกรมป่าไม้อย่างถูกต้อง ไม่ได้ทำกิจอย่างอื่น ทั้งนี้การจัดชี้แจงวันที่ 27 ส.ค.นี้ น่าจะมีการสร้างความชอบธรรมให้กับกรมป่าไม้มากกว่า
พระครูวัชร กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมามาอาตมาพบเห็นการทำผิดกฎหมายในพื้นที่ป่ามาก และคนที่ทำลายป่ามีแต่หน่วยราชการ ไม่ว่าจะเป็นการตัดไม้ เพื่อส่งไปให้กับผู้ใหญ่ หรือแม้แต่กรมป่าไม้ กรมอุทยานฯที่ใช้รถไถพัฒนาพื้นที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว การกระทำแบบนี้ถือว่าทำลายป่าหรือไม่ หรือรีสอร์ทหลายแห่งถ้าบุกรุกทำลายป่าให้ใช้มาตรฐานเดียวกัน หรือไม่ พระไม่มีเครื่องมืออะไรที่จะไปทำลายป่า มีแต่ธรรมะ พระพุทธเจ้าสอนให้อยู่ป่า ไม่ใช่ให้ไปทำลายป่า ส่วน พระมหานิรุตต ธิฐิสังโว เลขานุการเจ้าคณะภาค 8 ซึ่งดูแลรับพื้นที่ จ.เลย สกลนคร หนองคายและอุดรธานี กล่าวว่า สำนักสงฆ์ในท้องที่ จ.เลย ซึ่งถูกระบุว่าตั้งในเขตป่าสงวนแห่งชาติของกรมป่าไม้นั้นเป็นเรื่องจริง เพราะพระสงฆ์ที่จะเข้าไปอยู่ในป่าส่วนใหญ่เป็นพระปฏิบัติสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ซึ่งเป็นที่ศรัทธาของญาติโยมอยู่แล้ว บางครั้งก็อาจมีญาติโยมถวายทำนุบำรุงโดยเริ่มจากที่พักสำนักสงฆ์ก่อน แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้สร้างอะไรที่ถาวรจนเกิดปัญหากับพื้นที่ป่า เพราะท่านเป็นพระสายกรรมฐานออกแนวสงบอยู่กับป่ามากกว่า ทั้งนี้จากการออกไปเยี่ยมเยียนพระวัดป่า ก็เห็นว่ามักเน้นสร้างที่พักสงฆ์กลมกลืนกับป่าตามตีนเขา ตีนดอย และหน้าผามากกว่า อย่างไรก็ตาม หากกรมป่าไม้ จะยืนตามกฎหมายว่าต้องผลักดันสำนักสงฆ์ออกจากป่าจริงๆ ก็ไม่เห็นด้วยที่จะใช้ความรุนแรง แต่ควรจะประนีประนอม โดยเห็นว่า กระบวนการที่ภาครัฐจะดำเนินการครั้งนี้ต้องคำนึงว่าภาวะจิตใจความศรัทธาของประชาชน และต้องอาศัยเหตุและผล
นางจุฬารัตน์ บุญณากร ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวว่า นโยบายของทส.ที่จะออกมาจัดระเบียบพระที่อยู่ในป่า ควรต้องทำความเข้าใจกับพระสงฆ์ดีๆ เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะที่ผ่านมามีข้อตกลงระหว่างกรมการศาสนา สำนักพุทธ กรมป่าไม้ และกรมอุทยานอยู่บ่อยๆ เกี่ยวกับการอนุญาตให้วัดหรือสำนักสงฆ์เข้าไปตั้งในพื้นที่ได้อย่างถูกต้อง ดังนั้นนโยบายนี้จึงถือว่าสวนทางและมีความลักลั่นกับนโยบายที่ปฏิบัติมา ส่วนกรณีที่วัดทำไม่ถูกต้องยอมรับว่ามีอยู่จริงแต่ก็มีหลายสำนักที่ทยอยดำเนินการให้ถูกต้องแต่อาจจะช้าเนื่องจากขัดต่อข้อกฎหมาย ซึ่งต้องทำตามขั้นตอน แต่ก่อนจะมีนโยบายใดๆออกมาควรต้องมีการคุยให้ดี เพราะเกรงว่าน้ำผึ้งหยดเดียวจะบานปลายเป็นความขัดแย้ง ในที่สุด
แฉคารานพระบุกเขตป่าทุ่งใหญ่
นายศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวว่า เห็นด้วยกับนโยบายที่กรมป่าไม้ ซึ่งในอดีตการเข้าป่าของพระ ปฏิบัติจะใช้ป่าเป็นที่สำหรับฝึกกรรมฐาน ฝึกสมาธิ ฝึกสติ ในแง่นิเวศน์วิทยาแล้วพระที่ต้องการจะฝึกเรื่องเหล่านี้จริงๆ ก็จะมีจิตใจที่พร้อมจะรับกับทุกสิ่งที่ต้องเผชิญในป่า พร้อมจะถูกเสือกิน และถูกหมี หรือหมาไน ทำร้าย ซึ่งกรณีแบบนี้ไม่ใช่ปัญหา ปัญหาที่มักจะเจอบ่อยๆในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตกคือ การทัวร์พระ ซึ่งเป็นคล้ายๆหลักสูตรของพระ คือ พระรูปใดที่ผ่านการเดินธุดงค์ในป่าทุ่งใหญ่ได้จะถือว่ามีฌาณแก่กล้า
“มีหลายครั้งที่เจ้าหน้าที่ของมูลนิธิสืบฯลงพื้นที่ ที่ป่าทุ่งใหญ่ตะวันตกแล้วเจอกับคาราวานของพระธุดงค์ประมาณ 100 กว่ารูปเดินเรียงแถวยาวอยู่ในป่า ซึ่งลักษณะนี้ถือว่าไม่เหมาะสมแน่นอน การเข้าป่าไปธุดงค์แบบนี้คงไม่มีเสือหรือหมีตัวไหนกล้าเข้าใกล้ เพราะสัตว์ป่าไม่ชอบเข้าใกล้คนอยู่แล้ว ที่น่าเป็นห่วงมากกว่านี้คือ การเข้าไปสร้างถาวรวัตถุในป่าลึกๆ ซึ่งในป่าทุ่งใหญ่ตะวันตกก็มี เรายังเคยพบพระขับรถโฟว์วีล เข้าไปส่งของให้กับพระอีกรูปที่บำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าเลย เป็นเรื่องจริง เพราะตอนนั้นเราอาศัยรถที่พระรูปนั้นออกมาจากป่าเองแบบนี้จะมีให้เห็นบ่อยๆ และมักจะเกิดกับพระในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าตามหลักพระพุทธศาสนาแล้ว จำเป็นต้องทำแบบนี้หรือไม่ แต่ตามหลักของการใช้ทรัพยากรแล้วไม่ถูกแน่นอน ” นายศศิน กล่าว
เมื่อถามว่า เห็นด้วยหรือไม่ที่นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.)มีนโยบายว่า สำหรับพื้นที่ป่าอนุรักษ์นั้นระหว่างที่กำลังทำรังวัดเพื่อกันบางที่ที่เข้ามาอยู่ก่อนประกาศเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์นั้นให้วัดเหล่านั้นมาเข้าโครงการพุทธอุทยาน เพื่อให้พระช่วยกันดูแลป่าและสิ่งแวดล้อม นายศศิน กล่าวว่า ความจริงแล้ววัดป่าที่มีพระปฏิบัติจริงๆที่มีมานานแล้วไม่ค่อยมีปัญหา เพราะพระจะอยู่กันง่ายๆ ไม่สร้างถาวรวัตถุใดๆ ที่เป็นปัญหาตอนนี้ และมักจะเกิดขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือคือ มีโยมแข่งกันซื้อพื้นที่ถวายพระเพื่อสร้างสำนักสงฆ์ หรือวัด หลายแห่งเป็นพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์และกรณีแบบนี้ขยายออกไปเรื่อยๆน่าเป็นห่วงมาก



